บทที่ 1 ความบังเอิญ

 "จะกลับแล้วเหรอครับอาจารย์"

ร่างสูงที่กำลังเก็บของเงยหน้ามองไปยังประตูที่ตนเปิดทิ้งไว้ ก่อนจะพยักหน้าให้กับทุกคนเล็กน้อยแล้วก้มเก็บของต่อไม่สนใจกลุ่มคนที่ยังคงยืนมองอยู่หน้าประตู ทุกคนอึกอักเมื่อเห็นว่าศาสตราจารย์หนุ่มที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าแต่ด้านความรู้ความสามารถและดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์พิเศษทุกคนจึงให้ความเคารพ เมื่ออีกฝ่ายไม่พร้อมจะสนทนาด้วย อาจารย์คนอื่นๆจึงทยอยเดินออกไป เพราะรู้ดีว่า ศาสตราจารย์อัสวิส วิจิตรอลงกรณ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ว่ากันว่าสามารถรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น เคยมีคนลองวิชามาแล้วและก็เป็นจริงดั่งคำล่ำลือกันไว้ แต่ศาสตราจารย์หนุ่มกลับให้เหตุผลว่า ถ้าเราเรียนรู้และตั้งใจเกี่ยวกับศาสตร์นี้จริงๆก็ไม่ยากที่ทุกคนจะสามารถอ่านความคิดผู้อื่นจากปฏิกิริยาท่าทางหรือการกระทำของคู่สนทนารวมถึงทุกคนที่เราเดินผ่านบนท้องถนน อาจไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็พอจะคาดคะเนได้ไม่ยาก

ทุกคนรู้ว่าศาสตราจารย์อัสวิส หรือบ้างก็เรียกอาจารย์อัส เป็นคนมีนิสัยแปลกประหลาด ชอบทำตัวสันโดษ ไม่ชอบสนทนากับผู้ใด เก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักอาจารย์ จะออกมาพบปะนักศึกษาก็เฉพาะยามมีคลาสสอนเท่านั้น

ตึ้ดๆๆๆๆๆ

อัสวิสเท้าสะเอวมองโทรศัพท์ที่ดังขึ้นหลายครั้งด้วยความหงุดหงิด ถึงแม้จะปิดเสียงใช้ระบบตั้งสั่นแต่มันก็ทำให้อัสวิสรำคาญอยู่ดี จึงกดรับพร้อมกับทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับความโวยวายจากปลายสายอย่างไม่ต้องสงสัย

"ไอ้อัส ไอ้หลานเวร มึงอยู่ไหน ออกมายัง?"

โรม หรือ รังสิมันต์ ที่เพิ่งลงเครื่องมาสดๆร้อนๆจากจังหวัดตรังต้องการให้หลานชายคนโปรดพาเที่ยวเมืองศิวิไลซ์ในค่ำคืนนี้ กดโทรตามอัสวิสยิกๆเพราะไม่เห็นร่างสูงของหลานชายที่สนามบิน

"ผมเพิ่งสอนนิสิตเสร็จจะเร่งทำไม" อัสวิสพ่นลมหายใจใส่เพราะรู้นิสัยปลายสายเป็นอย่างดี

"ก็กูรอจนขาเป็นตะคริวแล้วครับท่านศาสตราจารย์ ไอ้พ่อเทพบุตร ไอ้ลูกเทวดา" ปลายสายตอกกลับเสียงขุ่น

"ที่นั่งพักผู้โดยสารก็มีแล้วปู่จะเสือกยืนทำไมล่ะ" อัสวิสว่าอย่างหงุดหงิด

"ไอ้อัส! เรียกกูว่าอาก็พออย่างน้อยกูก็อายุน้อยกว่าพ่อมึงเกือบสิบปี อย่าถึงกลับเรียกว่าปู่เลยไอ้หลานจัญไรพักนี้พูดเก่งขึ้นเยอะนะ" ถึงแม้ตามศักดิ์จะเป็นเป็นลุงก็เถอะ หนุ่มใหญ่ปลายสายกระแทกเสียงกลับมาด้วยความหงุดหงิดไม่ต่างกัน ถึงแม้อายุจะแตะเลขสี่แล้วแต่ด้วยเป็นคนหน้าตาดีดูแลสุขภาพและรูปร่างตลอด จึงดูเหมือนหนุ่มสามสิบต้นๆ

"ก็เก่งเฉพาะกับปู่นี่แหละ"

"ไอ้นี่!"

"เอาน่า หรือไม่จริง ก็ผมบอกแล้วว่าให้การ์ดไปรับอาโรมก็ไม่ยอมแล้วจะโวยวายทำไม ช่วยไม่ได้"

อัสวิสเก็บของเสร็จเอื้อมมือหยิบเสื้อคลุมที่แขวนไว้พร้อมกุญแจรถหรูเตรียมออกไปรับคนที่มีศักดิ์เป็นลุงแต่ให้เรียกอาที่สนามบิน ตนเองก็ไล่ลำดับชั้นเครือญาติไม่ถูกเพราะต้นตระกูลใหญ่หลายต่อหลายรุ่นจนงง สับสนไปหมด

วันนี้ชายหนุ่มมีนัดสอนพิเศษนอกตารางกว่าจะเสร็จก็สองทุ่มครึ่ง ร่างสูงเดินออกมาถึงลานจอดรถพร้อมกับคุยกับปลายสายไปด้วย

"เออ ก็กูอยากให้มึงมารับนี่หว่า"

"งั้นก็ต้องรอ อย่าบ่นรำคาญ!! "

"บร๊ะ...ไอ้นี่..พ่อมึงพาแม่มึงไปคลอดที่ขั้วโลกเหนือหรือไงถึงได้เย็นชานัก..ไอ้"

อัสวิสตัดสายทันทีเมื่อปลายสายเตรียมก่นด่า เขาไม่อยากฟังให้อารมณ์หงุดหงิด ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเคลื่อนออกไป

..

..

"พ่อระวัง!!"

เพราะมัวแต่เหม่อเมื่อมีบางอย่างมากวนใจ อัสวิสจึงแตะเบรครถหรูอย่างแรงจนล้อครูดไปกับถนนเมื่อมีรถกระบะยกสูงตัดหน้าไปอย่างกระชั้นชิด

"เฮ้ย! อะไรวะ"

ศาสตราจารย์หนุ่มมองตามรถกระบะคันสีดำที่ตัดหน้าไปอย่าง ฉิวเฉียดหลังจากเลี้ยวออกจากมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงสิบนาทีก็มีรถที่วิ่งฝ่าไฟแดงออกจากซอยตัดหน้าเขา

"ให้ หย๋องแย๋ง ตามไปไหมครับพ่อ"

"ไม่ต้อง"

อัสวิสไม่อยากจะหาความวุ่นวายเข้าตัว ถึงแม้ในส่วนลึกอยากจะจัดการกับพวกขับรถปาดหน้าแล้วยังฝ่าฝืนกฎจราจรสักเพียงใดก็ตามที

ชายหนุ่มเปิดประตูออกมาดูรถคันโปรดแต่ไม่มีรอยขูดขีดจึงกลับขึ้นมานั่งบนรถอีกครั้ง

แต่ทว่ายังไม่ล็อคประตูรถก็ได้ยินเสียงเปิดและปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับปิดดังปังด้วยความรีบร้อนของผู้มาใหม่พร้อมกับถือวิสาสะมาออกคำสั่งกับตน

"เหยียบให้มิดไมล์แล้วตามรถกระบะสีดำนั้นไป!"

ศาสตราจารย์หนุ่มมองผู้ชายหน้าตาดีผมสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกเสยขึ้นอย่างลวกๆ ใบหน้าหล่อคมคายมีเหงื่อผุดเต็มกรอบหน้า ผิวขาวสะอาดตาและกลิ่นกายหอมของบุรุษเพศผสมกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นเหงื่อทำให้ศาสตราจารย์หนุ่มเผลอสูดกลิ่นกายอีกฝ่ายเข้าปอด ก่อนจะดึงสติตัวเองกลับมาแล้วเพ่งมองผู้ชายที่หอบหายใจหนักราวกับวิ่งมาหลายสิบกิโลที่กล้ามาออกคำสั่งกับตนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

"ไม่อย่างนั้นคุณก็ลงไป ผมขอยืมรถขับตามพวกคนร้ายหน่อย"

คนหอบหายใจปัดมือเชิงไล่เมื่อรู้สึกว่าคนอยู่หลังพวงมาลัยยังคงนิ่งเฉยไม่เคลื่อนตัวออกไปสักที พูดทั้งที่สายตายังจ้องรถคันสีดำที่ขับหนีไปด้วยความเร็ว จนอัสวิสมองหน้าด้วยความไม่พอใจแล้วกระแทกลมหายใจก่อนจะยกยิ้มเหยียดหัวเราะเบาๆในลำคอ ที่จู่ๆใครไม่รู้วิ่งขึ้นมานั่งบนรถตนแล้วยังกล้ามาออกคำสั่งราวกับว่าเป็นเจ้านายซะงั้น

"ผมว่าคุณต่างหากที่ต้องลงจากรถผม"

แต่แทนที่จะทำตามคำสั่ง อัสวิสกลับจ้องคนแปลกหน้าด้วยท่าทีเย็นชา น้ำเสียงดูนิ่งจนตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างภูผาถึงกลับต้องละสายตาจากเส้นทางของรถกระบะคันเจ้าปัญหานั้นแล้วสบสายตาที่แสนจะเย็นยะเยือกของเจ้าของรถหรูที่ตนกระโดดขึ้นมา

เพราะเขามัวแต่สนใจผู้ร้ายที่กำลังตามจับทำให้ไม่ได้สนใจเจ้าของรถคันนี้ แต่พอเห็นหน้าเท่านั้น ผู้กองภูผาแทบสะดุดลมหายใจเมื่อเจอผู้ชายหนุ่มรูปหล่อ ไม่สิ! ต้องบอกว่าหน้าสวย ผู้ชายตัวสูงใหญ่ผิวขาวจนออกซีดราวกับคนไม่เคยออกแดด ท่าทางเจ้าสำอางไม่น้อย เสื้อผ้าหน้าผมดูทันสมัย ผมทรงสวยปล่อยยาวเป็นรากไทรทำสีบลอนด์แฟชั่นยิ่งขับให้ใบหน้าดูหวาน คิ้วดกเรียงกันสวยรับกับจมูกโด่งคมเป็นสันและริมฝีปากสีสดโคตรน่าจูบ ผู้ชายอะไรสวยชะมัด!และท่าทางหยิ่งยโสถือตัวนั่น ยิ่งดูเร้าใจ...

"สวย..สัส!"

"ว่าไงนะคุณว่าใครสวย" คิ้วสวยชนกันแน่น

"อ่อ เปล่า ผมจะบอกว่าช่วยทางการด้วย ผมผู้กองภูผา หัสบดินทร์ กำลังปฏิบัติหน้าที่และคุณเป็นรถคันเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด โปรดร่วมมือกับพวกเราเถอะ แล้วรีบขับตามคันนั้นไป" ตำรวจหนุ่มโชว์หลักฐานว่าตนเป็นใครและกำลังปฏิบัติหน้าที่จริงจังแค่ไหน และกว่าตำรวจที่เรียกกำลังเสริมไปก่อนหน้าจะมาถึงพวกผู้ร้ายคงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว

"หย๋องแหย๋งว่าเขาหล่อดี หล่อแบบนี้พ่อต้องยื่นมือเข้าช่วยแล้วล่ะ"

"เงียบปากไปเลยหย๋องแย๋ง หรืออยากจะไปเกิดใหม่" ผู้กองหนุ่มมองคนหน้าสวยที่พูดกับตัวเองพร้อมทั้งจิ๊ปากเบาๆราวกับหงุดหงิดให้ใครสักคนด้วยความสงสัย แต่ก็เลือกที่จะเงียบไม่ถามให้อีกคนรู้สึกอึดอัดใจมากไปกว่านี้

บทถัดไป