บทที่ 6 หัวหน้าชุด

ร้อยเอกสิงขรละสายตาจากกลุ่มชาวบ้านและลูกน้อง กลับมาจดจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองอีกครั้ง ช่วงนี้เขามีภารกิจเนื่องจากหน่วยข่าวกรองได้สืบทราบมาว่ามีกระบวนการค้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านและใช้เส้นทางธรรมชาติซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างพรมแดน ลำเลียงยาเสพติดผ่านเข้ามาภายในประเทศไทยทำให้ภารกิจหลักของผู้กองหนุ่มคือการลาดตระเวนอยู่แนวตะเข็บชายแดนเป็นส่วนใหญ่ แต่ล่าสุดได้รับคำสั่งเร่งด่วนให้มาปฏิบัติหน้าที่นำทีมแพทย์ฉุกเฉินเข้าไปรักษาชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลติดกับพื้นที่เสี่ยงอันตราย ซึ่งตอนแรกเขาได้ปฏิเสธ เพราะยังติดพันภารกิจในการติดตามหาร่องรอยของพวกค้ายาเสพติดต้องการที่จะลาดตระเวนตามจับกุมพวกมันมากกว่า แต่หน่วยเหนือสั่งการมาเด็ดขาดว่าต้องเป็นเขาเท่านั้นในการนำทีมแพทย์เข้าไปในครั้งนี้

ตอนแรกผู้กองสิงห์ไม่เข้าใจ เพราะคนที่เก่งมีความสามารถที่จะพาทีมแพทย์เข้าไปในหมู่บ้านมีอยู่ตั้งหลายนาย ชายหนุ่มจึงขอดูประวัติผู้เข้าร่วมทีมแพทย์อาสาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาจะต้องรู้ข้อมูลก่อนรับภารกิจอยู่แล้วว่าจะต้องคุ้มครองใคร ปกป้องใครเป็นพิเศษบ้างในระหว่างการเดินทาง

พอไล่อ่านดูประวัติและดูรูปถ่ายจนกระทั่งมาถึงคนลำดับสุดท้าย ใบหน้าหล่อขาวใสที่ยังคงจำได้ไม่เคยลืมเลือน ทำเอาผู้กองสิงห์ต้องขยี้ตาเพ่งดูอีกรอบ เพื่อเป็นการยืนยันว่ามันคือความจริงไม่ใช่ฝัน...

"เฮ้ย! นี่มัน" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น

ไม่ผิดตัวแน่ นายแพทย์หนุ่มนามสกุลคุ้นหู อีกทั้งรูปถ่ายที่ผู้พันยิ่งยศส่งมาให้ ทำเอาผู้กองสิงห์เกือบทำโทรศัพท์ร่วงหล่น

"ทำไมชอบหาเรื่องให้กับตัวเองอยู่เรื่อย"

เมื่อเห็นหน้าชัดเจนว่าเป็นใคร มันก็ทำให้ผู้กองสิงห์ตอบตกลงทันที นายแพทย์หนุ่มที่เขาต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษเป็นลูกชายของนายตำรวจยศสูง และยังเป็นหลานรักของผู้พันซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตน และที่สำคัญเป็นคนเดียวกับที่เคยช่วยเหลือเมื่อสี่ปีก่อน อีกด้วย

"ผู้กองดูหัวหน้าสิ หน้ายุ่งเชียวมีอะไรหรือเปล่าครับ ตั้งแต่รับโทรศัพท์ก็นั่งเงียบเชียว"

จ่าดลสังเกตคนเป็นหัวหน้ามาสักพักแล้ว เห็นคิ้วเข้มขมวดแน่นหน้าเครียดตั้งแต่รับสายด่วนจากทางหน่วยเหนือ จึงสะกิดคนที่นั่งข้าง ๆพยักเพยิดหน้าไปยังร่างสูง

ผู้กองพันรบจึงวางปลาย่างแล้วคว้าแก้วเหล้าเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งถอนหายใจอยู่หน้าเต็นท์อยู่หลายครั้งราวกับมีเรื่องให้ต้องคิด ในมือเลื่อนดูข้อมูลบางอย่างในโทรศัพท์

"เป็นอะไรกูเห็นทำหน้าหงิก ท้องผูกขี้ไม่ออกงี้"

ปกติเพื่อนก็หน้านิ่งออกจะตึงเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว ยิ่งพอทำหน้าเครียดก็ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่ จนชาวบ้านและลูกน้องไม่กล้าเข้าใกล้รัศมีกลัวว่าจะโดนลูกหลง

"เปล่า"

ผู้กองพันรบจึงยื่นแก้วยาดองแก้หนาวให้ เผื่อจะคลายอารมณ์ตึงเครียดให้มันทุเลาลงบ้าง แต่อีกฝ่ายปฏิเสธ

"ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมมานั่งหน้าหงิกอยู่ตรงนี้ไม่ไปร่วมสนุกกับชาวบ้านวะ"

"มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย"

"ดูทรงแล้วไม่นิดหรอกมั้ง" น้อยครั้งที่จะเห็นเพื่อนนั่งเหม่อ

"ถ้าเปรียบให้กูเป็นดาว กูก็คิดว่าตัวเองเป็นดาวดวงนั้นว่ะ"

ใบหน้าหล่อแหงนมองท้องฟ้า สายตาคมลากไปหยุดยังดาวดวงหนึ่งที่ส่องสว่างนิ่งอยู่ตรงนั้น ผู้กองพันรบเงยหน้ามองตามเห็นเพียงดาวเหนือที่ส่องแสงสุกสกาวคือดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้ขั้วฟ้าเหนือ ทำให้ดูเหมือนจะอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไปไหนและเป็นดาวดวงเดียวที่ปรากฏอยู่ที่ขั้วฟ้าเหนือ ทำให้สามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงในการหาทิศทางได้

"ดาวเหนือนั่นนะเหรอ"

"อืม...มันอยู่ที่เดิมไม่เคยเคลื่อนไปไหน"

"ยังไง เอ๊ะ...หรือมึงจะบอกว่าเหมือนชีวิตมึงว่างั้น"

"......."

"อารมณ์ไหนของมึง เปรียบตัวเองเป็นดวงดาวแล้วก็มานั่งทำตัวแปลกๆ" คนถามเกาหัวแกรกๆอย่างไม่เข้าใจ

"จะไปไหนก็ไปป่ะ พูดมากกูรำคาญ"

"อ้าวไอ้นี่...กูไม่ได้เป็นใบ้นี่หว่าจะให้นั่งเงียบๆ"

"มึงไปเล่นไกลๆป่ะ ไม่มีรมณ์"

"อะไรวะ น้ำไม่ออกแล้วมาพาลลงกับเพื่อน สัส! บอกว่าให้ออกจากป่าเข้าเมืองซะบ้างมึงก็ไม่ยอม จะมีเมียเป็นชะนีเป็นค่างอยู่ในป่าอยู่แล้วมึงอ่ะ" เท้ายาวๆของผู้กองหน้าขรึมยกขึ้นมาเตรียมกระตุกใส่ ยังไม่ทันที่จะถูกถีบร่างสูงของผู้กองพันรบที่ระวังตัวอยู่ก่อนแล้วก็รีบวิ่งแจ้นออกไปทันที

"ฝากไว้ก่อนเถอะ" คนโดนแหย่เข่นเขี้ยวคาดโทษ

ผู้กองพันรบยอมถอยให้เมื่อเห็นแล้วว่าเพื่อนคงอยากอยู่คนเดียวจริงๆ จึงพาตัวเองกลับไปนั่งล้อมวงกินปลาย่างกับจ่าดลและคนอื่นๆแก้หนาวด้วยเหล้ายาดองของชาวบ้านที่เอามาฝาก ส่วนเรื่องเครียดก็ปล่อยให้เพื่อนของเขาเครียดไปก่อน หากมันอยากเล่าก็คงมาเล่าให้เขาฟังเอง

..

..

หลังจากเหนือรพีโทรกลับบ้านเพื่อขออนุญาตพ่อแม่ในการร่วมเดินทางไปเป็นหน่วยแพทย์อาสา กว่าจะหว่านล้อมให้ทั้งคู่ยอมได้สำเร็จ ก็เกือบค่อนวัน

การเข้าร่วมประชุมฟอร์มทีมทั้งหน่วยแพทย์ พยาบาล และทหารตระเวนชายแดนที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันครั้งนี้เป็นเวลานานถึงสามวัน ทำให้เหนือรพีมีเวลาเตรียมตัวก่อนวันเดินทางจริง

และแล้วก็ถึงวันเดินทาง โชคดีที่ครั้งนี้เขามีหัวหน้าชุดพยาบาลร่วมเดินทางไปด้วยไม่อย่างนั้นคงเหงาปากพิลึก เพราะชุดพยาบาลทหารที่ร่วมเดินทางส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักกัน อีกทั้งทหารพวกนี้ก็พูดน้อยจนน่าอึดอัด 

“นี่เราจะออกเดินทางกันแล้วใช่ไหมครับ” เหนือรพีหันไปถามหัวหน้าชุดพยาบาลซึ่งเดินทางมาพร้อมกันด้วยท่าทางตื่นเต้น ตั้งแต่เหตุการณ์คราวก่อนตนก็ไม่เคยเข้าป่าอีกเลย

นายแพทย์หนุ่มพลิกมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ ก่อนจะเงยหน้ามองไปโดยรอบ แล้วสายตาก็หยุดมองด้านหน้าอาคารมีเต้นท์ผ้าใบสีเขียวขี้ม้าตั้งอยู่ ทหารพรานใส่ชุดลายพรางหลายนายยืนทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงบริเวณนั้น

“เอ...น่าจะยังนะครับ ผมยังไม่เห็นผู้กองสิงห์เลย” ณรงค์ชะเง้อมองไปรอบ ๆ บริเวณสนาม

“ผู้กองสิงห์ที่เขาเป็นหัวหน้าชุดลาดตระเวนนะเหรอ” ปากเบะออกโดยไม่รู้ตัว หลายวันมานี้ชื่อผู้กองสิงห์เข้ามากวนใจอยู่บ่อยๆ สามวันที่ประชุมร่วมกับชุดทหารลาดตระเวนเพื่อวางแผนเดินทางเข้าป่าไปยังพื้นที่เสี่ยง เขารู้จักชื่อของผู้กองสิงขรผ่านจอโพรเจคเตอร์กับการบอกเล่าได้ยินกิตติศักดิ์ของผู้กองคนนี้อยู่บ่อยๆ จนจำชื่อได้ขึ้นใจ

ในการเดินทางครั้งนี้จะมีคนชื่อ ‘ผู้กองสิงห์’ ไปด้วย แต่น้ำเหนือยังไม่เคยเห็นหน้าของนายทหารผู้นี้เลย นอกจากการบอกเล่าของกลุ่มแพทย์ และทหารที่ร่วมทีมไปด้วย ขนาดภาพที่ขึ้นโปรเจคเตอร์ยังต้องปิดอำพรางใบหน้า ราวกับเขาเป็นโจรป่าซะงั้น

“นั่นไงครับมาพอดี ผู้กองนี่ตายยากจริงๆพูดถึงก็มาเลย” ปากยิ้มยิงฟันขาวพร้อมประกบเอาสองมือขึ้นมาพนมไหว้ 

เหนือรพีซึ่งกำลังหันมามองทหารหกเจ็ดนายที่อยู่ในชุดลายพรางเดินเรียงแถวออกมาจากชายป่า จากนั้นมายืนต่อแถวทำท่าตะเบ๊ะใส่คนที่เพิ่งปรากฏตัว ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปคนละทิศละทางเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง

ผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่หัวหน้าทีมแพทย์ยกมือไหว้นั้น อยู่ในชุดทหารพรานเดินก้าวฉับ ๆ ด้วยท่าทางทะมัดทะแมงตรงเข้ามาหาพร้อมกับพยักหน้ารับไหว้คนอายุมากกว่า

สายตาคมปรายมองมายังคุณหมอหน้าตาสะอาดสะอ้านที่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาบางอย่างที่พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว

"หล่อไหม'

"ห้ะ..." หมอหนุ่มออกอาการตกใจเบิกตามองคนถาม

'ก็เห็นยืนจ้องตั้งนาน"

"แหวะ หลงตัวเอง" เกิดมาไม่เคยเห็นใครหลงตัวเองมากเท่านายทหารคนนี้มาก่อนเลย

"แหมผู้กอง...หยอกหมอเหรอครับ น่ารักเชียว" หมอหนุ่มเบ้ปาก เพราะคนตรงหน้าห่างคำว่า 'น่ารัก' หลายกิโล

"เออ ลืมแนะนำเลย นี้แหละครับผู้กองสิงห์ที่จะพาเราเข้าป่า” ณรงค์ยื่นมืออกไปสะกิดข้อศอกหมอหนุ่ม

“คนนี้เนี่ยนะ”เหนือระพีไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะลากสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อมองมนุษย์โคลนตรงหน้าอีกรอบให้ชัดๆ

"แล้วมันจะทำไม"

"ก็เปล่า"

จะให้บอกว่ายังไง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะต้องเอาชีวิตไปฝากไว้กับนายทหารซกมกตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองหน้ารุ่นพี่ของตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้อีกฝ่ายยืนยันในสิ่งที่พูดไปก่อนหน้า

"ดูเหมือนหมอจะมีปัญหา"

"เอ๊ะ! นี่คุณอย่ามาหาเรื่องผมนะ" เหนือรพีเงยหน้าสบตากับร่างสูงซึ่งอีกฝ่ายก็หรี่ตาจ้องตนอย่างหาเรื่องอยู่ก่อนแล้ว

"สายตาที่ใช้มองคนอื่นน่ะ ควรมีมารยาทมากกว่านี้หน่อยนะ"

"นี่!" หมอหนุ่มเริ่มเหวี่ยงใครกันแน่ที่มีปัญหา

"ใจเย็นนะครับหมอ นี่ผู้กองสิงห์เป็นหัวหน้าชุดที่จะพาเราเข้าป่าเลยนะครับอย่ามีปัญหากับแกดีกว่า" หัวหน้าณรงค์กระซิบบอกเบาๆ พร้อมกับกระตุกแขนคนเป็นหมอให้เก็บอาการมากกว่านี้

หมอหนุ่มถอนหายใจ จะไม่ให้มอง ด้วยสายตาแบบนั้นยังไงไหว ก็ในเมื่อคนที่ว่าหน้าดำมันเยิ้มเพราะเหงื่อย้อยไหลตั้งแต่ตีนผมลงมาจนถึงลำคอ หน้าดำไม่สม่ำเสมอเพราะถูกสีสำหรับใช้พรางตัวพอกทับ หนวดเคราครึ้มเขียวเหมือนไม่ได้โกนมาหลายวัน เสื้อผ้าเครื่องแบบทหารทั้งยับ ทั้งเหม็น เต็มไปด้วยโคลนเลอะเทอะกลิ่นคาวคลุ้ง จึงอดไม่ได้ที่จะเสียมารยาทไล่สายตาลงไปจนถึงรองเท้าคอมแบทหุ้มข้อยาวขึ้นมาจนถึงหน้าแข้งอีกรอบ

“คุณณรงค์" เสียงเข้มเอ่ยขึ้น

"คะ..ครับ ผู้กอง" ณรงค์ตะกุกตะกักตอบรับ ใครๆต่างก็รู้ดีว่าผู้กองสิงห์ขึ้นชื่อเรื่องความดุมากแค่ไหน

"นี่เหรอหมอที่จะร่วมทีมไปด้วย"

"ชะ...ใช่ครับ"

"เปลี่ยนหมอตอนนี้ยังทันไหม"

"เออ..." ณรงค์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ กระอักกระอ่วนใจที่จะตอบคำถาม

"นี่ผู้กอง เป็นอะไรมากหรือเปล่า ผมไปทำอะไรให้ผู้กองไม่พอใจ ทำไมเหมือนไม่ชอบหน้าผมเลย ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ"

"ถ้าอย่างนั้นก็มารู้จักกัน ผมชื่อสิงขร เพียรกตศิลา หรือจะเรียกว่าผู้กองสิงห์ก็ได้"

คนแนะนำตัวทำหน้าตึง น้ำเสียงก็ห้วนอย่างไม่เป็นมิตร สีหน้าท่าทางราวกับว่าต้องการไล่พวกตนกลับโรงพยาบาลมากกว่าจะร่วมทีมเดินป่าไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าจะตะแคงหูฟังยังไงมันก็ห้วนเกินไปสำหรับการแนะนำตัว ในครั้งแรกที่เจอหน้ากัน

“ผมนายแพทย์เหนือรพี หรือจะเรียกว่าหมอเหนือก็ได้”

ใบหน้าหล่อเชิดขึ้นเล็กน้อยระหว่างที่แนะนำตัว น้ำเสียงที่ใช้ก็ห้วนกลับไปเช่นเดียวกัน

คิดว่าไม่จำเป็นต้องรักษามารยาท ดีมาก็ดีกลับแต่ถ้าหากร้ายมาคนอย่างเหนือระพีก็ไม่ยอมเช่นกัน

“ผู้กองจะไปด้วยกันกับพวกผมหรือเปล่าครับ”

ณรงค์รีบเอ่ยแทรก ไม่อยากเห็นทหารกับหมอวางมวยกันตรงหน้า อีกอย่างเพราะเห็นว่ามีทหารพรานที่เดินออกมาจากป่าด้วยกันเมื่อครู่กำลังเดินเรียงแถวไปขึ้นรถเหมือนกำลังจะกลับไปยังค่าย

“ไปครับ ขอเวลาไปล้างหน้า ล้างตัวเก็บของสักเดี๋ยว” ผู้กองสิงห์พูดจบก็เดินย่ำเท้าโครมๆ หายไปทางป้อมทหารชั่วคราว

“อาบน้ำ ล้างหน้า เก็บของ บ้าหรือเปล่าตามกำหนดเราจะออกเดินทางอีกสิบห้านาทีเองนะพี่”

“สิบนาทีก็เหลือเฟือครับหมอ ผู้กองน่ะเป็นคนรักษาเวลา หมอไม่ต้องห่วง” จ่าดลซึ่งยืนอมยิ้มอยู่ไม่ไกล ทั้งยังแอบได้ยินทั้งคู่โต้กันไปมาสักระยะแล้ว จึงกะแอมกะไอเดินเข้ามาแก้ต่างให้คนเป็นหัวหน้า

จ่านพดลก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย...

"เอ๊ะ.."

หมอหนุ่มขมวดคิ้วสวย เอียงคอมองหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะทำท่านึกขึ้นมาได้ว่า เป็นทหารคนเดียวกันกับที่เฝ้าตนที่โรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน

"จ่าดล...จ่าดลใช่ไหมครับ!"

"ครับ ผมนึกว่าหมอจะจำผมไม่ได้ซะอีก"

"จำได้สิครับ ใครจะไปลืมจ่าได้ลง แล้วนี่จ๋าก็ไปกับผมด้วยใช่ไหมครับ"

" ใช่แล้วครับ ส่วนเรื่องผู้กองสิงห์หมอสบายใจได้เลย ผู้กองน่ะเป็นนาฬิกากลางป่าได้สบายๆ ขนาดไม่มีนาฬิกาติดตัวยังไม่เคยให้พวกผมต้องรอเลยสักนาทีเดียว”

“ให้มันจริงเถอะ แล้วทำไมถึงเพิ่งจะโผล่มาเอาป่านนี้ จนจะเดินทางอยู่แล้วตัวเองถึงเพิ่งโผล่หัวออกมา"

"จริงครับ ผู้กองเป็นคนตรงต่อเวลา" ณรงค์ยืนยันอีกคน

"พี่ณรงค์แน่ใจนะว่าอีตาผู้กองนี่จะไม่พาพวกเราไปหลงป่า”

“หื้อ หมอครับ...ถ้าผู้กองสิงห์หลงป่า ในประเทศนี้ก็ไม่มีใครเดินเข้าไปได้แล้วล่ะครับ ผู้กองน่ะเก่งมากเลยนะ ขนาดว่านายพรานคนในพื้นที่ยังยอมยกธง ให้ผู้กองผมเลย” จ่านพดลอวดสรรพคุณคนเป็นหัวหน้า ท่าทางจะรัก และเคารพผู้กองมากทีเดียว

'"โม้สิไม่ว่า" คนไม่เชื่อยู่ปาก “แต่เอาเถอะ ขอให้เขาเก่งให้ตลอด สมกับที่อวยก็แล้วกัน” 

หน้าเซ็งมองกลับไปยังป้อมทหารอีกครั้ง หากแต่ทหารสกปรกยังไม่เดินกลับออกมา มีเพียงทหารลูกหาบกับพวกทหารพยาบาลออกมายืนเรียงต่อแถวหน้ากระดานกันเป็นแผง โดยมีนายทหารใหม่ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งออกมายืนเอามือไพล่หลังเดินเต๊ะพูดพร่ำอะไรสักอย่างไปสองสามประโยค และดูเหมือนทุกคนจะตั้งใจฟังเหลือเกิน

“ไหนจ่าบอกว่าสิบนาทีเสร็จไง ป่านนี้ยังไม่ออกมาอีก สงสัยแอบหลบไปนอนแล้วมั้ง ดูทรงแล้ว”

แพทย์อาสาเหวี่ยงกระเป๋าเป้สัมภาระส่วนตัวขึ้นมาสะพายไว้บนบ่าจากนั้นเดินไปยืนมองทหารตระเวนชายแดนในเครื่องแบบสิบกว่านายยืนตั้งแถวอยู่เหมือนพร้อมแล้วสำหรับการเดินทาง

แต่ทว่าคนเป็นหัวหน้าชุดยังไม่โผล่หัวออกมาเลย

“อ้าวหมอ! ก็นี่ไงครับผู้กองของผม ก็ยืนอยู่นี่แล้วไง” จ่าดลพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นหมอหนุ่มบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

“ห้ะ!”

หน้าหล่อสะบัดหันขวับกลับมามองนายทหารในชุดพรางสะอาดเอี่ยม ใบหน้าเกลี้ยงปราศจากหนวดเคราและสีดำอำพรางใบหน้า กลิ่นเหม็นทำตัวซกมกสกปรกคนนั้นก็หายไป มีแต่ผู้ชายตัวหอมคล้ายกลิ่นดอกไม้ป่าที่พัดโชยมากับสายลมอ่อนๆ จนคนได้กลิ่นขมวดคิ้วมุ่น

กลิ่นนี้มันคุ้นๆ.แฮะ...

“เลิกพูดมาก! ผีเจาะปากมาหรือยังไง"

คำด่าคุ้นๆ ทำเอาหมอหนุ่มยืนจ้องตาอีกฝ่ายกลับ เมื่อผู้กองสิงห์เองก็ยังคงยืนจ้องหน้าไม่ละสายตาไปไหนเช่นเดียวกัน ก่อนสุดท้ายจะถอนหายใจหนักๆออกมา

แพทย์หนุ่มที่จบจากนอก โปรไฟล์ดีชีวิตสุขสบายเป็นคุณหนู หน้าตาดี ผิวพรรณสะอาด ไม่เหมาะที่จะเข้าไปเป็นแพทย์อาสาในป่าที่เสี่ยงอันตราย เพราะหนทางที่จะเดินเข้าไปข้างในป่านั้นค่อนข้างลึกและอันตรายมากทีเดียว

"เอ้า...ผู้กอง หมอครับจะยืนจ้องตาเป็นปลากัดอีกนานไหม คนอื่นเขารออยู่นะครับ"

จ่านพดลพูดจบก็รีบวิ่งออกไปตั้งหลัก เมื่อเจอสายตาดุของคนเป็นหัวหน้า เพราะฉะนั้นคงต้องระวังปากให้มากกว่านี้ และอยู่ให้ห่างจากขายาวๆของหัวหน้าเอาไว้ด้วย เพราะการเข้าป่าครั้งนี้เขาไม่มีผู้กองพันรบเป็นกองหนุนอีกแล้ว เพราะอีกฝ่ายทำหน้าที่ลาดตระเวนอยู่ที่บริเวณตะเข็บชายแดน เพื่อค้นหาร่องรอยของผู้ค้ายาเสพติดกับทีมแทนผู้กองสิงห์

..

..

บทก่อนหน้า
บทถัดไป