บทที่ 8 บอดี้การ์ด 1/2

จุ๊บ!

เชี้ย!!

ภูผาหันขวับอีกรอบพร้อมเบิกตากว้างเมื่อริมฝีปากร้อนๆบรรจงจูบลงมาที่ไหล่กว้าง

"อะ อะไรวะเนี่ย!" อัสวิสหัวเราะเบาๆในลำคอเมื่อเห็นอีกฝ่ายขนอ่อนลุกชัน

"ไม่สบายหรือเปล่าคุณ" คนถูกถามหน้าหูเห่อร้อนใบหน้าขึ้นสีน่ามอง

"ผมควรจะถามคุณมากกว่า"ภูผาถามอีกฝ่ายกลับไปเพราะอัสวิสเริ่มทำให้ตนสับสน

"ก็แค่ให้รางวัลแทนการขอบคุณสำหรับคืนนี้ที่คุณช่วยผมไว้"

 ..

..

..

หลังจากที่พ่นประโยคที่ชวนจั๊กจี้หัวใจกระซิบข้างหูไปแล้ว คนสวยของผมก็นิ่งไปเสียดื้อๆทิ้งให้ผมอารมณ์ค้างอยู่บนดอย คนข้างหลังเอาแต่นวดคลึงผมนิ่งราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้หยอดหรือสัมผัสแผ่วหวานที่ทำให้ชวนเคลิ้มกันเลยสักนิด

ในทางกลับกันเป็นผมมากกว่าที่รู้สึกเกร็งจนเป็นตะคริวกลั้นหายใจอยู่นานอย่างที่ไม่เคยเป็น หัวใจเจ้ากรรมก็ทำงานหนักเต้นตึกตักอยู่นานสองนาน พอเจอสายรุกหน้าสวยแบบนี้ผมก็ชักระแวงหลังยังไงไม่รู้ ยิ่งสิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด ยิ่งทำให้ผมไม่มั่นใจที่จะรุกต่อ

ยามที่เขาทำหน้ากรุ้มกริ่มและส่งสายตาที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้สบตาราวกับต้องมนต์สะกดอยู่อย่างนั้น เขาเหมือนมีแรงบางอย่างที่ดึงดูดให้เข้าหาแต่ทว่ามันดูน่ากลัว มันช่างต่างกับบุคลิกที่ผมเห็นลิบลิ่ว อีกทั้งสายตาที่เขามองมามันกลับทำให้ผมเสียวสันหลังวาบบรรยากาศมันชวนให้เสียตัวซะมากกว่า

ไม่ใช่คนสวยขานะ แต่เป็นผมนี่แหละ... (¬_¬ )

"โอ้ย!" ในระหว่างคิดเพลินๆผมก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะคนข้างหลังนวดราวกับเอาเท้ามาคลึง

“อะไร”

ยังจะมีหน้ามาตีหน้านิ่ง คนอะไรมือหนักชะมัดเล่นกดแรงจนผมหน้าเขียว ผมยิ่งอยากตั้งโต๊ะแถลงข่าวไม่ไว้วางใจคนข้างหลังอยู่ด้วย แต่นี่ดันจับผมลากขึ้นมานั่งตรงตัก ให้ก้นน้อยๆของผมทับไอ้นั่นมันก็แปลกแล้ว

แล้วนี่ดันมานวดมาคลึงมาจูบแผ่นหลังผมอีก พลอยให้ผมอ่อนระทวยไปด้วยเลย มิหนำซ้ำไอ้ที่นั่งทับอยู่มันก็เริ่มขยับขยายดุนดันขึ้นมาตรงสะโพกนี่ล่ะมันคืออะไร

"คุณแกล้งผม มือหรือตีนเนี่ย"

ศาสตราจารย์ก้มหน้ามาใกล้พร้อมกับยักคิ้วให้หนึ่งทีอีกครั้ง เห็นท่าทางขี้เล่นเหมือนหลุดลุคแล้วทำเอาผมใจสั่นแทบละลายไปกับสายตาพร่างพราว ผมอาจจะทำบุญมาดีในอดีตชาติอาจจะเคยกอบกู้โลกมาหรือไม่ก็แต้มบุญสูงถึงได้เจอของแรร์ไอเทมรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นอย่างศาสตราจารย์อัสวิส มิหนำซ้ำยังได้มาเห็นรูปร่างเปลือยอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมดทั้งมวลคือกำไรทั้งนั้น ผมโคตรแพ้ผู้ชายไทป์นี้ ทั้งสีหน้านิ่งเย็นชาไม่สนโลก ใบหน้าสวยหวานอย่างผู้หญิงแล้วยังเหย่อหยิ่งน่าเข้าหา แล้วยิ่งเวลาถอดเสื้อออกผู้ชายเล่นกล้ามบ้าเวทยังต้องชิดซ้าย เห็นแล้วมันน่าฟัดชะมัด!

"หมดโปรล่ะลุกออกไปสักที" "

"โธ่คุณนานทีปีหนจะได้นั่งอ่างอาบน้ำราคาหกหลักเหยียบเจ็ดหลักเป็นบุญของไอ้ภูขอนั่งต่อเถอะนะครับ"

ถึงเวลานี้ผมก็ต้องใช้ลูกอ้อนอยากใกล้ชิดคนตัวหอมนานๆขนาดตัวผมนั่งในอ่างที่มีกลิ่นหอมเหมือนศาสตราจารย์มันยังไม่ซึมซับกลิ่นเข้าไปในรูขุมขนหรือผิวอันหยาบกระด้างของผมบ้างเลย

"......... " เขาเงียบไปนานเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ผมก็เลยได้ใจ

"คุณถูหลังให้หน่อยสิ"

"เป็นง่อยหรือไง"

"เป็นว่าที่ผัว เฮ้ย ผู้มีพระคุณ ทำไมแค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้หรือไง”

“โรคจิต!”

"คุณหรือผมกันแน่ที่เป็น"

ก็ไม่อยากจะว่าอะไรหรอกนะแต่คนบ้าอะไรถึงได้มีสองบุคลิกต่อหน้าคนอื่นเก๊กนิ่งหยิ่งยโสทำตัวยังกะคนไร้อารมณ์ไม่สนใจใคร แต่พออยู่กันตามลำพังกับเป็นผู้ชายอีกแบบมีความเจ้าชู้นิดๆขี้อ่อยหน่อยๆจนผมเดาทางไม่ถูก

 "ด่าผมในความคิดอีกแล้วใช่ไหมคุณ"

คนถามนั่งถูหลังราวกับใจดีเสียเต็มประดาแต่แรงที่มีเริ่มทวีขึ้นเรื่อยๆนี่สิทำผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดเพราะดูทรงจะตั้งใจถูมากเสียจนเนื้อผมจะหลุดติดมือเขาออกมา

"คุณน่ะเป็นปีศาจหรือไงถึงอ่านใจคนอื่นเขาไปทั่ว"

"อย่างคุณไม่จำเป็นต้องอ่านใจหรือมีพลังพิเศษก็น่าจะดูออก หน้าหม้ออย่างนี้จะคิดเรื่องอะไรได้นอกจากเรื่องใต้สะดือ เล่นทำหน้าหื่นตลอดเวลาขนาดนั้น”

"เปิดช่องโหว่ให้ไม่ได้เลยนะ แล้วหลังผมนะคุณไม่ใช่ซีเมนต์ถูให้มันเบาๆหน่อย"

หลังจากนั้นผมก็นั่งหลับตาปล่อยให้เขาถูหลังเงียบๆ เมื่อคิดอะไรอีกฝ่ายก็รู้ทันไปซะหมด เสียเปรียบชะมัด! แล้วดูเหมือนภารกิจจะตั้งใจจะเข้าไปจีบนี่ดูมืดมนเสียเหลือเกิน

..

..

หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็รีบออกมาก่อน ไม่อาจทนเห็นสายตานิ่งของคนที่ทำสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อไปได้ ทั้งที่ผมแกล้งลองขยับบดเบียดสะโพกเข้าหาส่วนกลางกายของเขา และดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็น่าจะมีอารมณ์เช่นกัน

ผมรู้สึกว่ามันขยายตัวตื่นขึ้นเป็นลำกระตุกทักทายสะโพก แต่เจ้าตัวกลับเอาแต่ทำหน้านิ่งเหมือนไม่สะทกสะท้าน จนคิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกตายด้าน เพราะขนาดใกล้ชิดแนบเนื้อขนาดนี้เขายังทนนิ่งเฉยอยู่ได้ เป็นผมเองที่ความอดทนน้อยกว่าเลยขอตัวออกมาสูบบุหรี่อัดนิโคตินเข้าปอดแรงๆให้หายเครียดรวมถึงข่มความต้องการของตัวเองลงด้วย

"คุณมีผ้าห่มเล็กๆสักผืนไหม"

"..........." คนที่ก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำยืนเก๊กหน้านิ่งเลิกคิ้วมองมาอย่างไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจก็ไม่รู้

"ผมจะไปนอนโซฟาผมดิ้นแรงไม่อยากนอนกวนคุณ"

ผมรีบอธิบายถึงจะเป็นคนหน้าหนาอยู่บ้างแต่ผมก็มีความเกรงอกเกรงใจอยู่นะ เตียงนอนส่วนตัวไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะไปทิ้งตัวลงนอนเหมือนเจ้าของ และไอ้ท่าทีของอัสวิสก็น่าจะเป็นคนที่หวงพื้นที่ส่วนตัวอยู่ไม่น้อย

โซฟาในห้องก็ไม่เลวเพราะมันใหญ่มากคนตัวสูงอย่างผมนอนได้สบายๆ หรือจะให้ทำกิจกรรมอย่างว่าบนโซฟาก็น่าจะรับไหว พอคิดอย่างนั้นผมก็ยกมือลูบคางมองโซฟาสลับกับเจ้าของห้องที่ยืนเก๊กหน้าอย่างใช้ความคิด ขนาดตัวเท่าผมกับศาตราจารย์ถ้าจะโบ๊ะบ๊ะกันอยู่บนโซฟาตัวนี้ก็น่าจะรับการกระแทกกระทั้นได้ไม่มีปัญหา คิดแล้วก็อยากจะลองดูสักครั้ง...

"อะ..แอ่ม" เสียงกระแอมกระไอเบาๆทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด รู้แหละว่าเขาเองคงอ่านความคิดผมไปแล้ว แต่ช่างเถอะแล้วไงใครสน

"ว่าไงคุณมีผ้าห่มไหม" ผมถามย้ำไปอีกรอบ

แต่สายตาคนมองมาดูจะไม่สนใจในสิ่งที่ผมบอกสักนิด กลับมองสำรวจชุดที่ผมใส่ด้วยสีหน้าพึงพอใจซะงั้น ผมก้มมองตามสายตาของเขาก็พบว่าชุดที่สวมใส่มันอาจจะหลวมไปสักนิด เพราะศาสตราจารย์สูงกว่าผมแต่ก็ไม่มาก หลังจากนั้นเจ้าของร่างสูงก็เดินไปเปิดตู้เลือกเสื้อผ้าออกมาสวมใส่อย่างใจเย็นด้วยโทนสีเดียวกับที่ผมใส่อีกด้วย..เห็นเขาใส่แบบผมแล้วมันก็ยิ่งน่ารัก

เสร็จแล้วร่างสูงก็ขึ้นไปนอนบนเตียงกว้างไม่สนใจแขกที่ยืนหัวโด่อย่างผมสักนิดเดียว ถึงแม้จะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เถอะ แต่ผมยิงคำถามค้างอยู่นะ

"เฮ้ย! อะไรวะ คนรวยเขาป่วยหรือว่ากูเยอะเองวะ ห๊ะ!"

กลายเป็นผมที่ยืนเคว้งอยู่ตรงนั้น ผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะสูดลมหายใจเข้าแล้วกลั้นไว้อย่างข่มอารมณ์บางอย่าง คนตรงหน้าเป็นไบโพลาร์หรือเปล่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวพูดเดี๋ยวเงียบแทบนับคำได้

"คนอะไรประหยัดคำพูดชิบหาย"

ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง สุดท้ายก็ต้องเป็นผมที่เดินยีหัวจนผมยุ่งอย่างไม่เข้าใจไปหยุดอยู่ปลายเตียงเซ้าซี้เรื่องผ้าห่มอีกรอบ แต่คนสวยกลับไม่สนใจไถลตัวลงนอนหงายแล้วดึงผ้าห่มรั้งขึ้นมาไว้ตรงเอว อีกทั้งยังปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ผมว่ามันเย็นฉ่ำจนรู้สึกหนาวแล้ว แต่เขากลับปรับให้มันเย็นจัดไปอีกจนรู้สึกว่าหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ ผมจึงจ้องอีกฝ่ายตาขวาง รู้สึกได้ว่าเหมือนเขาจงใจแกล้งมากกว่า

"นี่คุณ สนใจผมหน่อยเถอะ อย่างน้อยผมก็ช่วยคุณนะ"

ผมเท้าสะเอวมองคนที่นอนหลับตานิ่งบนที่นอนอย่างหมดความอดทน ชักจะไม่ไหวแล้วสิ ไอ้ชอบก็ชอบนะน่ะ แต่การทำตัวเหมือนไม่สะทกสะท้าน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับแขกแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน

"ก็ขอบคุณไปแล้วไง หรือยังไม่พอ"

"โว๊ะ! แค่จูบไหล่กับนวดขอบคุณในห้องน้ำผมไม่นับ!!"

"ถูขี้ไคลให้ด้วย”

“เออ...นั้นแหละ ไม่นับโว้ย!!” ผมเริ่มจะหัวร้อนแล้วสิ

“ขึ้นมานอนด้วยกันนี่แหละ ผมง่วงมากแล้วขี้เกียจหาผืนใหม่ และไม่อยากจะทะเลาะกับใครรอบดึก” เขาตบที่นอนข้างตัวส่งสายตาขู่บังคับให้ขึ้นไปนอนอยู่ข้างๆ

"ผมชอบนอนดิ้น และติดหมอนข้าง" พอบอกออกไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด คนที่พักสายตาเมื่อครู่ก็รีบลืมตามองสบกันทันที

"นี่มันที่นอนคิงไซส์แถมยังสั่งทำเป็นพิเศษ ต่อให้คุณนอนดิ้นอีกสักกี่ตลบมันก็ไม่ได้กวนผมหรอกน่า ขึ้นมา!" คนที่ว่าพูดน้อยกลับพูดมาก แล้วยังกล้าทำเสียงดุในประโยคท้ายให้ผมอีก

“ตามใจคุณนะ ผมเตือนแล้วนะ”

“เออ"

"ดึกๆได้ยินเสียงอะไรก็แล้วแต่นะ แล้วอย่ามาร้องขอนอนด้วยก็แล้วกัน" คนพูดแกล้งกวาดสายตาไปมองรอบห้องแหงนเงยมองเพดานชวนให้หลอน และผมดันแปลความหมายที่เขาต้องการจะสื่อได้เสียด้วยสิ

“......... !” ผมรีบกระโดดขึ้นเตียงนุ่มแล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มทันทีโดยไม่ต้องรอให้บอกซ้ำแถมยังขยับตัวเข้าใกล้เอามือคล้องแขนอีกฝ่ายไว้ทันทีราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปจากตรงนี้ แต่ศาสตราจารย์ขี้แกล้งก็ไม่ได้ว่าอะไร

" ก็แค่นี้ ทำเป็นเรื่องเยอะ"

ผมหลับไปในเวลาอันรวดเร็วรู้สึกปลอดภัยที่มีคนสวยขาอยู่ข้างๆมันบอกไม่ถูก ไอ้ว่าจะฉวยโอกาสเล็กๆน้อยๆบนเตียงนอนมีอันพับไป แต่ไอ้การที่ผมนอนติดหมอนข้างนั้นมันก็ยังเป็นนิสัย ในความรู้สึกที่มันดำดิ่งสู่ห้วงนิทรานั้นรู้สึกว่าตัวเองได้เกี่ยวเอวสอบคนข้างๆเข้ามากอด โดยที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ขัดขืน

..

..

เช้าวันต่อมา

กรุ้งกริ้ง!!

เสียงดังกรุ้งกริ้งเหมือนลูกกระพรวนข้างหู ปลุกผมให้รู้สึกตัวตื่นแต่ยังไม่ได้ลืมตา ผมไม่เคยนอนเต็มอิ่มได้มากขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต อาจเพราะสภาพแวดล้อมที่ผมอยู่ห้องกว้างสะอาดตากลิ่นหอมอ่อนๆฟุ้งกำจายไปทั่ว เตียงนอนนุ่มและเสียงเพลงที่คลอเบาๆขับกล่อมตลอดทั้งคืนทำผมนอนจนไม่อยากขยับตัวตื่นในเช้าวันนี้ ถ้าไม่ติดมีคดีเรื่องเมื่อคืนที่ผู้ใหญ่ส่งข้อความให้เข้าพบช่วงสายของวัน ผมก็คงนอนลากยาวไปถึงเที่ยง

มือผมควานหาร่างสูงตัวหอมข้างๆทั้งที่ยังหลับตาแต่ทว่ากลับไม่มี แต่สิ่งที่คว้าได้กลับเป็นแขนเล็กนุ่มนิ่มเย็นเฉียบแทน

"มอนิ่งจ้ะแม่จ๋า พ่อให้หนูปลุกแม่นะจ้ะ" ผมรีบเบิกตาโพลงเสียงนี้สัมผัสนี้ไม่ต้องสืบ ชัวร์!

"ว้ากกกกก!! มอนิ่งกะผีดิวะ"

เพียงเท่านั้นผมก็กระโดดลงจากเตียงวิ่งวุ่นในห้องมองหาเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ในตะกร้าพร้อมปืนพก คีย์การ์ดสำรอง และวิ่งไปหยิบรองเท้า แล้วรีบออกจากห้อง

แต่ทว่า..

กึก!!

"เฮ้ย! โทรศัพท์กูละวะ อึ่ย "

เวรกรรมผมดันลืมโทรศัพท์ จึงขยับจะเดินถอยหลังก็มีบางอย่างสะกิดตรงต้นขาข้างขวา ผมหรี่ตาก้มดูไม่กล้าลืมเต็มตาก็เจอหย๋องแหย๋งเด็กน้อยผมหยิกผิวขาวซีดตาโตแก้มยุ้ยดูน่ารักกำลังยื่นโทรศัพท์ส่งให้..

แต่ถึงจะน่ารักยังไงก็เป็นผีอยู่ดี ผมไม่ชิน...

"ทีหลังไม่ต้องก็ได้นะจ้ะ" ผมแทบฉี่ราดแต่ผีตัวเล็กตรงขากลับฉีกยิ้มกว้างที่คิดว่าน่ารักส่งให้จนตาหยี

"ไม่เป็นไรจ้ะ พ่อมีประชุมเช้าเลยบอกหนูว่าให้ดูแลแม่ดีๆนี่จ๊ะ"

อืมมมม... คนสวยขา ตั้งใจแกล้งผมชัดๆจะไปก็ไม่ยอมปลุกผมเลย คิดแล้วมันน่านัก!

..

..

บทก่อนหน้า
บทถัดไป