บทที่ 3 จะเอาคนนี้

"ไว้เรียกเก็บกับหัวหน้าผมได้ไหม"

ผู้กองหนุ่มเกาหัวเมื่ออีกฝ่ายดูจะไม่ยอมลงให้เลย ท่าทางอยากจะชอบเอาชนะมากกว่าที่จะอยากให้เขาซ่อมรถให้จริงๆ สวยแล้วยังร้ายได้อีก ดูจากดวงตาเรียวยาวที่ส่งมาทางเขานั้นมันดูท้าทายอยู่ในตัว...ผู้ชายอะไรใช้สายตาเก่งชะมัด ขนาดว่าเขาเป็นตัวพ่อเรื่องพวกนี้ยังรู้สึกเลยว่าเป็นรองยามต้องสบตาเรียวคมนั่น

"ไม่ได้"

"เคี่ยวชะมัด แต่โคตรสเปค"

เสียงบ่นเบาแสนเบายามมองใบหน้าเครียดขึง ก่อนคนทั้งคู่จะหันไปมองรถคันหรูสีดำสามคันที่ขับตามกันเข้ามาจอดเทียบอยู่ไม่ไกลจากที่คนทั้งคู่ยืนอยู่ ชายชุดดำที่ลงจากรถต่างก็รีบเดินเรียงแถวเข้ามาค่อมศีรษะจนตำรวจหนุ่มหน้าตาเลิ่กลั่ก ปืนที่เตรียมจะชักออกมาทีแรกรีบเก็บเข้าซองทันที มองกลุ่มคนจำนวนมากที่มายืนเรียงรายเป็นแถวต่อหน้าคนข้างเขา ภูผามองเสี้ยวหน้าหล่อปนสวยด้วยความสงสัย คิ้วเข้มสวยขมวดกันด้วยความงุนงง นึกยังไงก็ไม่ออกว่าผู้ชายตัวสูงหน้าสวยราวกับผู้หญิงคนนี้เป็นใคร

"มากันทำไม"

น้ำเสียงคนที่ยืนนิ่งข้างกายยังคงเรียบเช่นเดิม อีกทั้งยังมีเสียงถอนหายใจอย่างรำคาญที่เจอบุคคลในชุดสีดำมากมายมายืนเรียงรายอยู่ตรงหน้า ภูผามองเสี้ยวหน้าสวยอีกรอบ ถ้าให้เดาคนข้างๆคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป น่าจะเป็นลูกหลานคนรวยจัด ไม่ก็ทายาทเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ระดับบิ๊ก หรือไม่ก็เป็นลูกหลานมาเฟียตระกูลดังสักแห่งถึงได้มีบอดี้การ์ดหน่ายก้านไม่เลวมากมายเรียงหน้าค่อมหัวให้ด้วยความเคารพ

ภูผาเป็นคนไม่ค่อยสนโลกเท่าไหร่ไม่เคยคลุกคลีกับสังคมไฮโซหรือแวดวงคนดังนอกจากการทำงานตามหน้าที่แล้วก็ดื่มเหล้าเคล้านารีสถานที่สิงสถิตนอกเหนือจากปฏิบัติหน้าที่ก็คงอยู่ที่บาร์และบริเวณหว่างขาของอิสตรี! อย่างอื่นเขาก็ไม่ถนัดนักโดยเฉพาะเรื่องของพวกนักธุรกิจทุนนิยมทั้งหลายแหล่

"คุณโรมสั่งให้มารับนาย"

"เขาหรือกูหัวหน้าพวกมึง"

เสียงดุถึงแม้จะอยู่ในโทนเดิม ไม่ได้กระชากเสียงหรือตะคอกจนน่ากลัวแต่ทว่ากลับทำให้ทุกคนต่างก้มหน้านิ่งแทบจะไม่มีใครกล้าพ่นลมหายใจเสียงดังให้ได้ยินเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างเงียบกริบ และไม่มีใครกล้าตอบคำถามนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นเจ้านายตรงหน้าหรือว่าคนที่สั่งการมาก็สำคัญและน่ากลัวด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อมีแต่คนก้มหน้านิ่งไม่กล้าเงยหน้าสบตา ศาสตราจารย์หนุ่มจึงเดินนำไปยังรถที่มีการ์ดอีกคนเปิดรออยู่ก่อนแล้ว ก่อนชายหนุ่มจะหันกลับไปพูดกับผู้กองหน่วยก้านดีที่ยังยืนตะลึงมองอยู่ตรงที่เดิมด้วยสีหน้าท่าทางตกใจอยู่ไม่น้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วสบตากับเจ้าของใบหน้าสวย

"ผมก็ไม่ได้เคี่ยวอย่างที่คุณคิดแต่รถคันนี้มันเป็นลูกรัก คนที่ทำมันเป็นรอยเมื่อคราวก่อนแค่เพียงถลอกนิดหน่อยก็ล้มละลายตายจากไปแล้ว ผมปล่อยให้คนที่เอาแต่คิดพิเรนทร์กับผมให้อยู่รอดปลอดภัยยืนหายใจอยู่ตอนนี้ก็ดีนักหนาแล้ว ว่าไหม"

"........." ผู้กองภูผาเงียบกริบ ไม่ได้กลัวคำขู่ของอีกคนแต่อย่างใด แต่ที่เงียบเพราะแค่กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลคนที่ตนกำลังสนใจอยู่ต่างหาก

"แล้วเรื่องรถเคลียร์กับประกันผมด้วย"

บอดี้การ์ดเดินเอานามบัตรประกันรถยนต์ส่งให้ หลังจากนั้นทั้งหมดก็ขับออกไปปล่อยไว้แค่ตำรวจหนุ่มที่มองตามไปอย่างทึ่งจัด

"กูจะเอาคนนี้" ภูผามองตามรถที่ขับห่างออกไป ได้แต่พูดกับตัวเองอยู่คนเดียวว่าอยากได้ผู้ชายหน้าสวยคนนั้นมาเป็นเมีย

"ชาตินี้ถ้ากูไม่ได้เอามาเป็นเมียอย่าเรียกกูว่าไอ้ภูผาเลย"

ไม่เคยมีใครที่เขาคิดจะเล่นด้วยแล้วไม่ได้ ต่อให้สวยหล่อมากแค่ไหนภูผาก็คว้ามาได้สำเร็จ คนๆนี้ช่างแตกต่างจากหนุ่มหล่อสาวสวยทั่วไปที่เขาเคยควง อาจเพราะใบหน้าสวยท่าทางเหย่อหยิ่งจองหองทะนงตน มันจึงดูท้าทายไม่น้อยเลยทีเดียว

(แน่ใจนะว่าจะได้เอามาเป็นเมีย)

"สะ..เสียงใครวะ" ภูผารีบหันกลับหลังรู้สึกเย็นวาบจังหวะที่มีลมพัดผ่านร่างไป

เสียงเหมือนเด็กแว่วลอยมากับลม ถึงแม้จะไม่ชัดแต่เขามั่นใจว่ามีเสียงพูดขึ้นมาทั้งที่ตรงนี้ไม่มีใครนอกจากตนเพียงคนเดียว ขนอ่อนตั้งชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็หลายปี ผ่านมรสุมมาก็ตั้งมากมาย ผ่านความยากลำบากท้าทายความตายกับผู้ร้ายมาก็เยอะ

แต่มีสิ่งเดียวที่ภูผากลัวที่สุดในชีวิตนั่นก็คือ ผี ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ซอมบี้ ผีกระสือ แวมไพร์ หรือลุคแม่นาคหน้าซีดขาวลอยไปลอยมาเขาก็กลัวหมดนั่นแหละ จะมาสวย มาหล่อ หรือมาน่ารักขนาดไหนถ้าขึ้นชื่อว่าผี ไอ้ภูผาก็กลัวหมด..

..

..

หลังจากขึ้นมานั่งบนรถศาสตราจารย์หนุ่มก็หลับตาลงเหมือนเช่นทุกครั้ง รู้สึกปวดหัวอย่างบอกไม่ถูกเพราะวันนี้เขาเองก็ใช้พลังไปไม่น้อย

ความรู้สึกที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้มันติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความพิเศษที่เขาไม่ได้ต้องการจะมี เพราะมันทำให้เขาแตกต่างไปจากคนอื่น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเองเขาจำต้องหาวิธีการจัดการควบคุมพลังพิเศษเหล่านั้นให้เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตัวเอง รวมทั้งความคิดของตนด้วย

ยิ่งนานนับวันพลังความสามารถของเขาในการอ่านใจคนที่อยู่ในระยะใกล้ ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ชายหนุ่มสามารถอ่านใจของใครต่อใครก็ได้ เพียงแค่สัมผัสหรืออยู่บริเวณใกล้กันเท่านั้น และเขาสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาชอบเก็บตัวอยู่ตามลำพัง ไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับใคร มีเพียงครอบครัวและคนเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้พลังพิเศษเหล่านี้

ศาสตราจารย์หนุ่มผู้มีใบหน้าสวยหวานราวกับผู้หญิง พยายามฝึกฝนและควบคุมพลังของตนเองจนสามารถจัดการได้ว่าต้องการที่จะเลือกฟังหรืออยากได้ยินเสียงของใครเป็นพิเศษระหว่างที่เดินสวนทางกันไปมาก็ได้ เขาสามารถฝึกและควบคุมการอ่านจิตใจคนและได้ยินสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นคิด เลือกที่จะตั้งใจฟัง หรือไม่ฟังก็ยังได้ หากเพียงแค่ผิวเผินหรือไม่ได้สนใจก็จะได้ยินเพียงแค่เสียงแต่ไม่สามารถจับรายละเอียดเป็นคำพูดชัดเจน

หลังจากที่มาถึงคอนโดหรูของตัวเอง เจ้าตัวก็ทิ้งสะโพกนั่งลงบนลงโซฟาอย่างหมดแรง ปล่อยให้สมองได้พัก

"หย่องแหย่ง"

อัสวิสเรียกกุมารที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก จนป่านนี้ผ่านไปหลายปีแล้วเจ้าหย่องแหย่งของเขาก็ยังไม่โตสักทีทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ตั้งแต่กลับมาชายหนุ่มยังไม่ได้ยินเสียงของกุมารตัวน้อยเลย และไม่เห็นว่าเจ้าผมหยิกหยอยน่ารักจะอยู่ในห้องนี้ หรือว่าจะไปเที่ยวซนที่ไหนอีก

แกร๊ก!!!

"ไอ้หลานเวร นี่มึงลืมกูจริงๆใช่ไหม" เสียงที่ไม่อยากได้ยินก็ปรากฏมาพร้อมกับร่างสูงในชุดทะมัดทะแมงหุ่นเท่ห์สมาร์ทหน้าตาหล่อคมเข้มในแบบที่เรียกสายตาสาวๆให้หันมามองจนคอเคล็ด โรมเปิดประตูคอนโดหรูเข้ามายืนอยู่กลางห้องโถงได้โดยง่าย อัสวิสหันไปมองผู้บุกรุกแล้วกรอกตามองบนไปหนึ่งรอบ

"หัดเกรงใจเจ้าของเขาบ้างสิครับ เข้ามาน่ะขออนุญาตเจ้าของห้องเขาหรือยัง" โรมมีรหัสเข้าห้องของทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานคนไหนเจ้าตัวก็เข้าได้หมด ถึงแม้เจ้าของห้องจะไม่เต็มใจอย่างที่อัสวิสกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ก็เถอะ

"ผมโป๊อยู่ทำไง" น้ำเสียงบ่งบอกว่าเอือมระอาอย่างหนักก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย

"มึงไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องปล่อยให้กูยืนหล่อรออยู่ตั้งนาน ทำไมไม่ไปรับ" โรมต่อว่าไม่จริงจังนัก

"ผมก็บอกปู่แล้วไงว่าติดธุระอยู่ แล้วอีกอย่างผมจะไปรับทำไม ก็รู้อยู่แล้วว่ายังไงปู่ก็ต้องมาโวยวายที่ห้องผม" คนพูดยังคงปิดเปลือกตานิ่งไม่คิดจะหันมามองคู่สนทนาสักนิด

"กูบอกแล้วไงว่าให้เรียกกูว่า อา แม่งเรียกกูปู่อยู่ได้ คำก็ปู่สองคำก็ปู่ ไอ้คำว่าปู่ไว้เรียกพ่อของพ่อมึงเถอะ ไม่ใช่กู"

"..........."

"เออ ว่าแต่ทำไมถึงได้ไปจับผู้ร้ายกับตำรวจได้ล่ะ ปกติมึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นไม่ใช่หรือไง" คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบหลุดถามออกมาทันทีที่มีจังหวะ

"ขี้เกียจเล่า" อัสวิสอ้าปากจะเล่าแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เอ่ยบอกคนที่อยากรู้อยากเห็นอย่างไม่แยแสตามนิสัยเจ้าตัว

"อ้าวไอ้นี่" โรมพ่นหายใจหนัก เมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะเล่าแต่แล้วก็เปลี่ยนใจซะงั้น

"แล้วนี่จะพากูไปเที่ยวได้หรือยัง"

อัสวิสครางต่ำในลำคออย่างขัดใจเมื่อถูกขัดจังหวะการพักผ่อนทางสายตา ก่อนจะเหลือบดูเวลานี่มันก็ปาเข้าไปห้าทุ่มแล้วไม่นานผับก็ต้องปิด อีกทั้งตนไม่มีอารมณ์จะนั่งชมแสงสีเสียงในเมืองกรุง

"ไว้วันหลังได้ไหม วันนี้ผมเหนื่อย"

ชายหนุ่มเจ้าของคอนโดหรูเอ่ยบอก แต่ดูเหมือนว่าหนุ่มใหญ่จะไม่ยอมโดยง่าย ดึงร่างสูงของหลานรักให้ลุกขึ้นไม่อย่างนั้นคืนนี้เขาคงอดเที่ยวบาร์กินเหล้าเคล้าสาวเมืองกรุงแน่

"ไม่ได้เพราะพรุ่งนี้กูต้องไปประชุม เสร็จแล้วก็ต้องรีบบินกลับไปประชุมต่อที่ตรัง ขืนกูไม่กลับมีหวังคุณเขมราช ได้บ่นกูหูชาแน่ กูรำคาญ" โรมเอ่ยถึงบิดาของตนเองที่ชอบบ่นเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ

"ยังมีคนบนโลกนี้น่ารำคาญกว่าอาโรมอีกหรือไง"

"กูชักงงชีวิตตัวเองแล้วเนี่ย สรุปว่ามึงเป็นหลานหรือเป็นพ่อกูกันแน่"

"ผมอาบน้ำก่อนล่ะกัน วุ่นวายชิบหาย"

คนพูดหันมาโวยใส่ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย อาโรมของเขาเอาแต่สร้างภาระให้ทุกครั้งที่ขึ้นมากรุงเทพฯ และต้องเป็นอัสวิสทุกรอบที่ต้องดูแลเทคแคร์พาไปเที่ยวตามใจคนมาเยือน แทนที่จะไปวุ่นวายกับหลานคนอื่นๆบ้าง แต่นี่มาทีไรก็มาคลุกอยู่แต่กับตนคนที่ไม่ชอบสุงสิงยุ่งเกี่ยวกับใคร

ก็คงมีแต่คนในครอบครัวที่ทำแบบนี้ได้หากเป็นคนอื่น ศาสตราจารย์หนุ่มคงไล่ตะเพิดกระเจิดกระเจิงไปนานแล้ว...

"มึงจะตัวหอมไปล่อใคร"

คนเป็นอาเอ่ยแซวทิ้งตัวพิงพนักโซฟาหรู ดวงตาคมกริบมองตามร่างสูงของหลานชายคนโปรดที่หายเข้าไปในห้องนอน แค่นี้ทั้งผีทั้งคนก็เข้ามะรุมมะตุ้มราวกับแมลงวันมาดอมดมกลิ่นที่พวกมันพึงประสงค์

"ไอ้แมลงวันมาดอมดมมันใช้กับขี้...อย่างผมเนี่ยมันต้องผีเสื้อ" เสียงที่ตะโกนออกมาจากห้องนอนทำเอาคนเป็นอาชักฉุน

"ไอ้หลานเวร กูแค่คิดเปล่าวะ มึงนี่ก็เหลือเกิ๊นไม่มีมารยาทเอาซะเลย เสือกมาแอบอ่านความคิดกู สันดาน!! "

บทก่อนหน้า
บทถัดไป