บทที่ 6 EPISODE : 6

ตื๊ด ตื๊ด~

...พี่มาร์คัส

“ฮัลโหล”

(พี่รอหน้าคอนโดแล้วนะครับ)

“คะ? อะไรนะคะ”

(พี่รอหน้าคอนโดไง อย่าบอกนะว่าลืมนัดพี่) เขาตอบกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงกลั้วหัวเราะนิดหน่อยแต่ฉันนี่สิคะที่รีบดีดตัวขึ้นจากที่นอนเลย

“เอ่อ มะ ไม่ลืมค่ะ ไม่ลืมเลย คือ...”

(ใจเย็น ๆ ครับ ตื่นสายใช่ไหม พี่รอได้มิ้นท์ไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ)

“เอ่อ...ค่ะ”​​ ฉันพูดอะไรไม่ออก ตอบกลับไปเท่านั้นก็วางสายพอวางสายเท่านั้นแหละ...

“กรี๊ด! ฉิบหายแล้วม่านไหม!” ฉันทิ้งโทรศัพท์ลงแล้วกระโดดลงจากเตียงแล้วจัดการวิ่งผ่านน้ำ แต่งหน้า 5 นาที โบกทุกอย่างลงไปบนหน้า วันนี้ไม่สวยแน่ ๆ แต่ช่างหัวมันเถอะเรื่องนั้น คว้าเสื้อผ้าที่โชคดีเป็นคนเรียบร้อยเวลาซักเสร็จต้องรีดแขวนเลย หยิบมันขึ้นมาใส่ แล้วคว้ากระเป๋าวิ่งไปหน้าประตูคว้ารองเท้ามาหนึ่งคู่ แมทซ์ไม่แมทซ์ช่างมัน รู้แค่ว่าแมทซ์นี้ฉันต้องรีบไป ปิดประตูล็อคแบบอีหลุกขลุกขลัก ไม่รู้ทำไมยิ่งรีบมันยิ่งช้ามือไม้จะสั่นหาบ้องกัญ...หาอะไรก็ไม่รู้ ล็อคเสร็จก็รีบวิ่งลงบันไดจากชั้น 5 ไปหาภาคพื้นดิน วิ่งสุดชีวิตแล้วก็จบที่ยืนรอรถของพี่วินมอเตอร์ไซค์!

โอ้ย!

ตายแน่ ๆ ม่านไหม ตายแน่ ๆ วันนี้ ทำไมถึงลืม ก็รู้อยู่หรอกว่าไม่ได้ชอบเขาแต่ลืมนัดได้ยังไง!

ปิ๊น ๆ ๆ ๆ

“ไปไหน... / ไปคอนโด XXX ให้เร็วที่สุดเลยพี่” พี่วินมอเตอร์ไซค์ยังไม่ทันได้ถามจบฉันก็คว้าหมวกกันน็อคที่อยู่บนตะกร้าหน้ารถแล้วกระโดดซ้อนท้ายพร้อมกับบอกที่หมายทันที

“มันอยู่ที่ไหนครับน้อง” พี่เขาดูตกใจกับท่าทางของฉันที่เร่งรีบเกินมนุษย์มากค่ะ แต่ไม่เป็นไรเรื่องนั้นช่างมันก่อน

“พี่ขับก่อน! ออกจากซอยนี้ก่อน ไปสิพี่! เร็ว ๆ” ฉันเร่งพร้อมกับเอามือข้างหนึ่งมาตบสีข้างพี่แกให้ออกรถ พี่วินมอเตอร์ไซค์ก็ยอมออกถามคำขอส่วนฉันเองก็รีบจัดการใส่หมวกกันน็อกให้เรียบร้อยจากนั้นก็บอกที่หมายให้พี่เขารู้โดยละเอียด

ตื๊ด ตื๊ด~

“รับสิอิงอิง” ฉันรอสายขณะที่กำลังจอดติดไฟแดงด้วยใจระทึก 

(ฮัล...โหล ฮ้าว~)

“อิงอิง งานด่วน งานด่วนมาก!”

(มะ ม่านไหม เธอเป็นอะไร) อิงอิงถามเสียงตื่นทันทีเลยค่ะ เพราะปกติบุคลิกของฉันที่ทุกคนเห็นไม่มีหรอกไอ้อาการโหวกเหวกโวยวาย แม้แต่เสียงดังก็ยังไม่เคยตะโกนให้ใครได้ยินสักครั้ง 

“ฉันลืมนัดนายนั่นไว้ ตอนนี้เขารออยู่ที่คอนโดเธอ ทำยังไงดีอิงอิง ฮือ~” อีกเป็นสิบกิโลเมตรเลยค่ะกว่าจะถึงคอนโดอิงอิง วันนี้วันเสาร์แต่รถไม่ได้โล่งเหมือนช่วงเทศกาลนะคะ กรุงเทพก็ยังเป็นกรุงเทพที่ถนนไม่เคยห่างจากรถยนต์

(ฉิบหาย! แล้วนี่เธออยู่ที่ไหนรู้ว่ามีนัดเช้าทำไมไม่รีบมา หรือมานอนห้องฉันก็ได้)

“ฉันเพิ่งตื่นตอนเขาโทรหา โทรมาก็อยู่หน้าคอนโดแล้ว แต่ช่างมันอิงอิง ช่วยฉันคิดดีกว่าว่าจะเข้าไปในคอนโดยังไงไม่ให้รู้ว่าฉันมาจากข้างนอก”

(โอ้ย~ ม่านไหมเอ้ย เอาไงล่ะทีนี้...เอางี้ละกัน มาถึงก็ย่องขึ้นไปอาคารจอดมันมีทางเข้ามาด้านใน พอหลบสายตาเขาได้อยู่) 

“โอเค ๆ ขอบคุณมากนะอิงอิง” ฉันโล่งใจขึ้นนิดหน่อยทีพอจะมีทางเข้าคอนโดโดยที่นายนั่นไม่รู้ว่าฉันเดินไปหาเขาจากข้างนอก อ้อ! ที่กังวลกลัวเขาเห็นก็เพราะเขาเคยมารับ 2 ครั้งแล้วค่ะ แล้วทั้งสองครั้งที่เขาก็เดินเข้ามารอในล็อบบี้ของคอนโดทุกครั้ง เพราะแบบนี้ไงถึงกลัวโดนจับได้ว่าไม่ได้อยู่คอนโดนั้นจริง ๆ

-เวลาต่อมา-

“พี่มาร์คัสคะ” ฉันมาถึงได้ 5 นาที รีบไปหาอิงอิงที่ลงมารอ ให้อิงอิงจัดการกับผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงของฉันส่วนฉันก็รีบเติมหน้าที่เหมือนคนบ้าแต่งหน้าไม่เสร็จให้เรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว เสร็จแล้วก็เดินมาหาเขาทันที 45 นาทีที่ให้เขารอ ถือว่าไม่...ไม่นานหรอกมั้งคะ 

“เรียบร้อยแล้วเหรอครับ” เขาเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองฉันตามเสียงเรียก เขามองฉันด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเชียว นึกว่าจะได้สายตาไม่พอใจที่ปล่อยให้หนุ่มฮอตที่โคตรจะไฮโซอย่างเขารอนานซะอีก แต่ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ช่วงโปรโมชั่น ใหม่ ๆ ยังไม่ได้กิน ไม่พอใจอะไรก็เก็บอารมณ์ได้หมดทั้งนั้น

“ค่ะ ขอโทษนะคะที่ปล่อยให้รอ” ฉันตอบไปด้วยความเกรงใจ แต่ความรู้สึกนี้ของจริงนะคะ ฉันเกรงใจเขาจริง ๆ เพราะเรานัดกันเอาไว้แล้ว

“ไม่เป็นไรครับ คนเราตื่นสายกันได้ ไปกันดีกว่าพี่อยากพามิ้นท์ไปเที่ยวแล้ว”

“ค่ะ” ฉันตอบรับแล้วเราก็เดินไปขึ้นรถคันคุ้นตาที่ระยะหลังมาฉันขึ้นเป็นประจำ

“เราเคยไปเที่ยวที่นี่รึยัง” ระหว่างที่เราเดินทางเขาก็ชวนฉันคุย 

“ไม่เคยค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับส่ายหน้า อย่าถามเลยว่าเคยไปเที่ยวรึเปล่า ถามว่าฉันเคยได้เที่ยวหรือมีเงินเที่ยวรึเปล่าดีกว่า 

“ดีเลยครับเพราะพี่ก็ไม่เคยไปเหมือนกัน” เขาตอบแล้วก็หันมายิ้ม ฉันก็เลยทำหน้าแปลกใจกลับไป

“คะ ดียังไงเหรอคะ”

“ก็ เราจะได้ไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ อะไรใหม่ ๆ ด้วยกันไงครับ”

“...อ่อ ค่ะ” ฉันนิ่งไปนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้ารับแล้วก็ยิ้มเขินให้เขา เขามองหน้าฉันจากนั้นก็เอื้อมมือมาจับมือฉันไปกุมไว้ที่ต้นขาของเขา

เหอะ! เจอเส้นทางใหม่ ๆ อะไรใหม่ ๆ ด้วยกันไงครับ จับไปสาบานทุกวัดในประเทศฉันยังไม่เชื่อเลยค่ะ ผู้ชายคนนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กินจริง ๆ

“หิวรึยัง”

“ไม่เท่าไหร่ค่ะ พี่มาร์คัสหิวแล้วเหรอคะ”

“ไม่ครับ พี่ดื่มกาแฟมาแล้ว แต่เรายังไม่ได้กินอะไรพี่เป็นห่วง” เขาไม่ได้หันมามองหน้าฉัน สายตาเขาโฟกัสที่ท้องถนน ส่วนมือก็ยังกุมมือฉันเอาไว้เหมือนเดิม

“ไปถึงค่อยกินทีเดียวดีกว่าค่ะ ถ้าไม่รบกวนแค่แวะปั๊มให้ซื้อกาแฟรองท้องก็พอ”

“กินข้าวเลยก็ได้นะ”

“ไม่เอาค่ะ ไปไกล กว่าจะถึงเดี๋ยวมีเวลาเที่ยวนิดเดียว ได้เที่ยวด้วยกันแป๊บเดียวก็ต้องกลับ”ฉันอ้อนเขากลับไป อ้อนแบบพอดี ๆ ไม่ให้มันดูฉอเลาะจนเกินงาม แค่ให้เขารู้สึกว่าฉันเองก็อยากอยู่กับเขาเหมือนกันเท่านั้น

“ฮึ ๆ ๆ อยากเที่ยวนาน ๆ ก็ค้างสิครับ” คราวนี้เขาหันมาหัวเราะและยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ฉัน 

“ไม่เอาหรอกค่ะ รู้นะคะว่าพี่มาร์คัสต้องการอะไร”

“ฮ่า ๆ ๆ พี่ไม่ทำหรอกน่า พี่กินเฉพาะคนที่เต็มใจครับ กินข้าวกันก่อนดีกว่า เที่ยวนานได้ไม่ต้องห่วงยังไงพี่ก็พากลับไหวอยู่แล้ว” เขาพูดจบก็เป็นอันว่าตกลงกินข้าวกันก่อน ไม่นานก็หาร้านอาหารได้ ลงไปจัดการอาหารเช้าเสร็จก็ขึ้นรถมุ่งหน้าไปที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อไปเที่ยวน้ำตกทันที

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็มาถึงน้ำตกแล้วค่ะ สวยมาก~ ทีแรกตอนเขาชวนฉันไม่อยากมาเลย ใจอยากให้เขาพาไปช้อปปิ้งมากกว่า แต่ก็ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์จะได้พัฒนาเร็ว ๆ มาก็มา พอมาถึงก็แอบดีใจที่ตัวเองตัดสินใจมา ฉันไม่เคยเจอน้ำตกสวย ๆ เลย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาเที่ยวน้ำตก

“สวยไหม” เราสองคนเดินเท้าจากที่จอดรถผ่านเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ได้สบายไหร่มาจนถึงน้ำตกชั้นที่ 2 ฉันยืนมองความสวยของที่นี่เขาก็มายืนข้าง ๆ 

“สวยค่ะ ขอบคุณนะคะที่พามา” ฉันบอกเขาแต่สายตาก็ยังจ้องมองไปที่น้ำตกตรงหน้า 

“ขอบคุณเราเหมือนกันนะ ถ้าไม่ใช่เราพี่ก็คงไม่คิดจะพาใครมาเที่ยวที่แบบนี้เหมือนกัน”

“ค่ะ” ฉันหันไปยิ้มหวานตอบข้อความเลี่ยน ๆ ของเขา ทำไมเหรอ? ผู้หญิงส่วนใหญ่กินง่ายแค่พาไปห้องน้ำในผับก็จบแล้วแบบนี้รึเปล่า 

“เราขึ้นไปดูชั้นอื่นกันต่อเลยไหมคะ”

“ดื่มน้ำก่อนครับ ชั้นต่อไปเจ้าหน้าที่ไม่ให้เอาอาหารขึ้นไป เดี๋ยวจะคอแห้ง” เขาพูดพร้อมกับเปิดขวดน้ำแล้วยื่นมาให้ฉัน

“ขอบคุณค่ะ” ฉันรับมาน้ำกระดกดื่มด้วยความกระหายพอสมควร เขาก็เทคแคร์ดูแลดีนะคะ ดีมากเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่รู้กิติศัพท์คงเคลิ้มแล้วก็หลงเสน่ห์เขาได้ไม่ยาก แต่บังเอิญว่าฉันรู้เช่นเห็นชาติมาก่อนไงคะก็เลยไม่เคลิ้ม

ฉันดื่มเสร็จเขาก็ยื่นมือมารับแล้วก็เอาไปกระดกดื่มต่อจนหมด นายนี่อยากจูบทางอ้อมกับฉันชัวร์! เพราะตอนที่เขายกขวดขึ้นกระดกเขามองฉันด้วยสายตาหวานเยิ้ม ตอนที่กระดกก็ยังมองเช่นเคย ส่วนฉันก็มองเขาแล้วก็แกล้งเสหน้าไปทางอื่นเหมือนอาย แต่ความจริงแล้วฉันหันหนีเพื่อแอบเบะปากต่างหาก

ตั้งใจส่งรหัสลับรึไงยะ ถ้าให้ฉันจูบกับผู้ชายที่จูบผู้หญิงมั่วไปหมดอย่างนายให้ฉันไปจูบขอบชักโครกยังง่ายกว่าเลย

“ไปกันเถอะครับ” เขาดื่มน้ำเสร็จก็เอาขวดไปทิ้งแล้วเดินกลับมาชวนฉัน แถมยังยื่นมือมาให้จับซะด้วย ปฏิเสธได้ไหมล่ะ ไม่ได้ไงคะ ไม่ได้ก็ต้องยอมจับ

ฉันเดินจับมือกับเขาแล้วก็เดินไปตามเส้นทางที่ขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้น ตลอดทางที่เดินสวนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นใครต่อใครก็ต่างมองมาที่ฉันกับเขาทั้งนั้น ภายนอกฉันไม่ปฏิเสธเลยค่ะว่าเวลาที่ฉันกับเขายืนคู่กันมันเรียกสายตาคนอื่นให้มองแล้วรู้สึกว่าเหมาะสมกันมากแค่ไหน แต่ภายในใจของฉันมันไม่ได้อยากยืนอยู่ตรงนี้ 

เมื่อไหร่ฉันจะเรียนจบซะที เรียนจบแล้วก็มีเวลาทำงานอย่างอื่นที่ทำให้ฉันมีเงินดูแลตัวเองได้จะได้ไม่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ โคตรฝืนใจตัวเองเลย 

“เหนื่อยรึเปล่า” เขาถามฉันด้วยประโยคนี้บ่อย ๆ แรก ๆ ฉันก็รำคาญนะคะ แต่พอเดินมาได้สักพักเส้นทางมันชวนให้เหนื่อยจริง ๆ การมีคนถามด้วยคำนี้ก็ทำให้ฉันหายเหนื่อยขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ มันแอบรู้สึกเหมือนเวลาที่ฉันเดินลำพัง เผชิญปัญหาจนเหนื่อย ท้อใจบ่อย ๆ แต่ไม่เคยมีใครถามฉันเลยสักครั้งว่าฉันเหนื่อยรึเปล่า

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครถามฉันด้วยน้ำเสียงห่วงใยแบบนี้เลยสักครั้งมั้งคะฉันก็เลยรู้สึกดีจนแทบหายเหนื่อย

“นิดหน่อยค่ะ” ฉันตอบเขาแล้วก็เช็ดเหงื่อเขาหันมามองแล้วก็ดึงฉันให้เดินเลี่ยงเข้าไปหาที่นั่งพักแถว ๆ นั้น

“พักก่อน” เขาบอกแล้วก็ถอดหมวกที่ฉันใส่ออกให้ ถอดแล้วเอานิ้วมาเกลี่ยผมทัดหูให้ฉันเบา ๆ จากนั้นก็เอาหมวกมาพัดให้ฉัน

“ไม่เป็นไรค่ะพี่มาร์คัส พี่ก็เหนื่อย” ฉันเกรงใจ ถึงฉันจะแอนตี้เขาอยู่บ้างแต่เขาก็ดูแลฉันดีมากนะคะ มันแค่แอนตี้เขาในบางเรื่อง แต่ฉันก็เกรงใจเขาเป็นเหมือนกัน

“พี่ไม่เหนื่อยหรอก ให้อุ้มเราเดินยังไหว” เขายิ้มให้ เป็นยิ้มอารมณ์ดี แต่ฉันก็ไม่ชินอยู่ดี ปกติไม่ค่อยมีผู้ชายคนไหนทำแบบนี้ให้มีแค่ไปกินข้าว ดูหนัง ช้อปปิ้งเท่านั้น

“ขอบคุณนะคะ”​ ฉันขอบคุณจากใจจริงถึงแม้ว่าเขาจะทำทั้งหมดนี้เพราะหวังเครมฉันก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเขาดูแลฉันอยู่ดีใช่ไหมล่ะ 

“ยินดีครับ เราอยากลงเล่นน้ำไหมล่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว”

“ไม่ดีกว่าค่ะไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามา” ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ เสียดายเหมือนกันมาทั้งที แต่ถึงเอาเสื้อผ้ามาและอยากลงเล่นมากแค่ไหนก็คงไม่เล่น เพราะมากับเขานี่คะ ถ้ามากับเพื่อนก็ว่าไปอย่างจะได้เล่นให้สนุกสุดเหวี่ยง เอาไว้เรียนจบแล้วจะเก็บเงินมาเที่ยวอีกรอบแล้วกัน

“เขามีเสื้อผ้าขาย พี่ก็ไม่ได้เอามา”

“ไม่เอาค่ะ พี่มาร์คัสใส่ได้ แต่ผู้หญิงมันไม่ได้มีแค่นั้นนะคะ”​ 

“อ่อ ฮ่า ๆ ๆ ขอโทษครับพี่ลืมนึกเลย ไปกันต่อเลยไหมใกล้ถึงแล้ว” เขาหัวเราะนิดหน่อยส่วนฉันก็หน้าแดงนิดหน่อยเช่นกัน ไม่ได้เขินเขาแต่มันอายที่พูดเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงให้ผู้ชายฟังต่างหาก

“ค่ะ”​ หลังจากนั้นฉันกับเขาก็เดินต่อ ไม่ถึง 200 เมตรก็เจอน้ำตกชั้นสุดท้าย ชั้นบนสุดน้ำตกไม่ได้ใหญ่หรือหวือหวาเหมือนชั้นแรก ๆ เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูง เบื้องหน้ามีสระน้ำขนาดเล็กจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกชั้นอื่น ๆ ได้ ถึงแม้ว่าจะเล็กความสวยไม่ได้ลดน้อยลงเลยค่ะ แต่ละชั้นมีความสวยงามในแบบของมัน แถมชั้นนี้เป็นชั้นบนสุดและเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ เริ่มไม่มีคน ไม่สิไม่มีคนเลยต่างหากเพราะตอนที่ฉันกับเขาขึ้นมามีแต่คนสวนทางเราลง มันก็ยิ่งทำให้ดูสวยมากขึ้น

“สวยมากเลยนะครับ”

“ค่ะ สวยมาก” ฉันกับเขายืนข้างกันแล้วก็มองไปเบื้องหน้าที่เป็นน้ำตก ไม่ได้สัมผัสน้ำแต่ก็รู้สึกเย็นสบาย บรรยากาศดีมาก ๆ ต้นไม้แถวนี้ชุ่มชื้น มีผีเสื้อสวย ๆ บินไปมาบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี

“พี่อยากลองเอาเท้าจุ่มน้ำ ไปกับพี่หน่อย นั่งแช่ขากันจะได้หายเหนื่อย”​ เขากระตุกมือทำให้ฉันต้องถอดรองเท้าแล้วก็เดินบนพื้นที่เป็นหินตามเขา

“มิ้นท์กลัวค่ะ มันมีปลา” มีปลาที่เรียกว่าปลาอะไรไม่รู้เต็มไปหมด ฉันเห็นคนที่เล่นน้ำร้องกรี๊ดตกใจกันหลายคนเพราะปลามันไปตอดขาตอดเท้า

“ฮ่า ๆ ๆ คิดซะว่าทำสปาเท้าครับ มันไม่กัดหรอก”​ เขาหัวเราะอารมณ์ดีแล้วก็หันมามองฉันที่เดินไปก็กลัวรื่นไปจนสุดท้ายก็ถึงกิ่งไม้ที่เลื้อยลงมาจนสามารถทำเป็นที่นั่งสำหรับแช่เท้าได้พอดี จากนั้นเราก็นั่งลงแล้วเอาขาลงไปในน้ำ

“อุ้ย!” ฉันเอามือจับกิ่งไม้แน่นเพราะกลัวตก ขาก็พยายามตีไปมาเบา ๆ เพื่อไม่ให้ปลาเข้ามาตอดขาได้ แต่มันก็มาตอดขาฉันอยู่ดี

“ฮ่า ๆ ๆ นี่พี่พาเรามาทรมานรึเปล่า ขึ้นกันดีกว่าพี่สงสาร”

“มันก็เย็นดีนะคะแต่กลัวจริง ๆ” ฉันตอบเพื่อรักษาน้ำใจเขา เพราะเขาอุตส่าห์พามานี่

“เดี๋ยวครับมิ้นท์” ฉันกำลังจะยืนขึ้นแต่เขากลับเรียกแล้วก็ดึงมือฉันเอาไว้ซะก่อน

“คะ”

“เรา...” เขามองหน้าฉันพูดแค่นั้นแล้วก็นิ่งไป

“มีอะไรเหรอคะ” ฉันไม่แน่ใจว่าที่เห็นอาการของเขาตอนนี้คืออะไร เรียกว่าประหม่าได้รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ

“เรา...คบกับพี่ได้ไหม”

“เอ่อ...” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะคะที่มีคนมาขอคบ ทุกครั้งและทุกคนที่ฉันเข้าไปในชีวิตพวกเขาต่างก็ขอฉันคบทั้งนั้น

“พี่ไม่เคยรู้สึกกับใครแบบมิ้นท์มาก่อน พี่ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกนี้มันเกิดได้ยังไง พี่ไม่ขอบอกแต่ขอทำให้มิ้นท์เห็นได้ไหม พี่ไม่อยากไปไหนมาไหนด้วยกันแบบไม่มีสถานะแล้ว พี่อยากรู้จักมิ้นท์มากกว่านี้เพราะพี่รู้สึกว่าตอนนี้มิ้นท์มีกำแพงกับพี่อยู่ แล้วที่สำคัญพี่อยากจับมือมิ้นท์แล้วบอกทุกคนว่าคนนี้เป็นแฟนพี่ คบกับพี่นะครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป