บทที่ 10 เรื่องที่ตกลงกัน
จอมพลตื่นขึ้นมาในช่วงสายของวันแต่เพราะผ้าม่านผืนใหญ่ที่ยังปิดสนิทอยู่ทำให้ภายในห้องออกจะมืดสลัวแม้แสงอาทิตย์ด้านนอกจะเจิดจ้า พร้อมด้วยอาการปวดศีรษะ กว่าจะปรับโฟกัสสายตาได้และตอนที่เห็นสภาพห้องนอนของตัวเองก็แทบตกใจ
ผ้าปูที่นอนที่ยับย่นบ่งบอกถึงศึกสงครามสวาทอันหนักหน่วงเมื่อคืนได้อย่างดี รวมถึงเสื้อผ้าตัวเองที่ถูกถอดทิ้งไว้เกลื่อน และยังจะเครื่องป้องกันที่โยนทิ้งไว้ข้างเตียง
ฝ่ามือใหญ่เท้าแขนลงที่เตียงจนสัมผัสได้ถึงอะไรเล็กๆ บางอย่าง เปิดไฟหัวเตียงดูจึงได้เห็นว่ามันเป็นกระดุม
จอมพลได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆ ให้ตัวเอง นี่เขาต้องเมาเบอร์ไหนถึงขนาดฉีกชุด...
ชุดของเด็กที่ไอ้พุฒิหามาให้ แต่ความรู้สึกบางอย่างมันไม่ชัดเจนแบบนั้น ภาพที่ประมวลผลได้ในตอนนี้มันออกจะคลุมเครือ จนเขาต้องรีบค้นหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงตัวเมื่อคืน
เปิดผ้าม่านผืนใหญ่ให้แสงส่องเข้ามาในห้อง ระหว่างรอคนปลายสายรับโทรศัพท์
"ไอ้พุฒิ เด็กมึงเมื่อคืน แม่งสุดยอดเลยว่ะ"
(สุดส้นตีนน่ะซิ ไอ้เหี้ยเมาจนไม่รับสายกู อีเด็กนั่นนั่งรอที่ล็อบบี้เกือบชั่วโมง จนแม่งโวยกลับไปก่อน)
จอมพลใจหายวาบ ภาพบางภาพเริ่มแจ่มชัดขึ้นในความทรงจำ เพียงแต่ยังไม่ทั้งหมด มันมีบางช่วงที่ความเมาทำให้ภาพตัดหาย
ไอ้กวาง...พลันคนในความคิดก็ชัดขึ้น
"เออ กูขอโทษทีว่ะ เดี๋ยวกูให้ค่าเสียเวลาน้องเขา โอนเข้าบัญชีมึงนะ จัดการให้กูด้วย แต้งกิ้วว่ะเพื่อน"
(เออๆ)
จอมพลเปิดประตูห้องสถาปนิกเข้าไปโดยไม่เคาะ โพล่งเสียงออกมาจนอีกสองคนที่อยู่ในห้องตกใจ
"ไอ้กวางไปไหน"
"ไอ้กวางไปไซต์ ไม่เข้าออฟฟิศ" ยศกรเป็นคนตอบ
"มันไปไซต์ไหน"
"ไซต์ที่ปทุม" นั่นหมายถึงไซต์งานของคุณแอม
"แล้วนั่นมึงจะออกไปไหน เซ็นเอกสารให้กูก่อน" ศรัณเห็นท่าทางรีบร้อนของมัน จึงรีบเรียกไว้ แต่ก็ไม่ทันเมื่อจอมพลแทบจะพุ่งตัวออกจากห้องนั้นไป
"รีบร้อนห่าอะไรของมัน"
จอมพลจอดรถสปอร์ตคันหรูข้างๆ รถเก๋งของเธอที่หน้าไซต์ จึงได้รู้ว่าวันนี้เจ้าตัวไม่ได้ขับบิ๊กไบก์มา
จอมพลเดินเร็วๆ เข้าไปที่สำนักงานชั่วคราวก็ไม่เห็นผู้ช่วยโครงการนี้อยู่ภายในห้อง
"เห็นคุณกวางไหม"
"เข้าไปที่ไซต์ก่อสร้างครับ"
อาคารสำนักงานทรงโมเดิร์นสูงแปดชั้น จอมเดินหาที่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้นสามก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา จนขึ้นมาถึงชั้นสี่ เห็นเจ้าตัวกำลังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตรงรอยร้าวที่เกิดจากการฉาบปูนไม่ดี เขาจึงหยุดยืนพิงกรอบประตูอยู่ทางเข้า เห็นเธอเดินจากจุดนั้นไปอีกจุดในมุมเสาที่เขาเหลือบสายตามองก็รู้ว่ามันไม่ได้สเปกตามแบบจึงได้เห็นเธอถ่ายรูปนั้นไปอีก
"อะแฮ่ม..."
กวินนาตกใจกับเสียงกระแอมคุ้นหู หันกลับไปมองเห็นคนตัวสูงที่ยืนพิงขอบประตูในท่าสบายๆ เกือบจะทำสีหน้าไม่ถูก
"อ้าว มีไร" เอ่ยถามเสร็จก็รีบหันหน้ากลับมาสนใจรอยร้าวตรงหน้าราวกับมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
"เมื่อคืน..."
แค่เขาเกริ่นเรื่องขึ้นหัวใจเธอก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที ได้แต่รอลุ้นว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
"เมื่อคืน...ขอบใจนะที่ไปส่ง ขอโทษทีเมามากไปหน่อย"
"อือ"
"แล้วกลับไปตอนไหน"
"ส่งมึงเสร็จก็กลับนั่นแหละ"
"เหรอ" คำตอบของจอมพลทำให้เธอหัวใจหล่นวูบอีกครั้ง ได้แต่หวังว่ามันจะคิดว่าเธอคือเด็กที่มันเรียกมา หรือไม่ก็ขอให้มันจำอะไรจากนั้นไม่ได้ไปเลย
"แล้วทำไมวันนี้ไม่ขี่บิ๊กไบก์มา"
"มันร้อน"
"ร้อน" จอมพลทวนคำตอบของเธอ พลางเลิกคิ้วขึ้นสูง
"กูก็อยากขับรถแอร์เย็นๆ มั่งไม่ได้หรือไง"
"ก็ไม่ได้ว่าอะไร ดูร้อนตัวนะ"
"อะไรของมึงเนี่ย พูดเรื่องเหี้ยอะไร มาถึงนี่มาถามกูเรื่องพวกนี้นะ วันหลังมึงโทรมาก็ได้"
"ก็แค่สงสัย เลยถาม"
"ถามเสร็จแล้วก็หลบ กูจะขึ้นไปชั้นห้า"
กวินนาเดินมาถึงประตูแต่เพราะคนตัวใหญ่ที่ยืนขวางอยู่ตรงนั้น ทำให้เธอยังไม่สามารถจะผ่านออกไปได้
"ทำไมวันนี้ใส่กระโปรง"
"เอ๊ะ ไอ้นี่ มีปัญหาอะไรกับกูนักหนา"
"พูดจาให้มันดีๆ หน่อยซิ"
"เป็นบ้าอะไรของมึง กูก็พูดปกติ ถ้าว่างมากก็ไปเล่นกับไอ้รัณ ไอ้ยศโน่น กูไม่ว่าง"
"มานี่เลย เรามีเรื่องต้องคุยกันให้รู้เรื่อง"
จอมพลจับต้นแขนเธออย่างแรงให้เดินตามเข้าไปด้านใน ที่เธอเพิ่งจะเดินออกมาเมื่อครู่ ห้องเล็กห้องหนึ่งภายในอาคารใหญ่ดูออกจะลับสายตาคนไม่น้อย เพราะตอนนี้คนงานกำลังทำอยู่ที่ชั้นหก
ในตอนนี้กวินนาใจหายวาบขึ้นมา คล้ายจะพอเดาได้ว่าเรื่องที่มันอยากพูดคือเรื่องอะไร
ในเมื่อหนีไม่ได้ ก็ต้องเผชิญหน้า
"มีอะไรก็ว่ามา"
เธอเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือใหญ่ที่จับต้นแขนไว้ แต่ก็สะบัดไม่หลุด จอมพลจึงได้ดันตัวเธอยืนชิดผนังห้องที่ฉาบเสร็จแล้ว แต่ยังไร้สี
"เมื่อคืนคนที่อยู่บนเตียง ใคร?"
"เหี้ยอะไรของมึง นอนกับใครจนจำไม่ได้หรือไง"
"จำได้" กวินนาค่อยๆ เงยหน้ามองคนตัวสูง เห็นดวงตาคมสีเข้มหรี่ตามองเธอจนน่ากลัว
"ว่านอนกับเธอ" คำพูดที่เขาพูดต่อทำเธอตาโตขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปรับสายตาตื่นตกใจให้เรียบนิ่ง
"พูดเรื่องบ้าอะไรของมึง" แม้จะถูกจับได้ แต่ก็ยังไม่อยากยอมรับ เผื่อคนเมามันจะยังสับสน
"เรื่องบ้างั้นหรือ งั้นนี่รอยอะไร"
จอมพลกระชากเสื้อเชิ้ตตัวสวยของเธอจนกระดุมหลุดออกมาสองเม็ด เผยให้เห็นรอยสีแดงเป็นจ้ำที่หน้าอกหลายรอย กวินนาหน้าเห่อแดงขึ้นทันตา รีบคว้าคอเสื้อเข้าหากัน อีกมือก็ผลักคนตัวสูงตรงหน้าอย่างแรงแต่มันก็ไม่ขยับไปทางไหน
"ต้องให้บอกอีกไหมกวาง ว่ามันมีรอยตรงไหนอีกบ้าง และวันนี้ไม่ขี่บิ๊กไบก์มาก็เพราะยังเจ็บอยู่ใช่ไหม รวมถึงต้องใส่กระโปรงนั่นด้วย"
จอมพลลูบมืออยู่แถวต้นขาของเธอ เขาจำได้ว่ายังได้ฝังรอยจูบหนักๆ ไว้ที่แถวขาอ่อนเธอด้วย
กวินนาตกใจรีบยกหัวเข่ากระทุ้งใส่คนตัวสูงด้วยสัญชาตญาณ แต่จอมพลคว้าต้นขาเรียวนั้นไว้ได้ทัน เมื่อจับได้ก็รั้งไว้แบบนั้น ทำให้กระโปรงตัวสวยที่ยาวเหนือเข่าเล็กน้อย ถลกร่นขึ้นไปจนเห็นขาอ่อนและรอยแดงๆ ที่ว่า
สองมือของเธอจึงรีบจับต้นแขนเขาไว้เพราะกลัวจะล้มลง
"ปล่อยนะไอ้บ้านี่"
"เรามาคุยเรื่องนี้กันดีๆ"
"ว่ามา" เมื่อจนมุมก็ต้องยอมคุยกับมัน
พอต้อนเธอจนมุมได้ ภาพหวานเมื่อคืนก็หวนขึ้นในความทรงจำอย่างช่วยไม่ได้ ยอมรับว่าขนาดเมาจนเกือบจะจำไม่ได้ แต่ทุกท่วงทำนองลีลามันกลับแจ่มชัดตราตรึงถึงอกถึงใจ
และเรื่องที่จะพูดกับเธอต่อจากนั้น กลายเป็นเขาเองที่พูดไม่ออกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ต่างคนต่างใช้ชีวิตปกติ เรื่องเมื่อคืนถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น" และก็เป็นเธอที่เอ่ยข้อตกลงนั้นออกมา เมื่อเห็นคนตรงหน้าพูดไม่ออก
กวินนาพอจะเข้าใจความรู้สึกเขา เพราะความเป็นเพื่อนกันมาเกือบสิบปี อยู่ๆ เกิดเรื่องน่าละอายจนแทบจะมองหน้ากันไม่ติด ถ้าไม่ทำให้เรื่องนี้ปล่อยผ่าน มันคงยากที่ทั้งเธอและเขาจะอยู่ร่วมงานกันต่อไป
เธอก็ผิด ผิดที่ยอมปล่อยใจให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้น แต่เพื่อรักษาสถานะความเป็นเพื่อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันก็ควรจบลงตรงนั้น
มือใหญ่ที่รั้งขาเธอไว้ในท่าวาบหวิวถูกปล่อยลง เมื่อได้ยินเธอพูดขึ้นมาแบบนั้น เขาไม่ได้คิดแบบนั้น แต่แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้อีกเช่นกันว่าควรจะต้องทำอย่างไร ตั้งแต่ได้ฟังไอ้พุฒิบอกเรื่องเด็กที่เรียกมา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่นอนครวญครางบนเตียงเขาเมื่อคืนก็คือ ไอ้กวาง
คิดได้แค่นั้นก็ตรงดิ่งมาถึงนี่ คิดแค่อยากได้คำตอบให้แน่ใจ แต่พอคำตอบตรงหน้าชัดเจน เรื่องที่คิดอยากจะพูดกลับพูดไม่ออก
เมื่อเห็นเขายังยืนเงียบ กวินนาก็รีบเดินหนีออกมา แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาพ้นคนตัวใหญ่ เขาก็ถอดแจ็กเกตตัวใหญ่คลุมไหล่ให้เธอ เพราะไอ้เสื้อตัวสวยมันเปิดจนเห็นร่องอกอิ่ม
กวินนาเดินตรงขึ้นไปที่ชั้นหกที่คนงานกำลังทำงาน ทั้งที่คิดจะตรวจงานที่ชั้นห้าให้เสร็จจึงได้ละไว้ก่อน เพราะกลัวจอมพลจะตามมาพูดเรื่องไร้สาระอีก
จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเธอได้คุยกับโฟร์แมนคุมงานเสร็จ กลับลงมาที่สำนักงานชั่วคราวก็ไม่เห็นเขาอีกแล้ว และช่วงบ่ายเธอก็อยู่ทำงานที่ไซต์งานแห่งนี้ ไม่ได้กลับออฟฟิศอีก
แต่การจะหนีหน้าเจ้านายเธอทุกวันก็คงจะทำไม่ได้ ในวันรุ่งขึ้นที่เธอเข้าออฟฟิศ ก็คงเพียงทำงานในส่วนของตัวเองที่ได้รับมอบหมายมา
และยังจะโปรเจกต์สนามแข่งที่ต้องเร่งมือขึ้นอีก
พลังงานชีวิตที่สูญเสียไปในช่วงสัปดาห์นี้จึงดูจะหนักหน่วงไม่น้อย แม้กับจอมพลจะได้เจอกันน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่เจอกันหรือต้องพูดคุยแม้จะแค่เรื่องงาน มันก็ทำเธอสูญเสียพลังงานอย่างหนัก ความรู้สึกหลากหลายที่ถูกเก็บกดไว้ ณ ตอนนี้ มันดูจะหนักหนาสาหัสกว่าการแอบรักข้างเดียวมาเก้าปีเสียอีก
สุดสัปดาห์นี้เธอจึงได้แต่กลับบ้านต่างจังหวัดหวังจะใช้เซฟโซนเป็นที่เยียวยาจิตใจ และมันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ
"เมื่อวานพ่อเราโทรมา"
เสียงแม่ที่เอ่ยเล่าเรื่องราวให้ฟัง ทำให้เธอรู้ว่าพ่อโทรมาเพราะอะไร ในหนึ่งปีพ่อเธอจะโทรหาแม่สองครั้ง เพื่อที่จะโอนเงินค่าใช้จ่าย หรือจะเรียกว่าค่าเลี้ยงดูก็ไม่ผิดนัก
เธอเป็นลูกนอกสมรสของคุณประจักษ์ นักธุรกิจที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เพราะความผิดพลาดของแม่ในวัยสาวทำให้เธอเกิดมาพร้อมกับกองเงินกองทองที่พ่อประเคนให้ แต่มันกลับแลกมาด้วยการชดเชยที่เธอไม่เคยได้รับความดูแลเอาใจใส่จากพ่อ ส่วนเรื่องความรักเธอพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะอย่างน้อยตลอดเกือบสามสิบปีที่ผ่านมาพ่อก็ยังดูแลส่งเสียแม่กับเธอมาจนถึงทุกวันนี้
"ว่าไงบ้างคะ" คำถามที่ถามเหมือนชวนคุยธรรมดา ไม่ได้คาดหวังในคำตอบ
"พ่อเขาให้เดียร์เข้าไปหาเขาที่บริษัทหน่อย" แต่คำตอบที่ได้ฟัง กลับทำเธอตกใจไม่น้อย
"พ่อมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ"
"เห็นว่าจะคุยเรื่องงานนั่นแหละ"
พอเป็นเรื่องงาน ก็ทำเธอได้ผ่อนลมหายใจออกบ้าง ก่อนจะเอนตัวนอนหนุนตักแม่ที่ตั่งไม้สักตัวใหญ่นอกชานบ้านชั้นสอง
"แม่รักพ่อไหมคะ"
"ก็ต้องรักซิ ไม่งั้น เดียร์ จะชื่อเดียร์หรือไง"
"แม้จะไม่ได้อยู่กับพ่อน่ะหรือคะ"
"อือ ความรักมันมีหลายรูปแบบ โตแล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือไงเรา"
"เข้าใจค่ะ แต่กำลังคิดว่าแม่ทำใจได้อย่างไร"
ไม่มีคำตอบจากปากแม่กิ่ง เธอเห็นเพียงดวงตาคู่สวยสั่นไหวเพียงนิดก่อนที่มันจะจางหายไป แม้จะผ่านกาลเวลาจนหนังตารอบๆ
ดูหย่อนคล้อยลงบ้างแล้ว แต่แววตาคู่นั้นก็ยังเจิดจ้าฉายแววมั่นคง เธอได้แต่หวังว่าจะทำได้อย่างแม่สักครั้ง
