บทที่ 2 รับบทพลเมืองดี

ขณะที่พระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ผู้กองภูผายังคงไล่ล่าคนร้ายจนมันเปลี่ยนเป็นรถกระบะคันดำขับฝ่าไฟแดงออกไป ทำให้ผู้กองหนุ่มนอกเครื่องแบบจำต้องมองหายานพาหนะอื่นที่จะสามารถไล่ล่ามันได้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรถหรูคันขาวสะอาดตาจอดอยู่จึงถือวิสาสะเปิดขึ้นไปจังหวะเดียวกันกับที่เจ้าของรถก็เปิดขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยพอดี พอขึ้นมานั่งก็ออกคำสั่งตามความเคยชิน

"เหยียบให้มิดไมล์แล้วตามรถกระบะสีดำนั้นไป!"

นี่เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะจับไอ้จอมวายร้าย หลังจากที่มันกลบดานไม่เคลื่อนไหวตัวมาร่วมสามเดือน เขาต้องไม่พลาดโอกาสสำคัญที่จะจับมันมารับโทษตามกฏหมายให้ได้

"ไม่อย่างนั้นคุณก็ลงไป ผมขอยืมรถขับตามพวกผู้ร้ายหน่อย" ภูผาหอบหายใจหนักปัดมือเชิงไล่เมื่อรู้สึกว่าคนอยู่หลังพวงมาลัยยังคงนิ่งเฉยไม่เคลื่อนตัวออกไปสักที สายตาจ้องรถคนร้ายตาไม่กระพริบ อีกทั้งถ้าตนเองขับไล่ล่าพวกมันน่าจะคล่องกว่าคนหน้าสวย

"ผมว่าคุณต่างหากที่ต้องลงจากรถผม"

แต่แทนที่จะทำตามคำสั่ง เจ้าของรถกลับไล่ผู้กองหนุ่มลงจากรถ

ภูผา ถึงกลับต้องละสายตาจากเส้นทางของรถกระบะสีดำคันนั้นแล้วหันมาสบกับสายตาที่แสนจะเย็นยะเยือกของเจ้าของรถหรูที่ตนกระโดดขึ้นมา

เพราะเขามัวแต่สนใจผู้ร้ายที่กำลังตามจับทำให้ไม่ได้สนใจเจ้าของรถคันนี้ แต่พอเห็นหน้าเท่านั้นก็แทบสะดุดลมหายใจเมื่อเจอผู้ชายหนุ่มรูปหล่อ ไม่สิ! ต้องบอกว่าหน้าสวย ผู้ชายตัวสูงใหญ่ผิวขาวจนออกซีดราวกับคนไม่เคยออกแดด ท่าทางเจ้าสำอางไม่น้อย เสื้อผ้าหน้าผมดูทันสมัย ผมทรงสวยปล่อยยาวรากไทรทำสีบลอนด์แฟชั่นสวยยิ่งขับให้ใบหน้าดูหวาน คิ้วดกเรียงกันสวยรับกับจมูกโด่งคมเป็นสันและริมฝีปากสีสดโคตรน่าจูบ ผู้ชายอะไรสวยชะมัด!และท่าทางหยิ่งยโสถือตัวนั่น ยิ่งดูเร้าใจ

"สวย..สัส!" ผู้กองภูผาคิดในใจ ไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนสวยได้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย

"ว่าไงนะ คุณว่าใครสวย" คิ้วสวยเจ้าของรถคันหรูชนกันแน่นเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายคิดอย่างไม่ชอบใจอย่างลืมตัว

จังหวะนี้เองที่คนทั้งคู่ต่างมองหน้ากันอย่างตกใจ!!

คนหนึ่งตกใจที่ตนเพียงแค่คิด มั่นใจว่าไม่ได้พูดออกไป แต่อีกคนตกใจที่เผลอแสดงความลับบางอย่างออกไปให้คนแปลกหน้าได้รู้ ต่างคนต่างนิ่งนาน จนภูผารีบเอ่ยขึ้น

"อ่อ เปล่า ผมจะบอกว่าช่วยทางการด้วย ผมผู้กองภูผา หัสบดินทร์ กำลังปฏิบัติหน้าที่และคุณเป็นรถคันเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด โปรดร่วมมือกับพวกเราเถอะ แล้วรีบขับตามคันนั้นไป"

ตำรวจหนุ่มโชว์หลักฐานว่าตนเป็นใครและกำลังปฏิบัติหน้าที่จริงจังแค่ไหน และกว่าตำรวจที่เรียกกำลังเสริมไปก่อนหน้าจะมาถึงพวกผู้ร้ายคงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว

(หย๋องแหย๋งว่าเขาหล่อดี หล่อแบบนี้พ่อต้องยื่นมือเข้าช่วยแล้วล่ะ) เสียงเด็กตัวน้อยที่ยืนเกาะเบาะนั่งยื่นหน้ามามองผู้กองหนุ่มอย่างถูกชะตา

"เงียบปากไปเลยหย๋องแย๋ง หรืออยากจะไปเกิดใหม่"

อัสวิสมองกระจกหลังจ้องเด็กผมหยิกหยอยหน้าตาน่ารักด้วยสายตาดุ วิญญาณเด็กน่ารักที่โดนดุจึงรีบหลบสายตา

ภูผา มองคนหน้าสวยที่พูดกับตัวเองพร้อมทั้งจิ๊ปากเบาๆราวกับหงุดหงิดให้ใครสักคนด้วยความสงสัย แต่ก็เลือกที่จะเงียบไม่ถามให้อีกคนรู้สึกอึดอัดใจมากไปกว่านี้

อ่านความคิดของเขายังไม่พอนี่ยังจะพูดคนเดียวได้อีก ไม่รู้ว่าเจ้าของรถหรูหน้าสวยคันนี้เป็นหมอผีหรือว่าหมอดู เป็นพ่อครูหรือว่าหมอผีถึงได้ทำตัวแปลกๆ ภูผาเริ่มชักนั่งไม่ติดเพราะรู้สึกหลอน คนข้างๆสวยน่าจีบก็จริงแต่ทำตัวแปลก แต่ให้เปลี่ยนใจตอนนี้คงไม่ทันแล้ว

"ว่าไงจะช่วยผมไหม"

ตำรวจหนุ่มเลือดร้อนมองเจ้าของรถด้วยความกระวนกระวายใจเริ่มแสดงความหงุดหงิดออกมาเมื่อเขายังทำภารกิจยังไม่สำเร็จ ถึงแม้จะใจเต้นตุ้มต่อมแต่หน้าที่สำคัญที่สุดเพราะรถที่คนร้ายขับออกไปไกลจนจะลับสายตาไปแล้วขืนชักช้าคงไม่ทันการแน่

(พ่อเอาไง จะช่วยเขาไหม) หย่องแหย่งสบตาพ่อตัวเองอย่างขอความเห็น

อัสวิสมองใบหน้าหล่อที่หอบหายใจแรงจากการวิ่ง สีหน้าท่าทางจริงจังจนทำให้ศาสตราจารย์หนุ่มถอนหายใจหนัก ว่าจะมองผ่านไม่ช่วยแล้วเชียว แต่พอเห็นแววตามุ่งมั่นจริงจังนั่นก็เลยเปลี่ยนใจจะช่วยสงเคราะห์ให้ อีกอย่างพวกผู้ร้ายที่ห่างออกไปนั้นก็ไม่ได้เกินความสามารถของตนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็หาตัวเจออยู่ดี

"หย่องแหย่งตามพวกมันไปก่อน"

อัสวิสเอ่ยออกมาลำพังเหมือนคุยกับตัวเอง แต่ผู้กองหนุ่มได้ยินชัดเต็มสองหู สิ้นคำสั่งกุมารตัวน้อยผมหยิกหยอยก็หายวับไปกลับตา

ฟิ้ว!!!!

ภูผามองเลิ่กลั่กบรรยากาศภายในห้องเย็นวาบ เขามองไม่เห็นใครอีกเลยในห้องผู้โดยสารรถหรู รู้สึกถึงลมพัดผ่านร่างไปพร้อมกับขนอ่อนลุกซู่ เห็นถึงความผิดปกติบางอย่างของคนที่นั่งหลังพวงมาลัย ก็เลยอดที่จะถามไม่ได้ พอมองไปรอบห้องโดยสารอีกรอบ ก็ไม่มีใครนอกจากตนและคนหน้าสวย

"คุณพูดกับใคร"

อัสวิสไม่ตอบเพียงแค่ปรายตามองหน้าตำรวจหนุ่มอย่างรำคาญ ก่อนจะกระชากรถออกไปในเส้นทางที่คนร้ายขับไปก่อนหน้า ระหว่างทางก็มีกุมารตัวน้อยที่คอยส่งข่าวฝากผ่านกระแสลมมาเพื่อให้เขาขับตามให้ทัน

"ให้ผมขับไหม" ผู้กองภูผาถามเพราะตนไล่จับคนร้ายอยู่บ่อยๆน่าจะคล่องแคล่วคนข้างๆกว่า

"ไม่จำเป็นนั่งอยู่เฉยๆแล้วหุบปากไว้ก็พอ แค่นี้ก็ภาระมากอยู่แล้ว"

คนขับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่ไล่ตามคนร้ายไปอย่างกระชั้นชิด

"สวยแล้วยังปากดีจนน่ากัด เป็นเมียหน่อยไม่ได้จะกดให้จมเตียงเดินไม่เป็นท่าเลย แล้วยังจะกล้าหยิ่งอยู่อีกไหม"

ภูผาคิดก่อนจะมองผ่านความสลัวของแสงไฟบนท้องถนนยามค่ำคืน

อัสวิสขับรถผ่านถนนที่พลุกพล่านของเมืองกรุงฝ่าการจราจรอันคับคั่งไล่ล่าตามคนร้ายออกมาจนไกลถึงนอกเมืองด้วยทักษะและประสบการณ์ที่ตระกูลของตัวเองมีธุรกิจเกี่ยวกับสนามแข่งรถ และโดยส่วนตัวชอบความเร็วอยู่แล้วจึงไม่ใช่อุปสรรคที่จะขับรถไล่กวดคนร้ายผ่านตรอกซอกซอยแคบๆ

กริ้งๆๆๆ

เสียงโทรศัพท์หรูดังขึ้นหลายครั้ง จนผู้กองหนุ่มมองใบหน้าสวยที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยสายตายังคงจับจ้องบนท้องถนนไม่สนใจสิ่งที่ดังกวนใจเลยสักนิด

"นี่คุณไม่รับสายหน่อยเหรอ เผื่อปลายทางมีเรื่องสำคัญ"

เสียงของมันยังคงดังไม่หยุด อัสวิสถอนใจแรงก่อนปรายตามองตำรวจอย่างรำคาญ แล้วกดรับสายถึงไม่มองก็รู้ว่าคนปลายทางเป็นใคร

"มึงหลงทางหรือว่าลืมกู ห้ะ!" เสียงโรมแหกตะโกนเข้ามาจนดังแสบแก้วหู อัสวิสขมวดคิ้วยุ่งคิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องโวยวายอาละวาดหนัก

"ผมกำลังทำธุระ รอไปก่อน" น้ำเสียงโทนนิ่งเหมือนหน้าตาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"กูรอมึงเป็นชาติแล้วไอ้หลานเวร มึงบอกกูมาดิว่ามีอะไรสำคัญไปกว่าอาของมึง" ปลายสายต้องการเหตุผลที่สำคัญพอที่จะให้ตนรอต่อไป อันที่จริงจะให้การ์ดมารับก็ได้แต่ตนอยากให้หลานชายตัวดีมารับมากกว่า

"ผมช่วยตำรวจจับคนร้าย ทำหน้าเป็นพลเมืองดีอยู่" อัสวิสตอบออกไปอย่างรำคาญ เพราะหูก็ต้องฟังเส้นทางที่หย่องแหย่งบอกเพื่อให้ตามพวกคนร้ายได้ทัน แล้วไหนจะแยกโสตประสาทฟังความคิดระยะใกล้ของตำรวจหื่นที่คิดอ่านจะกินตนอยู่..

แล้วนี่ยังจะแยกโสตประสาทหูมาฟังเสียงวีนเหวี่ยงของโรมอีก

"ห้ะ! อย่างมึงเนี่ยนะช่วยตำรวจจับคนร้าย" โรมทวนคำอย่างไม่อยากจะเชื่อเพราะปกติหลานชายของตนจะไม่สุงสิงหรือยุ่งวุ่นวายเรื่องของใคร ชอบสันโดษอยู่คนเดียวมากกว่า แต่ทำไมถึง....

"จะเสียงดังทำไม แค่นี้ก่อนนะ"

"อ้าว.. เฮ้ย!" อัสวิสกดตัดสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ฟังปลายสายบ่นจนหูชาแน่

ในที่สุด รถกระบะคันดำที่ทั้งคู่ตามมาก็ไปไหนไม่รอดเมื่อต้องหยุดกะทันหันที่หน้าโกดังร้างแห่งหนึ่ง บนหลังคามีกุมารน้อยเกาะเป็นเงาตะคุ่ม ผู้กองภูผารีบลงจากรถหรูพร้อมกับมีรถตำรวจที่ตามมาอีกหลายคัน หนึ่งในนั้นมี หมวดไผ่ ลูกน้องที่เป็นคู่หูของตัวเองด้วย

"มึงถูกล้อมไว้หมดแล้ว ไอ้แจ็ค! มอบตัวซะ"

ผู้กองหนุ่มตะโกนบอกและชักปืนพกออกมาเล็งไปที่รถคันดำ เขาเป็นตำรวจมือดีเชี่ยวชาญเรื่องอาวุธปืนยิงไม่เคยพลาดเป้า และมีไหวพริบแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างดีและรวดเร็วไม่เคยพลาดสักครั้ง และมีอีกหน้าที่ที่ไม่มีใครรู้คือเขาเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษหรือเรียกง่ายๆว่าหน่วยสวาท มีหน้าที่คอยป้องกันและปราบปรามตอนเกิดเหตุร้ายที่ต้องได้รับการจัดการแบบพิเศษต้องใช้ยุทธวิธีขั้นสูงและมีการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ มีเพียงหมวดไผ่รุ่นน้องร่วมงานอีกหนึ่งคนที่เป็นคู่หูที่รู้ว่าลูกพี่อย่างเขาเป็นหน่วยสวาท

ชีวิตของภูผามีเพียงตัวคนเดียวเท่านั้น ครอบครัวของเขาถูกฆ่าตายหมดเหลือเขาเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ มันจึงเป็นแรงผลักดันให้ภูผาอยากเป็นตำรวจเพื่อตามหาคนร้ายและเอาผิดกับพวกมันให้กฏหมายลงโทษอย่างสาสม

ภูผาทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่เคยขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเพราะเขาไม่มีอะไรให้ห่วง จึงกลายเป็นตำรวจฝีมือดีที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และได้รับการไหว้วานให้ทำหน้าที่สำคัญใหญ่ๆอยู่หลายคดี

(พ่อพวกมันมีกันห้าคน ปืนสั้นยาวเพียบ) เสียงลอยมากับลมบอกอัสวิส

"พวกมันน่าจะมีห้าคน มีอาวุธครบมือ" อัสวิสเอ่ยบอกผู้กองหนุ่มหลังจากที่เปิดประตูลงมายืนอยู่ข้างๆสายตามองไปยังรถกระบะสีดำที่มีกุมารลูกรักอยู่บนรถคันนั้น

"คุณรู้ได้ยังไง"

ศาสตราจารย์หนุ่มยักไหล่แทนคำตอบก่อนจะไปกอดอกยืนพิงประตูอย่างไม่กลัวสักนิด ผู้กองหนุ่มขมวดคิ้วมองคนที่ดูไม่กลัวอะไรเลยด้วยความแปลกใจ

ทั้งที่ตำรวจอีกหลายนายต่างยืนกำบังตัวเองไม่ให้เป็นที่ล่อเป้าสายตา และบางนายยังใส่เสื้อกันกระสุน แต่หนุ่มหน้าสวยกับไม่กลัว ภูผามองแล้วทึ่งกับท่าทีของอีกคน

แปลกๆหยิ่งๆแบบนี้ไม่จีบก็บ้าแล้ว..

อัสวิสยืนมองเหตุการณ์เจรจาของตำรวจก่อนจะขึ้นไปนั่งอยู่บนรถหรูปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของตำรวจกับผู้ร้าย ส่วนตัวเองนอนทอดกายเปิดแอร์เย็นสบายฟังเพลงโปรด...

คนร้ายไม่ยอมมอบตัว พวกมันมีทั้งหมดห้าคนจริงๆพร้อมกับอาวุธครบมือก่อนจะชักปืนออกมากราดยิงตำรวจอย่างไม่กลัวตาย รวมทั้งยิงใส่รถคันหรูของศาสตราจารย์หนุ่มด้วย

"ชิบหายล่ะ! ลงมาสิคุณอยากตายหรือไง"

ภูผาเคาะเรียกตรงประตูแต่เมื่ออีกคนยังเอนเบาะนอนฟังเพลงคลาสสิคอยู่ในรถก็ถึงกลับตบหน้าผากตัวเองเบาๆ

อัสวิสลืมตามองคนที่เปิดประตูเรียกตนลงมาก่อนจะปิดเปลือกตาลงอย่างไม่สนใจ แต่ทว่าสุดท้ายก็โดนมือผู้กองหนุ่มกระชากลากถูจนลงมาจากรถอย่างไม่ทันตั้งตัวเป็นผลสำเร็จ

"คุณจะบ้าหรือยังไง ข้างนอกยิงกันอุตลุด ดันนอนฟังเพลงอยู่บนรถ"

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม นั่นมันหน้าที่พวกคุณไม่ใช่หรือไง"

ตำรวจหนุ่มโวยวายหน้านิ่วคิ้วขมวด การต่อสู้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการสาดกระสุนใส่กันอย่างดุเดือด

ผู้กองหนุ่มกอดอีกคนไว้แน่นเอากายตนกำบัง หาจังหวะสาดกระสุนสวนคืนคนร้าย กระสุนกระเด็นไปทุกทิศทุกทางแต่ก็ไม่โดนอัสวิสกับผู้กองหนุ่มเพราะกุมารน้อยกำบังลูกกระสุนเอาไว้

จนในที่สุด ผู้กองภูผาก็สามารถจับกุมและคุมตัวพวกมันได้หลังจากคนร้ายถูกยิงตายเหลือเพียงแจ็คหัวหน้าใหญ่เท่านั้น

"หมวดไผ่พาไอ้แจ็คไปโรงพักก่อน เดี๋ยวกูตามไป"

ภูผาบอกลูกน้องคนสนิทที่เป็นคู่หู หมวดไผ่มองหน้าอัสวิสแวบเดียวก่อนจะพยักหน้า

"ครับ"

หมวดไผ่โยนกุญแจรถยนต์ให้หัวหน้าตัวเองแล้วเดินไปขึ้นรถตำรวจออกไป

"ขอบคุณมากนะครับ คุณ..เอ่อ. " ภูผายื่นมือออกมาเพื่อจะได้สัมผัสกับอีกคน

"..........." อัสวิสมองอีกฝ่ายนิ่งแล้วยกมือล้วงกระเป๋าตัวเองทั้งสองข้างไว้แทน แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการรู้จักกับอีกฝ่าย

ภูผายิ้มเก้อชักมือกลับทันทีเมื่อได้รับความเมินเฉยจากคนตรงหน้า ใบหน้าสวยดูเรียบนิ่งยากที่จะอ่านใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ พร้อมกับยิ้มโปรยเสน่ห์ให้กับคนหน้าสวย

"เอ่อ ไม่บอกชื่อก็ไม่เป็นไรไว้เจอกันอีกนะครับ สวยๆอย่างคุณคงตามสืบไม่ยาก" ไม่มีอะไรยากแค่ประวัติคนที่ตนถูกใจตั้งแต่แรกเจอ

ผู้กองหนุ่มยิ้มร้ายแล้วโค้งตัวให้ก่อนจะหมุนร่างสูงหันหลังออกไป เพราะเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเป็นมิตรเขาก็จะไม่สร้างความอึดอัดให้

แต่รับรองว่าเจอกันคราวหน้าเขาไม่ปล่อยไว้แน่

"เดี๋ยวสิ ก่อนไปช่วยจ่ายค่าเสียหายมาด้วย"

มือเรียวคว้ามือตำรวจหนุ่มเอาไว้มั่น ภูผาหันหน้ากลับมามองพร้อมกับย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

อัสวิสแบมือข้างหนึ่งออกมาตรงหน้าพร้อมกับปรายตามองรถคันหรูที่โดนลูกกระสุนยิงเป็นรูพรุนอยู่หลายแห่ง ตำรวจหนุ่มมองตามพลางยิ้มเจื่อน...

เพราะค่าซ่อมรถคันนี้เงินเดือนของเขาทั้งปียังไม่พอค่าซ่อมเลย..

บทก่อนหน้า
บทถัดไป