บทที่ 7 -

เสียงเครื่องปรับอากาศที่มักส่งเสียงอื้ออึงและปล่อยความหนาวเย็นจนแสบผิวภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ของประธานบริหารสูงสุดแห่ง Premier Next Group บัดนี้คล้ายมีความนุ่มนวลอย่างประหลาด กลิ่นชาสมุนไพรอุ่นๆ ที่มินตราชงทิ้งไว้ยังคงทิ้งร่องรอยกลิ่นหอมบางเบาของดอกคาโมมายล์และใบเตยอบอวลในอากาศ ปะปนกับกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่ลอยมาจากมุมโซฟาหนังตัวใหญ่

ปรินทร์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานทรงสูง สายตาคมกริบไล่อ่านตัวเลขรายงานผลการดำเนินงานของไตรมาสล่าสุดอย่างพิจารณา ทว่าหากสังเกตให้ดี ความตึงเครียดที่เคยพอกพูนอยู่บนโหนกแก้มและคิ้วหนาเข้มกลับคลายลงไปมาก นิ้วยาวเรียวที่มักจะเคาะเป็นจังหวะกดดันเวลาอ่านเอกสาร บัดนี้ขยับเปิดหน้ากระดาษอย่างใจเย็น

ที่มุมโซฟาหรูหรา น้องข้าวหอมในชุดกระโปรงลายดอกไม้สีฟ้ากำลังนั่งขัดสมาธิอย่างตั้งใจ เด็กน้อยใช้มือเล็กๆ ประคองถ้วยคัพเค้กวานิลลาประดับครีมสีพาสเทลที่กิตติส่งคนไปซื้อมาจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังชานเมือง ข้าวหอมละเลียดชิมครีมด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าเศษขนมจะร่วงหล่นลงบนโซฟาสวยๆ ของคุณลุง

“อืม... อร่อยจังเลยค่ะคุณลุง” ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นพูดเสียงหวาน จมูกจิ้มลิ้มมีรอยครีมสีขาวเลอะอยู่เล็กน้อย

“หวานๆ นุ่มๆ เหมือนก้อนเมฆเลยค่ะ”

ปรินทร์ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ เอนหลังลงบนเก้าอี้เล็กน้อย ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่เคยโปรดปรานของหวานทุกชนิดในโลก ผู้ที่เคยปฏิเสธเค้กวันเกิดราคาสูงลิบลิ่วจากเหล่าผู้บริหารระดับสูงมานับครั้งไม่ถ้วน กลับมองภาพเด็กหญิงตัวน้อยกินขนมด้วยสายตาที่ทอดอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว

“ชอบเหรอครับ ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม นุ่มนวลจนหากพนักงานในออฟฟิศมาได้ยินเข้าคงต้องขยี้ตาและหูด้วยความไม่อยากเชื่อ

“ชอบมากเลยค่ะ แม่มินบอกว่าขนมหวานจะทำให้เราอารมณ์ดี” ข้าวหอมยิ้มตาหยี ตบมือเล็กๆ เข้าหากัน ก่อนจะชะงักไปเมื่อนึกบางอย่างออก เด็กน้อยก้มลงมองคัพเค้กอีกชิ้นที่วางอยู่ในกล่องสวยงาม แล้วประคองกล่องนั้นขึ้นมา เดินเตาะแตะเข้ามาหาโต๊ะทำงานทรงสูง

“คุณลุงขา อันนี้ข้าวหอมแบ่งให้คุณลุงค่ะ” มือเล็กๆ ยื่นกล่องคัพเค้กขึ้นไปบนโต๊ะสุดแขน

“คุณลุงทำงานเหนื่อยๆ กินขนมอร่อยๆ จะได้อารมณ์ดีนะคะ”

ปรินทร์ก้มลงมองกล่องขนม สลับกับดวงตากลมโตสุกใสที่เต็มไปด้วยความซื่อบริสุทธิ์ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีความอบอุ่นบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาในอก ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างโต๊ะทำงานในระดับสายตาเดียวกับเด็กน้อย ยื่นมือไปรับกล่องขนมมาไว้

ปกติแล้วเขาเกลียดน้ำตาลและความหวานที่แสบคอ แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังและจริงใจของเด็กหญิงตัวน้อย ปรินทร์กลับค่อยๆ หยิบช้อนคันเล็กขึ้นมา ตักเค้กนุ่มฟูเข้าปากช้าๆ

รสหวานกลมกล่อมและกลิ่นหอมของวานิลลาแท้กระจายไปทั่วลิ้น มันไม่ได้หวานเลี่ยนอย่างที่เขาเคยกลัว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด

“เป็นยังไงบ้างคะคุณลุง อร่อยไหมคะ” ข้าวหอมถามอย่างกระตือรือร้น เอียงคอมองลุ้นคำตอบ

“อร่อยครับ...” ปรินทร์พยักหน้ารับ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างธรรมชาติ

“อร่อยมาก”

มินตราที่เพิ่งเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารชุดใหม่ ถึงกับชะงักนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ภาพของประธานบริหารหนุ่มผู้เงียบขรึมเย็นชา กำลังนั่งยองๆ กินคัพเค้กคำโตต่อหน้าลูกสาวของเธอ พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าคมคาย เป็นภาพที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นระสํ่าด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ท่านประธานคะ... ข้าวหอมกวนเวลางานหรือเปล่าคะ” มินตราบอกน้ำเสียงนุ่ม รีบเดินเข้ามาเตรียมอุ้มหลานสาวกลับไปที่โซฟา

“เปล่าครับ” ปรินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นทางการเล็กน้อยแต่แววตายังคงอ่อนโยน

“ข้าวหอมเป็นเด็กดีมาก ไม่ได้รบกวนอะไรเลย เอกสารที่ให้ไปสรุปเสร็จแล้วเหรอ”

“เรียบร้อยแล้วค่ะท่านประธาน มินตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขงบประมาณโครงการเฟสสองให้เรียบร้อยแล้วค่ะ” มินตรายื่นแฟ้มให้ด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ปรินทร์รับแฟ้มมาเปิดดู การทำงานของมินตราช่างรวดเร็วและไร้ที่ติ ความใส่ใจในรายละเอียดของเธอทำให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่นเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้ ชายหนุ่มมองหน้าเลขาฯ ฝึกหัดคนใหม่ รอยยิ้มที่ยิ้มไปถึงดวงตาของเธอช่างเข้ากันกับความสดใสของเด็กน้อยบนโซฟาอย่างลงตัว

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งแสงแดดสีส้มทองยามเย็นเริ่มทาไปทั่วท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร เงาของตึกสูงทอดยาวผ่านผนังกระจกบานโตของห้องทำงานประธานบริหาร

หลังจากที่ปรินทร์เซ็นเอกสารฉบับสุดท้ายของวันเสร็จสิ้น เขาหมุนปากกาในมือช้าๆ สัมผัสได้ว่าวันนี้การทำงานทั้งวันของเขาไม่ได้ทรมานหรือหนักอึ้งเหมือนทุกวันที่ผ่านมา อาการปวดหัวที่มักจะกำเริบในช่วงเย็นกลับไม่ปรากฏขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“เคลียร์งานเสร็จหมดแล้วค่ะท่านประธาน” มินตราเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะที่เธอช่วยเก็บจัดระเบียบแก้วชาและถาดขนมบนโต๊ะ

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านประธานมากๆ เลยนะคะ ที่เมตตาให้ข้าวหอมมารอในห้องนี้ ถ้าไม่ได้ท่านประธาน มินคงไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ ค่ะ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกมินตรา” ปรินทร์ตอบเรียบๆ ขณะถอดแว่นตาออกวางบนโต๊ะ

“คุณทำงานให้ผมได้อย่างคุ้มค่า และข้าวหอมก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไร”

มินตราหันไปหาน้องข้าวหอมที่กำลังเก็บกล่องสีไม้ใส่กระเป๋าเป้ใบเล็ก

“ข้าวหอมขา ไหว้ขอบคุณคุณลุงปรินทร์สิคะ เราจะกลับบ้านกันแล้ว”

เด็กหญิงตัวน้อยสะพายกระเป๋าเป้เรียบร้อย เดินเข้ามาหาปรินทร์ที่กำลังลุกขึ้นยืนจากโต๊ะทำงาน เด็กหญิงยกมือยกไม้ไหว้สวยอย่างน่าเอ็นดู

“ขอบคุณค่ะคุณลุงปรินทร์ที่ให้ข้าวหอมนั่งเล่น แล้วก็ขอบคุณสำหรับขนมอร่อยๆ ด้วยนะคะ”

“ด้วยความยินดีครับ” ปรินทร์ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

ทว่า ข้าวหอมยังไม่ยอมถอยกลับไป เด็กน้อยยืนมองหน้าปรินทร์นิ่งๆ ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองใบหน้าคมคาย ช่างสังเกตเห็นว่า แม้คุณลุงจะดูใจดีขึ้นมาก แต่มุมปากของคุณลุงก็เริ่มกลับมาเรียบตึงเหมือนเดิมอีกแล้ว

ข้าวหอมล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อกระโปรงลายดอกไม้ หยิบแผ่นสติกเกอร์รูปดาวดวงเล็กๆ สีเหลืองทองออกมาหนึ่งแผ่น เด็กน้อยยื่นมือไปจับหลังมือใหญ่ของปรินทร์ แล้วบรรจงแปะสติกเกอร์ลงไปบนผิวเนื้อหลังมือของประธานบริหารหนุ่มอย่างตั้งใจ กดเบาๆ ให้มันติดแน่น

ปรินทร์ชะงัก มองหลังมือตัวเองที่มีสติกเกอร์รูปดาวดวงจิ๋วติดอยู่ สลับกับมองหน้าเด็กหญิงวัยสี่ขวบด้วยความฉงน

“สติกเกอร์นี้... ให้ลุงอีกแล้วเหรอครับ ?”

“ใช่ค่ะ อันนี้เป็นสติกเกอร์พิเศษค่ะ เอาไว้เตือนติดไว้จะได้ไม่ลืมยิ้มนะคะ เวลาคุณลุงกลับบ้านหรือเวลาคุณลุงเหนื่อยๆ พอเห็นดาวดวงนี้ คุณลุงต้องยิ้มกว้างๆ แบบนี้เลยนะคะ!” ข้าวหอมพยักหน้ารับเน้นย้ำ นำนิ้วเล็กๆ แตะลงบนสติกเกอร์บนหลังมือเขา พูดจบ เด็กน้อยก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาปิด อวดฟันขาวสะอาดให้ดูเป็นตัวอย่าง

คำพูดซื่อๆ และความใส่ใจอันบริสุทธิ์จากเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ช่างเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ มันทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันหนาแน่นที่ปรินทร์สร้างขึ้นปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดในอดีต เข้าไปถึงหัวใจที่เคยอ้างว้างของเขาโดยตรง

ปรินทร์มองสติกเกอร์รูปดาวบนหลังมือ มองรอยยิ้มบริสุทธิ์ของเด็กน้อย และมองรอยยิ้มซาบซึ้งใจของมินตราที่มองมา

พลันความรู้สึกเย็นชาและแผลเป็นในใจของเขาก็ละลายหายไป เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีหลุดออกมาจากริมฝีปากของประธานบริหารหนุ่ม รอยยิ้มแท้จริงและกว้างขวางที่สุดเท่าที่เขาเคยมี ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นโค้งรับเป็นประกายอบอุ่นระยับ

เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการค้า ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อมารยาททางสังคม แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากความสุขภายในหัวใจอย่างแท้จริง

มินตราถึงกับมองภาพตรงหน้านิ่งค้าง หัวใจของเธอตุกวูบและเต้นระสํ่าอย่างรุนแรง รอยยิ้มของเจ้านายหนุ่มในยามนี้ช่างทรงเสน่ห์และงดงามจนทำให้หลอดไฟทุกดวงในห้องทำงานดูดร็อบลงไปทันตา

“รับทราบครับ ลุงสัญญาว่าจะไม่ลืมยิ้ม” ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทุ้มต่ำน่าฟัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป