บทที่ 5 -
ภายในห้องทำงานกว้างขวาง อุณหภูมิเย็นเฉียบราวกับฤดูหนาว ปรินทร์ในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับกำลังนั่งก้มหน้าเคร่งเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักทรงมหึมา คิ้วหนาขมวดแน่นเข้าหากัน ขณะที่มือเรียวยาวจับปากกาหมึกซึมตวัดเซ็นเอกสารอย่างรวดเร็ว
เงาร่างเล็กๆ ที่เดินเข้ามาทำให้สายตาอันฉับไวของปรินทร์สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงานทันที เตรียมจะเอ่ยปากติงเลขาฯ หรือผู้ช่วยที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทว่า... คำพูดทั้งหมดกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของประธานบริหารหนุ่ม ไม่ใช่กิตติ ไม่ใช่คุณนภาภรณ์ และไม่ใช่พนักงานคนใดในบริษัท... หากแต่เป็นเด็กหญิงตัวเล็กกระจิริดในชุดกระโปรงลายดอกไม้สีฟ้า ผมเปียสองข้างผูกโบอย่างเรียบร้อย ในอ้อมแขนเล็กๆ นั้นตระกองกอดสมุดระบายสีเล่มโตเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตฉายแววซื่อบริสุทธิ์กำลังจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
ปรินทร์นิ่งอึ้งไปหลายวินาที บรรยากาศภายในห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยแรงกดดันและรังสีแห่งความมืดมนพลันชะงักกึก ชายหนุ่มจ้องมองเด็กน้อยที่ไม่ควรจะมาปรากฏตัวอยู่ที่ชั้นห้าสิบของตึกผู้บริหารระดับท็อปแห่งนี้
ข้าวหอมก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทรงสูง มองชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายและดูดีราวกับเทพบุตรในนิตยสาร เด็กน้อยเอียงคอมองเขาด้วยความสนใจ ไร้ซึ่งความกลัวต่อรังสีความตึงเครียดรอบตัวชายหนุ่มแม้แต่น้อย
“หนูหลงทางเหรอคะ ?” ปรินทร์ถามแล้วคลี่ยิ้ม พยายามใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในอกจะเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
ข้าวหอมไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เด็กน้อยเดินเข้าไปชิดขอบโต๊ะ ยืนเขย่งเท้าเล็กๆ มองใบหน้าของปรินทร์อย่างพิจารณา ดวงตาบริสุทธิ์จ้องมองรอยขมวดคิ้วแน่นและแววตาอิดโรยใต้กรอบแว่นของเขา
แล้วคำถามซื่อๆ ไร้การเสแสร้งจากเด็กหญิงวัยสี่ขวบก็หลุดออกมาจากปากเล็กจิ้มลิ้ม
“ทำไมคุณลุงยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มล่ะคะ”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกขว้างลงไปในผืนน้ำที่นิ่งสงบ
ปรินทร์ชะงัก ร่างกายแข็งเกร็งไปในทันที คำพูดไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าแทงสะกิดลงบนบาดแผลลึกในใจของเขาอย่างจัง บาดแผลที่เขาซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบและการวางตัวเป็นประธานบริหารผู้เย็นชามาตลอดหลายปี
คำพูดที่คนผู้ใหญ่ในสังคมไฮโซหรือในโลกธุรกิจไม่เคยมีใครกล้าพูด ไม่เคยมีใครสังเกต หรืออาจจะเห็นแต่เลือกที่จะมองข้ามไปเพราะผลประโยชน์... กลับถูกเอ่ยออกมาจากปากของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้
ปรินทร์มองดวงตากลมโตสุกใสที่ไม่มีความหมายซ่อนเร้นของเด็กหญิงแปลกหน้า ชายหนุ่มรู้สึกราวกับถูกมองทะลุเข้าไปถึงเนื้อแท้ภายในจิตใจ ความเงียบครอบคลุมห้องทำงานอันกว้างใหญ่ไปหลายวินาที
“ข้าวหอม !”
เสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นตกใจสุดขีดดังมาจากหน้าประตูห้องทำงาน มินตราวิ่งหน้าซีดเผือดเข้ามาในห้อง ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว เมื่อเห็นคนที่ตามหา มินตราก็รีบสาวเท้าเร็วๆ เข้ามาแล้วย่อตัวลงรวบตัวข้าวหอมมากอดไว้ในอ้อมอกทันที ก่อนจะหันไปยกมือไหว้ปรินทร์ปลกๆ ด้วยหัวใจที่ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ขอโทษค่ะท่านประธาน ! ดิฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ !” มินตราละล่ำละลักบอก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตกใจและกลัวว่าจะถูกไล่ออก
“ลูกดิฉันแกหลงออกมาจากห้องพักเลขาฯ ค่ะ ดิฉันไม่ทันระวัง ดิฉันขอโทษจริงๆ ค่ะท่านประธาน อย่าดุแกเลยนะคะ”
ปรินทร์มองภาพหญิงสาวที่กำลังสวมกอดเด็กน้อยไว้แน่นด้วยความรักและสัญชาตญาณของการปกป้อง มินตราตัวสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวที่ฉายออกมาจากสายตาของเธอทำให้ปรินทร์รู้สึกแปลกประหลาดในอก
ชายหนุ่มค่อยๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ ถอดแว่นสายตาออกวางบนโต๊ะ
“คุณพาลูกมาทำงานด้วยเหรอ มินตรา ?” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่ไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดอย่างที่มินตราจินตนาการไว้
“ค่ะ... พอดีเมื่อเช้าป้าที่ช่วยเลี้ยงให้ประจำเกิดอุบัติเหตุหกล้มเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน มินหาคนเลี้ยงไม่ทันจริงๆ ค่ะ” มินตราก้มหน้าลงต่ำ น้ำตาไหลผ่านแก้มเนียน
“มินรู้ว่ามันผิดกฎบริษัทอย่างร้ายแรง มินยินดีรับโทษทุกอย่างค่ะ แต่ขอร้องท่านประธานอย่าไล่มินออกเลยนะคะ มินจำเป็นต้องมีงานทำจริงๆ ค่ะ”
ข้าวหอมเห็นแม่ร้องไห้ เด็กน้อยก็ยกมือเล็กๆ ขึ้นช่วยเช็ดน้ำตาให้อย่างลนลาน
“แม่มินอย่าร้องไห้นะคะ ข้าวหอมผิดเอง ข้าวหอมเดินออกมาหาห้องน้ำเองค่ะ คุณลุงอย่าดุแม่มินเลยนะคะ” เด็กหญิงตัวน้อยหันกลับมามองปรินทร์ด้วยสายตาเว้าวอนและกล้าหาญอย่างไม่เกรงกลัว
ปรินทร์มองภาพสองแม่ลูก แม้ประวัติที่เขาสืบมาจะระบุว่ามินตรายังโสดและไม่มีลูก แต่ความผูกพันและสายตาที่ทั้งคู่มองกันนั้น มันคือความรักของแม่และลูกอย่างแท้จริง ปรินทร์นึกถึงคำพูดของมินตราเมื่อคืนวาน...
‘เพราะมินมีคนที่รออยู่ข้างหลังค่ะ... มันทำให้ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก’
เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้นี่เอง คือเหตุผลของรอยยิ้มอันสดใสที่ส่งไปถึงดวงตาของมินตรา
ความโกรธหรือความหงุดหงิดที่ควรจะมีตามกฎระเบียบของบริษัทพลันมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกนุ่มฟูและอบอุ่นแปลกประหลาดที่เข้ามาแทนที่ในอกของประธานบริหารหนุ่ม
ปรินทร์ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสง่างามเดินออกจากหลังโต๊ะทำงาน ก้าวเข้ามาหาสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ที่พื้น มินตราเกร็งตัวแน่น เตรียมใจรับคำดุด่า
ทว่า ปรินทร์กลับค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ต่อหน้าเด็กหญิงตัวน้อย ระดับสายตาของเขาอยู่เท่ากับข้าวหอมพอดี
“ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือเดินไปสุดโถงครับ” ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่นุ่มนวลลงอย่างที่ไม่เคยมีใครในบริษัทเคยได้ยินมาก่อน
มินตราเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยความตกตะลึง ดวงตาคู่สวยโตขึ้นด้วยความประหลาดใจสุดขีด
ปรินทร์หันมามองมินตรา
“พาลูกคุณไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วพาแกกลับเข้ามาในห้องนี้”
“เอ๊ะ อะไรนะคะท่านประธาน” มินตราถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“พาแกเข้ามานั่งเล่นในห้องนี้” ปรินทร์ย้ำคำพูดเดิมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ในห้องทำงานผมมีโซฟากว้างและเงียบพอ ให้แกนั่งเล่นในนี้ จะได้ไม่มีใครในออฟฟิศเห็นและเอาไปพูดนินทาให้คุณเสียหาย ดีกว่าปล่อยให้เด็กนั่งหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในห้องพักเลขาฯ ข้างนอก”
มินตราอ้าปากค้าง หัวใจของเธอพองโตและเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจจนพูดอะไรไม่ออก
“ท่านประธาน อนุญาตจริงๆ เหรอคะ ?”
“ผมพูดคำไหนคำนั้น มินตรา” ปรินทร์เอ่ยพลางมองเด็กน้อย
“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน... เด็กคนนี้ต้องไม่ส่งเสียงดังรบกวนเวลาผมทำงาน เข้าใจไหม ?”
ข้าวหอมรีบพยักหน้ารับจนผมเปียสะบัด
“รับทราบค่ะคุณลุง ข้าวหอมสัญญาว่าจะเงียบเหมือนมดคุยกันเลยค่ะ !”
