บทที่ 4 เริ่มรุก
07:30 AM
@ คฤหาสน์พัชระเมธากุล
บรรยากาศยามเช้าอันเงียบสงบภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกอันคุ้นเคยของคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้าที่ยืนอยู่หน้าห้องนอน
"ริน... รินลูก! แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยดีหรือยังจ๊ะสาวน้อย?"
"เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะม๊า... รอสักครู่นะคะ!" ฉันตะโกนตอบกลับพลันคว้ากระเป๋าถือคู่ใจเดินเปิดประตูห้องออกมา
"มานี่เลยลูก... ตาติณห์เขาขับรถมารอรับอยู่ที่หน้าบ้านตั้งนานแล้วนะจ๊ะ" คุณแม่ยิ้มหน้าบานด้วยความถูกอกถูกใจ
ฉันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยทันที "เอ๊ะ... ว่าแต่คุณแม่คะ พี่ติณห์เขาจะพารินเดินทางไปไหนกันเหรอคะเนี่ย ทำไมต้องมารับแต่เช้าขนาดนี้ด้วย?"
"ก็ไปที่บริษัทนำเข้ารถยนต์เครือวราธรน่ะสูลูก... อีกไม่กี่เดือนหนูก็จะเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ม๊าเลยปรึกษากับคุณแม่ของตาติณห์ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะให้หนูเข้าไปฝึกงานและเริ่มต้นเรียนรู้งานในตำแหน่งเลขาส่วนตัวของพี่เขาซะเลย" คุณแม่ตอบหน้าตาเฉย
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบจะสำลักน้ำลาย "ห้ะ... ม๊าคะ! จะบ้าหรือไงคะเนี่ย คือริน... รินจัดการหาที่ฝึกงานเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้วนะคะ!"
"โธ่... จะไปหาที่อื่นทำไมให้มันวุ่นวายเล่าลูก! แม่ตกลงกับทางมหาลัยและทางคุณแม่ของตาติณห์ไว้หมดแล้ว อีกหน่อยพวกเราก็กำลังจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้วนี่นา... ไปทำงานกับว่าที่สามีในอนาคตหนูเนี่ยแหละ ดีที่สุดแล้วลูกรัก!" คุณแม่ตัดบทเสียงแข็ง
"โธ่... ม๊าคะ... ทำไมทำแบบนี้กับรินล่ะคะเนี่ย!" ฉันโวยวายออกมาด้วยความขัดใจ
ปี๊ด... ปี๊ด... ปี๊ดดด...!
เสียงแตรรถสปอร์ตคันหรูที่จอดเทียบท่าอยู่หน้าสนามหญ้าดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา คุณแม่รีบหันไปยิ้มรับทันทีเมื่อเห็นร่างสูงโปรดของมาติณห์ก้าวลงจากรถเดินตรงเข้ามาทักทาย
"สวัสดีครับคุณแม่..." มาติณห์ยกมือไหว้คุณแม่ด้วยความนอบน้อม
"สวัสดีจ่ะตาติณห์... ทานข้าวเช้ามาเรียบร้อยแล้วหรือยังลูก?"
"เรียบร้อยแล้วครับผม"
"ดีมากจ่ะลูก..." คุณแม่หันมามองหน้าฉันที่ทำหน้ามุ่ย "อ้าว... แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยกันแล้วใช่ไหมจ่ะน้องริน? งั้นรีบตามพี่เขาไปขึ้นรถได้แล้วไปลูก อย่าปล่อยให้พี่เขารอนาน"
"ค่ะ... พี่ติณห์" ฉันจำใจเดินคอตกตามหลังชายหนุ่มไปอย่างจำยอม
@ บริษัทในเครือวราธร (โชว์รูมและสำนักงานใหญ่นำเข้ารถหรูระดับประเทศ)
ทันทีที่รถยนต์สปอร์ตหรู Ferrari 488 GTB สีดำเงางับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบท่าบริเวณลานจอดรถผู้บริหารพิเศษ สายตาของพนักงานหลายคู่ต่างก็พากันหันมามองด้วยความสนใจ
มาติณห์ก้าวลงจากรถก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่ฉันนั่งด้วยตัวเองอย่างสุภาพ
พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์รีบโค้งตัวทักทายทันที "สวัสดีค่ะท่านประธาน... แล้วก็... เอ่อ..." พนักงานชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นฉันเดินเคียงคู่มาด้วย
"เอ่อ... สวัสดีค่ะ หนูชื่อนรินดาค่ะ หนูคือ..." ฉันพยายามจะอธิบายตัวตน
แต่มาติณห์กลับชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน "ว่าที่ภรรยาของผมเองครับ... คุณแม่ของน้องฝากให้เข้ามาเรียนรู้งานเลขาฯ ในบริษัทเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"
ทันทีที่มาเฟียหนุ่มประกาศสถานะออกไป พนักงานต้อนรับและเลขาหน้าห้องที่ยืนอยู่ใกล้บริเวณนั้นต่างก็พากันตกใจตาโตซุบซิบกันยกใหญ่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีข่าวคาวเรื่องการแต่งงานหรือเรื่องผู้หญิงคนไหนหลุดรอดออกมาจากปากท่านประธานหนุ่มจอมหยิ่งคนนี้มากเลยสักครั้งเดียว!
"อ่า... อ๋อค่ะ! สวัสดีค่ะคุณริน... เชิญด้านในเลยค่ะ" พนักงานสาวรีบกล่าวต้อนรับอย่างลนลาน
"ขอบคุณค่ะ" ฉันส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องทำงานท่านประธานสุดหรูขนาดใหญ่ ฉันก็ต้องเผชิญหน้ากับเลขาสาวหน้าห้องคนสวยแต่งตัวจัดเต็มที่กำลังส่งสายตาจิกกัดและมองมาด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นฉันเดินคลอเคลียมากับเจ้านายหนุ่ม
"สวัสดีค่ะท่านประธาน... เอ้ย! สวัสดีค่ะคุณติณห์" เลขาสาวจงใจเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงดัดจริตและสนิทสนมเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องทั่วไป
ทันทีที่เลขาสาวแกล้งเรียกชื่อเล่นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและมุ่งหวังให้นรินดารับรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นแค่เลขาหน้าห้องธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่มีสถานะลึกซึ้งเป็นถึง "เลขาบนเตียง" ของท่านประธาน
มาติณห์ไหวพริบดีรีบปรายตาคมกริบมองเลขาหน้าห้องทันทีด้วยความไม่พอใจเมื่อรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของเธอ "นี่คือน้องริน... ว่าที่ภรรยาของผม! ต่อไปนี้เวลาพูดจาหรือทำอะไรกับเธอ ให้หัดมีความเคารพเธอให้มากกว่านี้ด้วย เข้าใจไหม!"
ทันทีที่ได้ยินคำประกาศกร้าวจากปากมาเฟียหนุ่ม นรินดาแอบอมยิ้มมุมปากด้วยความสะใจลึก ๆ... คิดจะมาเล่นสงครามประสาทกับคนอย่างนรินดาเหรอแม่คุณ? ฝันไปเถอะ! ดูท่าทางแล้วยายเลขาคนนี้คงอยากจะเปิดศึกสินะ หึ... งั้นคอยดูเอาไว้ให้ดีก็แล้วกันว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนี้!
เพื่อเป็นการตอกย้ำชัยชนะ ฉันจึงตัดสินใจแกล้งเปลี่ยนโหมดกะทันหัน ยกมือเรียวขึ้นไปคล้องแขนแกร่งของมาติณห์แนบแน่นทันที พร้อมกับเอ่ยเสียงหวานหยดย้อยประชดประชัน
"พี่ติณห์ขาาา~"
มาติณห์ชะงักกึกไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หืมมม... ว่ายังไงนะครับน้องริน?"
มาเฟียหนุ่มก้มมองใบหน้านวลด้วยความมึนงงระคนดีใจ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา นรินดาไม่เคยแสดงท่าทีออดอ้อนแนบชิดหรือซบอกเขาแบบนี้ให้เห็นเลยสักครั้ง... นี่เธอคงจะหึงเราสินะเนี่ย น่ารักเป็นบ้าเลยให้ตายเถอะ!
"ขาาา... ไม่มีอะไรหรอกค่ะ" ฉันแกล้งทำเสียงสองอ้อนใส่ "รินเริ่มรู้สึกหิวท้องขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะค่ะ... งั้นเราสองคนรีบเข้าไปเคลียร์กันในห้องทำงานส่วนตัวกันเถอะนะคะ บรรยากาศตรงบริเวณข้างนอกแถวนี้มันช่างดูไม่ค่อยน่ารื่นรมย์เอาซะเลยค่ะพี่ติณห์... เหมือนจะได้กลิ่นอายอะไรเน่า ๆ เหม็น ๆ ชอบกลก็ไม่รู้สิคะเนี่ย!"
ทันทีที่เลขาสาวได้ยินคำพูดเหน็บแนมกระแทกกระทั้นจากปากฉัน เธอก็ถึงกับกำมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ขบกรามกรอดด้วยความโกรธแค้นจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยืนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเก็บซ่อนความเกลียดชังไว้ภายในใจ
"อ่า... งั้นเหรอครับน้องริน?" มาติณห์แอบกลั้นยิ้มขำในความแสบของเธอ
"ค่ะ... งั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะพี่ติณห์"
"ครับผมที่รัก..." มาติณห์ตอบรับด้วยความเต็มใจ
ทันทีที่พวกเราก้าวพ้นประตูเข้ามาด้านในห้องทำงานส่วนตัวขนาดใหญ่ ฉันก็รีบสะบัดมือเล็กออกจากแขนแกร่งของเขาในทันที แล้วเดินดุ่ม ๆ ตรงไปทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างทำหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โซฟารับแขกมุมห้อง
มาติณห์เดินตามเข้ามาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทรุดตัวลงนั่งลงข้าง ๆ "น้องรินครับ... เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย หืม? ไม่พอใจอะไรพี่หรือเปล่า หน้ามุ้งมิ้งเชียว"
"เปล่าค่ะ... รินไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย!" ฉันตอบเสียงแข็งสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
มาติณห์เห็นท่าทีแงส่งแง่งอนของฉันจึงไม่เซ้าซี้ต่อ แต่กลับเอ่ยประโยคชวนช็อกขึ้นมาแทน "นั่นมันก็แค่เรื่องอดีตก่อนที่พี่จะเจอหนูต่างหากล่ะครับคนสวย... หนูไม่ต้องไปใส่ใจหรือคิดมากอะไรหรอกนะ เพราะนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... พี่มีหนูแค่คนเดียวในหัวใจอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า"
ฉันหันขวับกลับมามองค้อนตาควายใส่ทันที "รินก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยนี่คะ! อยู่ ๆ มาพูดจาแบบนี้ใส่รินทำไมเนี่ย ใครเขาอยากจะไปรู้เรื่องอดีตของคุณกันล่ะคะ!"
"อ้าวเหรอครับ? แต่พี่เห็นมีเด็กแถวนี้ออกอาการหึงหวงจนออกนอกหน้าเลยนี่นา... หึ ๆ"
"ใครหึงพี่กันคะไม่มี๊... ไม่มี๊สักหน่อย!" ฉันปฏิเสธเสียงสูงปรี๊ด
"หืมมม... เสียงสูงเชียวนะครับแม่คุณ"
"ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนี่คะพี่ติณห์! แล้วทำไมรินจะต้องไปหึงผู้ชายเจ้าชู้แบบพี่ด้วยเล่า... บ้าอำนาจชะมัด!"
มาติณห์ยิ้มกริ่มขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิมจนไหล่ชิดกัน "งั้น... อยากลองเลื่อนสถานะมาเป็นแฟนพี่ดูไหมล่ะครับ?"
"พูดจาบ้าอะไรของคุณเนี่ย! อย่ามาล้อเล่นอะไรแปลก ๆ กับรินนะ"
"พี่ไม่ได้พูดเล่นสักหน่อย... พี่จริงจังนะน้องริน! เรามาลองคบหากันดูจริง ๆ จัง ๆ สักตั้งไหมล่ะครับ?"
"ไม่ค่ะ! รินยังไม่พร้อม... และที่สำคัญคือรินยังไม่เชื่อใจผู้ชายลายครามอย่างพี่ติณห์หรอกค่ะ!" ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง
"โธ่... น้องรินครับ พี่เลิกนิสัยเจ้าชู้พวกนั้นไปนานแล้วจริง ๆ นะ ตั้งแต่ได้มาเจอหน้าหนูเนี่ย... พี่สัญญาด้วยเกียรติของมาเฟียเลยเอ้า!"
"ไม่ค่ะ! รินไม่อยากฟัง... รินขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ!" ฉันลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินหนี
แต่ทว่า... ในขณะที่ฉันกำลังจะก้าวเท้าหนีนั้น มือแกร่งของมาเฟียหนุ่มก็คว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียว ออกแรงดึงกระชากเพียงนิดเดียว ร่างบางของฉันก็เสียหลักเซถลาล้มลงไปนั่งแปะทับอยู่บนตักแกร่งของเขาพพอดีเป๊ะ!
"อ๊ะ! คุณ... พี่ติณห์! ปล่อยรินลงเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!" ฉันตกใจหน้าตื่นพยายามยันตัวลุกขึ้น
"ไม่ปล่อยครับ! พี่ไม่ยอมปล่อยจนกว่าเราจะเคลียร์เรื่องนี้กันให้รู้เรื่องซะก่อน"
"ต...แต่รินไม่มีอะไรจะคุยกับพี่แล้วนะคะ! ปล่อยรินเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้คนฉวยโอกาส!"
ฟอดดดดด...~!
มาติณห์ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้จังหวะที่ฉันกำลังดิ้นขัดขืน ฝังจมูกโด่งลงมาหอมแก้มนวลของฉันฟอดใหญ่จนเกิดเสียงดังสนั่น
"อ๊ะ!" ฉันรีบยกสองมือขึ้นกุมแก้มตัวเองที่ถูกลวนลามด้วยความเขินอายจนร้อนผ่าว "คนฉวยโอกาส... นิสัยไม่ดีเลยนะ!"
"ใช่ครับ... พี่มันคนฉวยโอกาสและนิสัยไม่ดี... แต่ถ้านิสัยไม่ดีแล้วได้เมีย น่ารัก ๆ แบบนี้ พี่ก็ยอมรับครับ!" ชายหนุ่มลอยหน้าลอยตายอมรับหน้าตาเฉย
"นี่แน่ะ! ปล่อยนะคนบ้า!" ฉันระดมกำปั้นทุบลงไปที่อกแกร่งรัว ๆ
แต่มีหรือที่คนตัวใหญ่จะสะเทือน มือแกร่งทั้งสองข้างกลับรวบเอวบางเอาไว้แน่น พร้อมกับแกล้งซุกซนสอดมือเข้ามาใต้ชายกระโปรงเดรสตัวสวยสัมผัสเข้ากับเรียวขาเนียน แล้วลูบไล้ขึ้นมาบีบเคล้นทรวงอกอวบอิ่มเกินขนาดภายใต้เสื้อผ้าอย่างถือวิสาสะ
"อ๊ะ!... พี่ติณห์! ปล่อยนะ... เอามือสกปรกของคุณออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้คนบ้า! อ๊ะะะ...~"
ทันทีที่มือแกร่งเริ่มบีบเคล้นความนุ่มนิ่มจนเต็มไม้เต็มมือ ร่างกายของฉันก็สะท้านเฮือกด้วยความวาบหวาม ฉันพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดกำลังเพื่อหาทางหนีรอดจากเงื้อมมือซาตานหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์
ฟอดดดดด...! มาติณห์ฉวยโอกาสหอมแกมนวลซ้ำอีกรอบอย่างได้ใจ
"คนนิสัยไม่ดี... คนฉวยโอกาส!" ฉันต่อว่าเขาเสียงสั่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก
มาติณห์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี "งั้นถ้าหนูยังไม่พร้อมจะแต่งงานตอนนี้... พี่ก็จะไม่บังคับฝืนใจอะไรหนูหรอกนะ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า... นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พี่จะเริ่มเดินหน้าจีบหนูอย่างจริงจังแล้วนะ เตรียมตัวเตรียมใจรับมือไว้ให้ดีเถอะยายตัวแสบ ระวังตัวไว้ให้ดีนะ... เผลอ ๆ เดี๋ยวจะได้ท้องก่อนแต่งไม่รู้ตัวด้วยนะ หึ ๆ...~"
"ไอ้คนบ้ากาม! พูดจาบะเร่อบะร่านอะไรของคุณก็ไม่รู้ ทะลึ่งที่สุด!" ฉันหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
"พี่พูดเรื่องจริงครับผม หึ ๆ...~"
"รินจะไปเข้าห้องน้ำแล้ว! ปล่อย!"
"ให้พี่ช่วยเดินไปส่งที่ห้องน้ำด้วยไหมล่ะจ๊ะคนสวย?"
"ไม่ต้องค่ะ! ถอยไปไกล ๆ เลยนะไอ้คนฉวยโอกาส นิสัยไม่ดี ฮึ่ย!"
"ไม่ต้องเขินหรอกน่า... ยังไง ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ เธอก็ต้องตกเป็น 'เมีย' ของพี่อยู่ดีนั่นแหละยายตัวแสบ!"
ทันทีที่ฉันสะบัดตัวหลุดจากการกุมขังแล้ววิ่งหนีเตลิดเข้าห้องน้ำไป มาติณห์ก็ยังคงส่งเสียงแซวไล่หลังตามมาด้วยความอารมณ์ดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้ทำงานด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมีความสุขอยู่คนเดียวตามลำพัง
