บทที่ 5 ไว้ใจผมนะ

แต่ทว่ามีบางอย่างผิดปกติเมื่อภูผาเห็นกลุ่มคนยกโขยงเข้ามาอย่างอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายบ้านเมือง ทำตัวราวกับอันธพาลยกพวกมาถล่มกัน

"เฮ้ย!" ทุกคนในผับต่างแตกฮือแม้แต่การ์ดประจำผับก็โดนพวกกลุ่มชายฉกรรจ์ยกปืนขึ้นขู่ ใครที่ออกตัวแรงก็โดนยิงเจ็บกันระนาว

แต่ยังไม่ทันตั้งตัวกลุ่มคนร้ายก็ตรงปรี่เข้ามาจับศาสตราจารย์อัสวิสพร้อมยกปืนขึ้นขู่ทุกคนห้ามใครเข้ามาขวาง โรมถูกอัสวิสผลักออกมาและได้ภูผาเข้ารับร่างไว้ได้ทันก่อนจะมองใบหน้าสวยที่ทำหน้านิ่งราวกับสิ่งที่กำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

"พวกมึงถอยไป ถ้าไม่อยากตาย" หนึ่งในคนร้ายเอ่ยบอกเสียงเข้ม

ตำรวจที่นั่งดื่มต่างกรูเข้ามาแต่โดนผู้กองภูผายกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน และสั่งให้ตำรวจคนอื่นทยอยพวกนักเที่ยวกลางคืนออกไปจากผับให้หมดไม่อยากให้โดนลูกหลงเพราะกลุ่มคนที่เข้ามานั้นมีอาวุธปืนครบมือ

"นี่มันอะไรกัน! พวกมึงจับหลานกูทำไม"

โรมโวยวายใบหน้าเครียดขึงเมื่อเห็นอัสวิสถูกจับตัวโดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ปืนจ่ออยู่ตรงขมับหลานชายคนโปรด พวกมันค่อยๆเดินถอยหลังเพื่อจะออกไปนอกผับโดยมีพรรคพวกของมันอยู่รายล้อมด้านนอก ส่วนบอดี้การ์ดของวนารมย์ที่ตามมาตั้งแต่ตอนแรกนั้นไม่มีอยู่เลยสักคน

"คนของพวกคุณหายไปไหนหมด"

ภูผาหันไปถามหนุ่มใหญ่ที่มากับผู้ชายที่ตนสนใจด้วยน้ำเสียงห้วน สถานการณ์ตอนนี้คือกลุ่มคนพวกนี้น่าจะต้องการแค่คนสวยขาของตน

"ไอ้อัสมันไล่กลับหมดนะดิ ขืนไม่กลับพวกมันมีหวังโดนไล่ออก เสือกจะเป็นวันนี้ ซวยฉิบ!"

โรมกระซิบบอกอย่างโมโหหากบอดี้การ์ดยังอยู่หลานชายคงไม่โดนจับตัวอย่างนี้แน่

"นี่มันเรื่องอะไรวะ ไอ้อัสไม่น่าจะไปมีเรื่องกับใคร"

ประโยคหลังชายหนุ่มพูดกับตัวเองอย่างสงสัย เพราะหลานชายของเขาไม่น่าจะไปมีเรื่องกับใครแน่นอน ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยววุ่นวายกับคนอื่น ชอบสันโดษอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ

"แล้วมึงเป็นใคร"

โรมหันมามองคนที่ถือปืนเล็งคนร้ายด้วยความสงสัย ผู้ชายหน่วยก้านดีคนนี้คือคนที่นั่งแทะโลมหลานชายตน จึงถือโอกาสนี้ถามแม่งซะเลย

"ผมผู้กองภูผา พอดีว่าคุณคนสวยขาเขาเป็นคนขับรถพาผมไปจับคนร้ายเมื่อตอนเย็น"

"อ่อ กูเข้าใจแล้ว คนที่ข่วยมึงเป็นหลานกู ชื่อศาสตราจารย์อัสวิส"

ภูผาพยักหน้าเบาๆ ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยอย่างน้อยก็ไม่ใช่แฟนอย่างที่รุ่นน้องเขาบอก

ตำรวจหนุ่มยกยิ้มเบาๆก่อนจะค่อยๆขยับตามคนร้าย โดยมีโรมขยับตามเช่นกัน จากระยะสายตาภูผาคาดคะเนเอาว่าคนร้ายมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนที่ยืนตามจุดต่างๆด้านนอก ตำรวจที่มาด้วยก็ดื่มกันบ้างแล้ว แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ดื่ม รวมถึงตัวเขาเองก็ด้วยถึงแม้จะไม่เต็มร้อยเพราะกระดกไปก็ตั้งหลายแก้วแต่คิดว่าจากระยะนี้ไม่น่าจะพลาดเป้าเพราะเขาเองก็ไม่ได้เมาขนาดนั้น

แต่หากจะสู้ซึ่งๆหน้าก็อาจมีหวังได้เหลือแค่ชื่อ คงต้องหาทางพาอัสวิสหลบออกไปด้านหลัง

"เอาไงดีพี่ภู"

หมวดไผ่ค่อยๆย่องเข้ามาถาม หลังจากที่เขาเคลียร์ทุกคนออกไปจนหมด อัสวิสกำลังถูกนำตัวออกไปจากผับ ภูผาจึงรีบคิดหาวิธีช่วยอีกคนก่อนที่จะถูกนำตัวออกไปสำเร็จ

"ไอ้ไผ่ ทุกอย่างพร้อมไหม"

"ครับ พร้อมรับคำสั่งพี่คนเดียว" หมวดไผ่รายงาน สภาพของทุกคนก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่

"เรียกกำลังเสริมหรือยัง"

"ครับเดี๋ยวคงมา"

"ส่งสัญญาณให้คนของร้านเปิดประตูลับไว้"

ประตูลับที่ว่าเป็นที่รู้กันเฉพาะขาประจำและคนในนี้ ภูผาก็รู้จักเจ้าของร้านดีเพราะอดีตเคยเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่ที่ตนเคารพ จึงกลายเป็นขาประจำ และรู้ทางหนีทีไล่ที่นี่เป็นอย่างดี และตอนนี้เจ้าของร้านที่เป็นอดีตนายตำรวจก็พร้อมจะลุยไปกับพวกตน

"พี่จะทำอะไร"

"บอกคนของเราไปตามจุดต่างๆ และให้เล็งพวกมันเจ็ดที่เหลือในนี้ กูจะจัดการไอ้คนที่เอาปืนจี้หัวคนสวยของกูเอง แล้วจะพาเขาหลบไปทางด้านหลัง พอกูจัดการมันแล้วมึงรีบปิดไฟ แล้วมึงก็จัดการคนที่เหลือโอเครไหม"

"พวกผมนะไหวแค่นี้สบายมากน่าจะเอาอยู่ ส่วนพวกข้างนอกคนของเราก็เล็งเอาไว้แล้ว ว่าแน่พี่เถอะจะช่วยตัวประกันยังไงเล่นเอาปืนจ่อหัวอย่างนั้น"

"เออน่า.. กูมีทางล่ะกัน ตามนี้นะ"

"ครับ"

ภูผาไม่มีเวลามากนักหากอัสวิสถูกจับตัวออกไปนอกผับ คงยากที่จะเข้าช่วยออกมาได้เพราะด้านนอกมีคนของมันเต็มไปหมดพร้อมกับอาวุธครบมือ หากจะจัดการเขาควรจัดการตั้งแต่ตอนนี้ ผู้กองหนุ่มเล็งปืนไปที่ศาตราจารย์หนุ่มใบหน้าสวยทันที

"เฮ้ย! มึงจะทำอะไร อย่านะโว้ยเดี๋ยวมันจะโดนไอ้อัส"

โรมตกใจเมื่อเห็นตำรวจหนุ่มเล็งกระบอกปืนไปยังร่างของอัสวิส โรมพยายามดึงตำรวจหนุ่มแต่หมวดไผ่รีบเข้ามาลากหนุ่มใหญ่ออกไปให้ห่าง

"ปล่อยเขาไป"

ภูผาค่อยๆเดินเข้าหาคนร้ายอย่างช้า โดยมีอัสวิสมองมาด้วยความสงสัยพร้อมทั้งไล่อีกฝ่ายให้ออกไปด้วยสายตาแต่ผู้กองภูผาไม่ใส่ใจ

อัสวิสไม่อยากให้ใครได้รับอันตรายเพราะตน ก่อนจะกวาดสายตาไปมองผู้เป็นอาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน จากจะพาอามากินเหล้าเคล้านารี กลับมาโดนใครไม่รู้จับตัว

(คุณ...ได้ยินผมไหม)

เจ้าของใบหน้าสวยรีบหันมาสบตากับผู้กองหนุ่มทันที คนทั้งคู่ต่างก็สบตา ราวกับกำลังอ่านความคิดของกันและกันนิ่ง

"............"

(ผมจะช่วยคุณเอง ถ้าคุณได้ยินกระพริบตาให้ผมสองที)​

อัสวิสหยั่งใจเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายคิดออกมานั้นเป็นการวัดใจกัน ย่อมหมายความว่าผู้กองหนุ่มรู้ความลับของตนหรือไม่ก็สงสัยบางอย่างกับพลังพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ก็คงต้องยอมทำตามและอีกอย่างอัสวิสรู้สึกมั่นใจว่าตำรวจฝีมือดีตรงหน้าน่าจะหาแนวทางช่วยตนได้แน่นอน

ใช่ว่าจะไม่มีศิลปะป้องกันตัว เขาเองก็พอเรียนมาบ้าง ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบความรุนแรงแต่ก็ถูกบังคับให้เรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยคนที่มีมากกว่าและปืนที่จ่อตรงศีรษะทำให้อัสวิสไม่กล้าที่จะผลีผลาม อีกทั้งยังมีคนอื่นอีกมากมายในนี้ กลัวว่าพวกเขาจะได้รับอันตราย ดวงตายาวรีกระพริบตาให้อีกฝ่ายสองที ผู้กองภูผาจ้องใบหน้าสวยอย่างมีความหวัง

(คุณไว้ใจผมนะ) ชายหนุ่มบอกอีกคนไปทางความคิด อัสวิสพยักหน้าเบาๆสีหน้ายังคงเรียบนิ่ง

"ปล่อยเขาไป มึงมีสิทธิ์อะไรมาจับคนอื่นเขาแบบนี้"

ผู้กองหนุ่มและตำรวจคนอื่นเล็งไปที่คนร้าย ทุกคนต่างเตรียมพร้อมตามที่ผู้กองภูผาสั่งไว้

"ไม่เกี่ยวกับพวกมึง ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็ถอยไปให้หมด อย่าตามมานะมึง ถ้าไม่อยากตาย"

"ใหญ่มาจากไหนกูก็ไม่สน ปล่อยศาสตราจารย์ไปซะ ถ้ามึงไม่อยากสมองกระจุย"

"หึหึ ถ้ามึงกล้ายิงก็ยิงมาสิวะ.. มึงลั่นไก มือกูก็ลั่นเหมือนกัน

ภูผาเชื่อว่าพวกมันคงไม่กล้ายิงตัวประกัน หากมันต้องการตัวก็คงไม่ฆ่าอยู่แล้ว แต่ที่ยกปืนจี้ไว้ก็เพื่อเป็นการขู่ให้พวกตนถอยก็เท่านั้น

"ยิงเลย" อัสวิสบอกออกไป

"อย่าปากดีนักนะมึง" ปืนที่จ่อไว้ตรงขมับตบเข้าที่ปากอีกฝ่ายด้วยความโมโห จนภูผาขบกรามแน่นที่คนสวยของเขาถูกทำร้าย ปากหยักสวยมีเลือดซึมตรงมุมปาก

"ไอ้พวกเวร!"

โรมโดนหมวดไผ่รัดตัวไว้ เพราะกลัวว่าจะผลีผลามทำให้แผนพัง โรมจึงไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่ายืนมองหลานตัวเองถูกทำร้าย

"ปล่อยศาสตราจารย์! "

ตำรวจหนุ่มกดเสียงต่ำพยายามข่มใจตัวเองไว้ มือเรียวกระชับปืนไว้มั่น สายตาคมสอดส่ายไปยังจุดต่างๆ เมื่อทุกอย่างพร้อมเขาจะจัดการทันที

คนร้ายที่อยู่ด้านในมีด้วยกันเจ็ดคน ส่วนข้างนอกไม่นับแต่น่าจะไม่ต่ำกว่ายี่สิบ

"เจ้านายกูแค่ต้องการตัวศาสตราจารย์อัสเท่านั้น พวกมึงถอยไปดีกว่า" คนร้ายหนึ่งในนั้นบอกออกไป ไม่นึกว่าการมาจับตัวศาสตราจารย์คืนนี้จะมาเจอตอ เพราะดันมาเจอตำรวจฝีมือดีอยู่ในผับแห่งนี้ด้วย

"คุณบอกพวกมันให้ถอยไปดีกว่า แล้วทุกคนจะปลอดภัย จะได้ไม่ต้องมีใครตาย" ประโยคหลังคนร้ายบอกอัสวิส

ภูผาค่อยๆกระชับปืนในมือเล็งเป้าไปที่ศีรษะของคนที่จ่อปืนที่หัวอัสวิส แต่ดูเหมือนคนที่จับคนสวยขาเขาไว้จะรู้ตัวว่าผู้กองหนุ่มเล็งหัวตนอยู่ จากระยะนี้ภูผาเชื่อว่าไม่น่าจะยิงพลาด แต่ติดตรงที่มันเอาร่างสูงกำบังโดยหลบอยู่ด้านหลังตลอดราวกับนกรู้

โอกาสผิดพลาดจึงอาจเกิดขึ้นได้เขาเองก็ต้องหาจังหวะและมั่นใจเสียก่อน.. ภูผาไม่อยากเสี่ยงกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้รับอันตรายจากวิถีกระสุน

(ไว้ใจผมนะ ผมนับหนึ่งถึงสามคุณเอียงหัวหลบไปทางด้านซ้าย)​ อัสวิสจ้องสบตาเข้าใจความหมาย

หนึ่ง..

สอง..

สาม..

ปัง!! ปัง!!

เสียงปืนสองนัดซ้อนทำให้ร่างของคนที่ถือปืนจ่อขมับทรุดฮวบลงทันทีกระสุนแสกกลางหน้าผาก จังหวะนั้นเองที่ภูผากระโดดรวบร่างอัสวิสไว้แล้วกลิ้งพาอีกคนออกไปยังประตูลับด้านหลัง แล้วฉุดอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

พรึ่บ!!!

ไฟดับทันทีที่เป้าหมายขาดใจ หมวดไผ่และคนอื่นที่เล็งไว้อยู่ก่อนแล้วเจ้าจัดการพวกที่เหลือด้านในผับทันที ส่วนโรมก็วิ่งตามหลานชายออกไปทางด้านหลังเช่นเดียวกันเพราะความเป็นห่วง

(พ่อจ๋ามาทางนี้)​

เสียงภูติตัวน้อยบอกศาสตราจารย์หนุ่มให้วิ่งไปตามทางที่ตนบอก ก่อนจะปรากฎร่างเด็กชายน่ารักผมหยิกหยอย จนภูผาก้าวขาไม่ออกที่จู่ๆก็มีร่างผีเด็กปรากฎกายตรงหน้า ต่อให้น่ารักก็เถอะ...

"ทางนี้คุณ"

จากภูผาที่ดึงกระชากลากถูให้อัสวิสวิ่งตาม แต่ทว่าตอนนี้กลายเป็นอัสวิสที่ต้องฉุดมือตำรวจหนุ่มที่ก้าวขาไม่ออกให้วิ่งหลบไปทางที่หย่องแหย่งบอกมา โดยมีโรมวิ่งตามมาด้านหลังพร้อมปืนอีกหนึ่งกระบอกที่น่าจะหยิบจากคนร้ายมาถือไว้ป้องกันตัว

"ทริปนี้แม่งกูสนุกชิบหาย" เสียงหอบวิ่งตามมาพร้อมกับบ่นราวกับหมีกินผึ้งตามหลังคนทั้งคู่มาติดๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป