บทที่ 1 ต้องแต่งงาน

@บ้านพัชระเมธากุล

บรรยากาศยามสายของวันหยุดสุดสัปดาห์ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอันแสนสงบสุข ทว่าภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารของตระกูลพัชระเมธากุลกลับอบอวลไปด้วยความเร่งรีบและเสียงฝีเท้าที่เดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าห้องนอนของลูกสาวคนสวย

10:30 AM

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...!

เสียงเคาะประตูดังติดต่อกันหลายครั้งด้วยจังหวะที่คุ้นเคย ก่อนที่เสียงแหบพร่าด้วยความเอ็นดูของแม่บ้านเก่าแก่จะดังแทรกผ่านบานประตูเข้ามา

"คุณหนูคะ... ตื่นได้แล้วค่ะคุณผู้หญิงให้ป้ามาปลุกค่ะ"

ร่างบางที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนานุ่มขยับตัวพลิกซ้ายพลิกขวาด้วยความงอแงเล็กน้อย ดวงตากลมโตค่อย ๆ ปรือขึ้นมารับแสงแดดอ่อน ๆ ที่เล็ดลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้อง

"ค่า... ป้านมเดี๋ยวหนูอาบน้ำแต่งตัวลงไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ" นรินดาตะโกนตอบกลับออกไปด้วยน้ำเสียงงיתงัวเงียเล็กน้อยจากอาการง่วงนอน

(Talk: นรินดา)

วันนี้เป็นวันที่ฉันตั้งใจเอาไว้เป็นดิบเป็นดีเลยค่ะว่าจะนอนตื่นสายโด่งให้หนำใจ ชดเชยความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนักหน่วงตลอดทั้งสัปดาห์ เพราะคิดว่านี่คือวันหยุดยาวที่ไม่มีแพลนจะต้องออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไหน ฉันตั้งอกตั้งใจว่าจะใช้วันหยุดนี้ให้คุ้มค่าและมีความสุขกับการนอนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายความฝันอันสวยงามก็ต้องพังทลายลง เพราะเสียงเคาะประตูปลุกของป้านมแท้ ๆ เลยเชียว!

หลังจากจัดการอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ ฉันก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยความสงสัยแกมง่วงเหงาหาวนอน ว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงมีเสียงเรียกตัวด่วนจากคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้าในเวลาสายปานนี้

"มีอะไรเหรอคะคุณแม่... เรียกินมาพบแต่เช้าแบบนี้ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?" ฉันเอ่ยถามพลางหย่อนตัวลงนั่งลงบนโซฟาตัวยาวในห้องรับแขก

คุณแม่และคุณป๊านั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สีหน้าของท่านทั้งสองดูแปลกไปจากทุกที มันมีความกังวล ความอึกอัด และความลังเลฉายชัดอยู่บนแววตา จนฉันเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย

"เอ่อ... คือว่านะรินลูก... ป๊ากับม๊ามีเรื่องสำคัญบางอย่างอยากจะปรึกษาและคุยกับเราน่ะลูกนะ" คุณพ่อเริ่มต้นเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติผิดวิสัย

"เรื่องอะไรเหรอคะ? ท่าทางดูเคร่งเครียดกันจัง มีอะไรว่ามาได้เลยค่ะรินรับฟัง" ฉันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยระคนระแวง

"คือ... ป๊ากับม๊ามีสัญญาใจกับเพื่อนสนิทเอาไว้ตั้งแต่สมัยพวกท่านยังหนุ่มสาวว่า ถ้าฝั่งเรามีลูกสาวและฝั่งโน้นมีลูกชาย เมื่อไหร่ที่ลูกสาวของเราอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์และเรียนจบการศึกษาแล้ว... เราจะต้องให้เด็กทั้งสองคนแต่งงานกันเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์อันดีงาม" คุณแม่เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเว้าวอน

"เพื่อเป็นการดองทองแผ่นเดียวกันและเสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจของครอบครัวเรานะลูก... ทำเพื่อม๊าสักครั้งเถอะนะลูกนะ ถือว่าม๊าขอร้องล่ะ..."

ปึง!!

เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางใจฉันในวินาทีนั้น สมองตื้อตันจนแทบหยุดทำงาน หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวระคนกัน

"อะไรนะคะ...แต่งงานเหรอคะ!? นี่ม๊ากับป๊าล้อรินเล่นใช่ไหมเนี่ย!" ฉันโวยวายเสียงดังลั่นบ้านทันทีด้วยความเหลืออด

"ไม่ค่ะ! ยังไงรินก็ไม่แต่งเด็ดขาด! ชีวิตของริน รินต้องเป็นคนเลือกเองสิคะ ทำไมต้องเอาอนาคตและความสุขของรินไปผูกติดกับสัญญาบ้าบออะไรนั่นด้วย รินไม่ยอมหรอกนะ!"

"แต่แกต้องแต่ง!! ป๊าเป็นคนให้สัญญาไว้แล้ว ป๊าไม่มีทางตระบัตสัตย์ผิดสัญญากับฝั่งนั้นเด็ดขาด!" คุณพ่อเริ่มเสียงดังขึ้นตามอารมณ์ที่เริ่มคุุกรุ่นเมื่อลูกสาวปฏิเสธเสียงแข็ง

"นี่ป๊ากล้าตะคอกใส่เสียงใส่รินหรอคะ... ป๊าไม่เคยทำแบบนี้กับรินเลยนะ! ฮือ... ใจร้ายที่สุด!" น้ำตาคลอเบ้าไหลรินอาบแก้มนวลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

"ยัยริน! ยัยริน! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะเด็กคนนี้นี่!" คุณพ่อตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่นบ้าน เมื่อฉันหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีขึ้นบันไดห้องนอนทันทีด้วยความเสียใจ

ฉันรีบก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาในห้องนอน คว้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่แล้วกวาดเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ยัดใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ ด้วยความโกรธระคนเสียใจ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะหอบเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านหลังนี้ เพื่อไปตั้งหลักอยู่ที่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ป๊าเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่ผ่านมาซะให้เข็ด!

ก๊อก ๆ ๆ ๆ...!

ขณะที่ฉันกำลังหัวเสียกับการยัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า เสียงเคาะประตูก็ดังรัวขึ้นติดต่อกัน พร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคยที่ดังลอดเข้ามา

"ริน... รินลูก... เปิดประตูให้ม๊าก่อนนะคนสวย ม๊าขอร้องล่ะ เปิดประตูคุยกับม๊าหน่อยนะลูกนะ..."

เฮ้อ... เสียงม๊านั่นเอง ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจนใจ ถึงจะโกรธป๊าแค่ไหนแต่กับม๊าฉันก็ใจแข็งไม่ค่อยลงอยู่ดี

"ม๊ามีอะไรคะ? ถ้าม๊าจะมาพูดเรื่องแต่งงานบ้าบอนั่นอีก รินบอกเลยนะคะว่ารินไม่แต่งเด็ดขาด ไม่มีวันเปลี่ยนใจด้วยค่ะ!" ฉันตะโกนตอบกลับไปผ่านบานประตู

เสียงข้างนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ม๊าจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและยอมผ่อนปรนลงอย่างเห็นได้ชัด

"ม๊ายังไม่บังคับให้หนูแต่งงานตอนนี้ก็ได้ลูก... แต่ว่าพรุ่งนี้ หนูยอมไปดูตัวกับพี่เขาหน่อยได้ไหมคะคนสวย? ถ้ารินไปเจอหน้าแล้วไม่ชอบพี่เขา ไม่ถูกใจเขาจริง ๆ ม๊าก็จะไม่บังคับและจะยกเลิกเรื่องนี้ให้ทันทีเลย หนูยอมไปให้ม๊าหน่อยนะลูกนะ ถือว่าไปทานข้าวเป็นเพื่อนม๊าก็ได้ ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ม๊าไม่ห้ามแน่นอน"

ฉันนิ่งคิดทบทวนคำพูดของม๊าครู่หนึ่ง... เออ อย่างน้อยการไปดูหน้าเพื่อให้จบ ๆ ไปแล้วปฏิเสธด้วยเหตุผลทีหลัง ก็น่าจะดีกว่าการหนีออกจากบ้านไปดื้อ ๆ แบบนี้ล่ะนะ

"เดี๋ยวค่ะม๊า... ถ้ารินไปดูตัวด้วย พรุ่งนี้ต้องไปวันไหนและเวลากี่โมงคะ?" ฉันเอ่ยถามผ่านประตูออกไป

เมื่อได้ยินคำถามนั้น คุณแม่ที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ถึงกับคลี่ยิ้มกว้างออกมาทันทีด้วยความดีใจ

"พรุ่งนี้ เจ็ดโมงเช้าค่ะคนสวย!"

"โอเคค่ะรินจะยอมไปตามนัด... แต่ม๊าต้องจำคำพูดของตัวเองไว้นะคะว่าถ้ารินไปแล้วไม่ชอบเขา จะต้องไม่มีงานแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด!"

"ตกลงจ่ะลูกรัก! ม๊าไปบอกข่าวดีนี้กับป๊าก่อนนะ ฝันดีนะจ๊ะคนสวยของม๊า"

ฟอดดดดด...! เสียงหอมแก้มผ่านอากาศดังแว่วมา

"ฝันดีเช่นกันค่ะม๊า..." ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าจากการปะทะคารมเมื่อครู่

@ศิริพันธ์วราธร

ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์หรูอีกแห่งหนึ่งของตระกูลศิริพันธ์วราธร บรรยากาศช่วงสายวันเดียวกันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสนามรบขนาดย่อมเลยแม้แต่น้อย

(Talk: มาติณห์)

อะไรนะครับบบบ...!?

ผมแทบสำลักน้ำลายตัวเองทันทีที่ได้ยินประโยคประกาศิตจากปากผู้เป็นพ่อ "ผมไม่แต่งงานนะป๊า! ป๊าจะมาคลุมถุงชนหาคู่ชีวิตให้ผมตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้นะ สมัยนี้มันยุคไหนกันแล้ว!"

"แต่แกต้องแต่ง!! ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น!" คุณพ่อตบโต๊ะเสียงดังลั่นห้องทำงาน "ฉันไปให้สัญญาผูกมัดเอาไว้กับเพื่อนสนิทฝั่งโน้นแล้ว ฉันไม่มีวันตบหน้าตัวเองโดยการผิดสัญญาเด็ดขาด!"

"แล้วอีกอย่างนะ... แกควรจะเลิกนิสัยเจ้าชู้กินไม่เลือกแบบนี้เสียที ต่อไปนี้แกกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝาและต้องสร้างครอบครัว" คุณพ่อเทศน์ยาวเหยียดด้วยสีหน้าจริงจัง

"แกจะมาทำตัวเหลวแหลก สำมะเลเทเมา เที่ยวผู้หญิงไม่เลือกหน้าเหมือนเดิมอีกไม่ได้แล้วนะไอ้ลูกคนนี้!"

ผมยืนกุมขมับด้วยความหงุดหงิดพลางสบถในลำคออย่างหัวเสีย ชะตาชีวิตบ้าบออะไรวะเนี่ย อยู่ ๆ ก็จะมาบังคับให้แต่งงานกับใครก็ไม่รู้ที่หน้าตาก็ยังไม่เคยเห็น!

"ม๊า...! ม๊าอยู่ไหนเนี่ย... ช่วยลูกด้วย!" ผมตะโกนเรียกหาคุณแม่ผู้เป็นที่พึ่งสุดท้ายลั่นบ้าน

"ม๊าแกไม่อยู่หรอก... ออกไปตรวจความเรียบร้อยที่ร้านเพชรสาขาใหญ่โน่น" เสียงป๊าตอบกลับมาอย่างไม่ยี่หั่น

"อ้าวนั่นไง... พูดถึงก็เดินมาพอดีเลย"

คุณแม่เดินหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอเห็นผมยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ก็เอ่ยทักขึ้นทันที

"เอ๊ะ... ใครกันนะตะโกนเรียกชื่อม๊าซะเสียงดังลั่นบ้านเชียว หูแทบแตกแน่ะ"

"ม๊าค้าบ... ช่วยผมด้วยนะ ป๊าจะบังคับให้ผมแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ ผมไม่แต่งนะม๊า!" ผมรีบพุ่งเข้าไปฟ้องคุณแม่ทันที

แต่อนิจจา... ความหวังของผมพังทลายลงในพริบตา เมื่อคุณแม่ยิ้มหวานแล้วตบไหล่ผมเบา ๆ

"เรื่องนั้นม๊ารู้เรื่องดีจ่ะ... และม๊าก็ช่วยอะไรแกไม่ได้หรอกนะ เพราะแกจำเป็นจะต้องแต่งงานกับลูกสาวเพื่อนสนิทของม๊าตามสัญญา"

"ไม่เอาหน่าม๊า! ผมไม่แต่ง! ยังไงก็ไม่แต่งเด็ดขาด!" ผมโวยวายเสียงดังลั่น

"ถ้างั้น... ฉันจะสั่งอายัดบัญชีและสั่งปิดคาสิโนในเครือทั้งหมดของแกให้เกลี้ยงซะเดี๋ยวนี้เลยดีไหมล่ะ!" คุณพ่อขู่เสียงกร้าวด้วยสายตาเฉียบคม

"ป๊าาาา... ป๊าจะทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะ! ป๊าทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ! ม๊าดูป๊าสิ ม๊าไม่ยอมให้ป๊าทำแบบนี้กับผมนะ!" ผมหันไปขอความเห็นใจจากคุณแม่สุดที่รัก

"ถ้างั้นลูกก็ต้องยอมแต่งงานกับน้องเขาง่าย ๆ ซะ... ดีไหมล่ะจ่ะ?" คุณแม่พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยรอยยิ้มใจดี

"ไม่ครับ! ถ้าป๊าอยากจะปิดคาสิโนหรือยึดอะไรก็เชิญตามสบายเลย! ถึงไม่มีคาสิโนพวกนั้น ผมก็ยังมีธุรกิจสีขาวตั้งมากมายมหาศาล ไหนจะบริษัทนำเข้าส่งออกอีกตั้งหลายแห่ง ผมไม่มีวันอดตายหรอกน่า!" ผมเชิดหน้าปฏิเสธเสียงแข็งอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดของป๊า

คุณพ่อหรี่ตามองผมด้วยรอยยิ้มเยาะ "หึ... แล้วธุรกิจค้ายาเสพติดกับค้าอาวุธสงครามเถื่อนที่แกแอบทำอยู่เบื้องหลังล่ะวะ... ถ้าตำรวจกองปราบรู้เข้า ไม่ติดคุกหัวโตหัวดำหัวแดงคาตาราง ก็โชคดีแค่ไหนแล้วไอ้ลูกชายตัวแสบ!"

ผมชะงักกึกไปชั่วขณะ... เออวะ ลืมคิดข้อนี้ไปสนิทเลยแฮะ แต่ถึงอย่างนั้นมาเฟียใหญ่อย่างผมก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นง่าย ๆ หรอกน่า

"ผมไม่กลัวหรอกครับป๊า... มือระดับผมแล้ว ใครมันจะกล้าบุกเข้ามาจับมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลอย่างผมกันล่ะ" ผมยักไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

คุณพ่อมองผมด้วยสายตารังเกียจแกมสมเพช "แค่คิดจะต่อรองกับฉัน แกก็โง่สิ้นดีแล้วไอ้ลูกไม่รักดีเอ้ย!"

"เอาหน่าลูกชาย... อย่าเพิ่งหัวเสียไปเลยนะ" คุณแม่รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ตึงเครียด "ถ้าลูกยังไม่อยากจะตกลงปลงใจแต่งงานทันทีตอนนี้ อย่างน้อยก็ไปลองเปิดใจดูตัวทำความรู้จักกับน้องเขาก่อนสักครั้งเถอะนะจ๊ะ... ม๊าขอร้องทำเพื่อม๊าสักครั้งเถอะนะลูกนะ พรุ่งนี้แม่นัดหมายทางโน้นไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนเจ็ดโมงเช้า... ห้ามสาย ห้ามเรท และห้ามเบี้ยวเด็ดขาด! ไปเจอกันที่ห้างสรรพสินค้า โซนลักชูรี!"

"โธ่ม๊า... ทำไมต้องเป็นพรุ่งนี้เช้าตรู่ขนาดนั้นด้วยเล่า ผมยังไม่อยากไป!" ผมโวยวายเสียงหลง

"แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ! นี่คือคำสั่งเด็ดขาดจากแม่แก!" คุณพ่อตัดบทเสียงเข้ม

"แล้วทำไมม๊าถึงไม่ให้ยัยอีฟลินน้องสาวผมแต่งงานกับลูกชายบ้านโน้นแทนล่ะครับแม่? ทำไมต้องเป็นผมด้วยเล่า!" ผมพยายามหาทางหนีทีไล่โบ้ยความซวยไปให้น้องสาวจอมแสบ

"ก็น้องมันยังเด็กเพิ่งจะอายุ 20 ปีบริบูรณ์เองนะ จะรีบให้แต่งงานไปไหนกันเล่า เรียนหนังสือก็ยังไม่ทันจะจบปริญญาตรีเลย... แต่จะว่าไป ทางบ้านโน้นเขาก็มีลูกชายคนเล็กอีกคนเหมือนกันนะ ไว้รอน้องอีฟลินเรียนจบเมื่อไหร่ ม๊าก็คิดว่าจะให้หมั้นหมายกับฝั่งนู้นเหมือนกันแหละจ่ะ" คุณแม่ตอบหน้าตาเฉย

"โอเคตามนี้นะ! พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นแต่เช้าแต่งตัวให้หล่อเนี้ยบ แล้วไปตามนัดให้ตรงเวลา... ห้ามสายเด็ดขาด แยกย้ายไปนอนได้แล้ว!"

ผมได้แต่ยืนกุมขมับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็งจัดในชะตาชีวิตพรุ่งนี้เช้าผมคงต้องจำใจแบกหน้าไปเป็นเหยื่อให้ยายผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ดูตัวตามคำสั่งเฉียบขาดของม๊าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ... ให้ตายเถอะ ชีวิตอิสระของมาเฟียหนุ่มเพลย์บอยอย่างผมกำลังจะหมดสิ้นลงแล้วจริง ๆ หรือนี่!

บทถัดไป