บทที่ 1 Chapter 1 เรย์ควิน อเล็กแซนเดอร์ เฟรย์
<strong>เรย์ควิน อเล็กแซนเดอร์ เฟรย์</strong> วัยสามสิบเอ็ดปี นั่งอ่านรายงานล่าสุดของ “เฟรย์ไดอะม่อน” สาขาในลอนดอนที่เจเดน เฟรย์ น้องชายของเขาส่งมาให้
ใบหน้ากอปรด้วยหน้าผากกว้าง คิ้วเข้มหนาเป็นปื้นทอดยาวขนานไปกับดวงตายาวรีสีน้ำทะเลคมกริบราวกับมีดโกน จมูกโด่งเป็นสันตรงสวยบ่งถึงความเฉียบขาดและไม่ยอมคน รับกับปากหนาหยักได้รูปที่น้อยครั้งนักจะแย้มยิ้มออกมา
ซึ่งถ้าหากบังเอิญผู้หญิงคนไหนได้เห็นรอยยิ้มเยื้อนนั้นก็ต้องตะลึงมองจนหันหลังกลับ หากทว่าช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่เขาไม่แยแสที่จะใช้มันให้มากกว่านี้ ไรเคราเขียวจางๆ ถูกกันอย่างเป็นระเบียบส่งให้ใบหน้านั้นคมเข้มดูน่าเกรงขามสำหรับผู้พบเห็น
ร่างสูงใหญ่สง่างามท่าทางลักษณ์มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวในเรื่องธุรกิจและมีไหวพริบรอบตัวสมกับเป็นนายใหญ่ผู้กุมบังเหียนของตระกูลเฟรย์ คนอยู่ใกล้รัศมีของเขาดูเหมือนจะถูกข่มให้ดูเหมือนตัวเล็กลงไปและรู้สึกยำเกรงโดยไม่รู้ตัว ช่างสมกับชื่อ เรย์ ยิ่งนัก ด้วยออร่าแห่งพลังอำนาจมหาศาลที่ดูเหมือนจะแผ่กระจายไปโดยรอบร่างสูงสง่านั้นอย่างไม่มีขอบเขตสิ้นสุด...รังสีแห่งเรย์...
เป็นเวลาสามเดือนแล้วตั้งแต่เจเดนแต่งงานกับคีร่า สาวสวยชาวอังกฤษที่เจเดนได้รู้จักในขณะที่เรียนปริญญาโทที่นั่น
เจเดน เฟรย์ น้องชายวัยยี่สิบสี่ปีของเขา ได้ปฏิเสธกฎเคร่งครัดของตระกูลในเรื่องที่เขาจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ถูกเลือกให้จากตระกูลผู้ดีในสวิตเซอร์แลนด์
จนคนทั้งตระกูลต้องประชุมและมีการโวยวายท้าทายอำนาจบริหารของเรย์ ด้วยตระกูลเฟรย์นั้นเป็นตระกูลใหญ่ ครอบครองกิจการหลักคือธุรกิจอัญมณี การธนาคารและการประกันภัยมีสาขาไปทั่วประเทศและทั่วยุโรป
จอร์จ เฟรย์ บิดาของเขาเป็นบุตรคนโตของตระกูล เขามีน้องชายอีกสี่คนและน้องสาวคนเล็ก
กฎของตระกูลเฟรย์คือบุตรชายคนโตจะต้องสืบทอดอำนาจทุกอย่างรวมถึงกฎทุกข้ออย่างเคร่งครัด กฎนั้นรวมถึง การที่ต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับคนที่ตระกูลได้เลือกให้เท่านั้น
มิฉะนั้นอำนาจการบริหารและบัลลังก์แห่งตระกูลเฟรย์จะต้องถูกเปลี่ยนมือ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอนและกฎนี้ได้ถูกสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว การรวมกันโดยการแต่งงานของตระกูลใหญ่ด้วยกันทำให้ตระกูลเฟรย์ยิ่งใหญ่และมีอำนาจในวงการต่างๆ มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
เจเดนนั้น เป็นบุตรคนเล็ก หากแต่เป็นผู้ชาย ตามกฎแล้วเขาก็ควรต้องแต่งงานกับคนที่ตระกูลกำหนดให้ มิฉะนั้นเขาต้องถูกตัดออกจากกองมรดกส่วนกลางหรือทรัสต์ฟันด์ของตระกูลทั้งหมด จะเหลือเพียงแต่ทรัสต์ฟันด์ส่วนตัวที่พ่อแม่ตั้งไว้ให้เท่านั้น
หากแต่เจเดนหาแคร์ไม่ เขาได้ยืนกรานกระต่ายขาเดียวที่จะแต่งงานกับคีร่า คนรักชาวอังกฤษของเขาจนเป็นที่แตกตื่นของคนในตระกูล เนื่องจากเจเดนเป็นคนแรกในหลายชั่วอายุคนมานี้ที่กล้าแหกกฎเหล็กนั้น
เรย์ได้ใช้อำนาจที่เขามีอยู่ในมือให้เจเดนได้ควบคุมกิจการเฟรย์ไดอะม่อนในอังกฤษทั้งหมด ซึ่งมีบางคนไม่พอใจในการตัดสินใจของเขาหากแต่ไม่มีใครกล้าหือหรือคัดค้านออกมาตรงๆ
เรย์ไม่ได้ใช้อำนาจเพราะว่าเจเดนเป็นน้องชายของเขาอย่างเดียวหากแต่เขาเชื่อในฝีมือและการตัดสินใจที่แม่นยำของเจเดนว่าน้องชายของเขาจะสามารถควบคุมและนำพาให้ธุรกิจในมือประสบความสำเร็จและได้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ตระกูลอย่างแน่นอน
“กริ๊งๆ กริ๊งๆ”
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้น พร้อมกับเสียงแมดดี้ เลขาของเขาดังผ่านเครื่องอินเตอร์คอม
“นายใหญ่คะ คุณท่านจะเรียนสายด้วยค่ะ”
“คุณท่าน” หมายถึง จอร์จ เฟรย์ บิดาของเขาเอง ที่บัดนี้เกษียณตัวเองตั้งแต่เรย์เข้ารับตำแหน่งบริหารต่อจากท่านหากแต่ยังคงมีอำนาจในฐานะการเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจของตระกูลอยู่
เรย์นึกถึงชายวัยหกสิบปีที่ผมมีสีเงินแซมไปทั่ว หากแต่บุคลิกยังคงดูภูมิฐานสมวัย คุณพ่อของเขาแต่งงานใหม่ตั้งแต่เขาอายุได้สิบเจ็ดปี หลังจากที่คุณแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนถึงแก่ชีวิตได้เพียงปีเดียว ทำให้เรย์รู้สึกเจ็ดปวดยิ่งนักในหัวใจของเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
อุบัติเหตุที่น่าเคลือบแคลงใจและการแต่งงานที่รวดเร็ว ทำให้ดูเหมือนกับว่าคุณพ่อของเขาไม่ได้เสียอกเสียใจในการสูญเสียครั้งนั้นสักเท่าไหร่เลย เรย์รู้สึกว่าเขาได้สูญเสียทั้งแม่และพ่อไปในเวลาเดียวกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เขาถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษตามแบบของผู้ที่จะสืบทอดอำนาจของตระกูล เรย์ไม่เคยรู้สึกสนิทใจกับบิดานับตั้งแต่เขาสูญเสียมารดาไป ชายหนุ่มเหลือเพียงเจเดนน้องชายคนเดียวที่เขารักและให้สัญญากับคุณแม่ว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
“สวัสดีครับคุณพ่อ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เรย์ส่งเสียงราบเรียบเป็นทางการทักทายบิดาไปตามสาย
“เรย์ พ่อมีเรื่องจะรบกวนหน่อย ฟาเขาเรียนจบแล้วและกำลังจะกลับจากอเมริกา พ่ออยากให้เขาไปฝึกงานกับลูก”
เสียงบิดากล่าวธุระออกมาอย่างตรงไปตรงมาสู่เป้าหมาย เรย์ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่กำลังได้ยิน
“ผมไม่มีตำแหน่งให้เขา”
น้ำเสียงเฉยเมยเย็นชาตอบกลับบิดาไป
“ลูกอย่าใจร้ายกับน้องเลยเรย์ พ่อรู้ดีว่าหากเรย์ต้องการ เรย์จัดการได้อยู่แล้ว เรย์ให้โอกาสน้องสักครั้งนะ ถือว่าพ่อขอร้อง”
กล่าวเสร็จจอร์จก็วางสายโทรศัพท์ลงไปโดยไม่รอให้ชายหนุ่มปฏิเสธ จอร์จถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เมื่อไหร่นะที่เรย์ควินและเจเดนจะยอมให้อภัยเขาเสียทีกับเรื่องในอดีต
เรย์กระแทกโทรศัพท์ลงไปกับแป้นวางด้วยความโมโหและฉุนเฉียว ปกติแล้วบิดาของเขาจะไม่ค่อยเข้ามายุ่งกับการบริหารและการทำงานของเขา แต่ครั้งนี้ถึงกับใช้คำว่าขอร้อง ซึ่ง จอร์จ เฟรย์ นั้นไม่เคยที่จะร้องขออะไรจากใครง่ายๆ
เรย์นึกไปถึงคนที่บิดากำลังฝากฝังให้มาทำงานกับเขา <strong>“ฟารีดา เฟรย์”</strong> น้องสาวบุญธรรม ที่เข้ามายึดเอาความรักจากบิดาไปจากเขาและเจเดน คุณอันธิกา ผู้หญิงไทยลูกติดที่ขณะนั้นเป็นเลขาของบิดาเขาและต่อมาก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นคุณนายเฟรย์อย่างที่หล่อนต้องการ
เรย์นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่คุณพ่อของเขาได้พาเมียใหม่และลูกใหม่เข้าบ้าน ทุกคนดูเหมือนจะเห่อและรัก “คุณหนูฟารีดา” เหลือเกินในเวลานั้น เด็กหญิงตัวเล็กบางหน้าตาเหมือนตุ๊กตาคนนั้น
เรย์ถือโอกาสที่ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษทำตัวห่างเหินและหนีหาย ตลอดระยะเวลาที่เขาเรียนอยู่ที่อังกฤษ หากไม่จำเป็นเขาจะไม่กลับมาเยี่ยมบ้าน นอกจากช่วงคริสต์มาสเท่านั้น เด็กหญิงฟารีดาอายุได้เพียงเก้าปี ห่างจากเขาแปดปี ดูหล่อนเป็นจุดสนใจของใครต่อใครไปทั่ว
เรย์รู้สึกเจ็บปวดในส่วนลึกที่คุณพ่อและทุกคนดูเหมือนจะลืมคุณแม่ของเขาไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่สองแม่ลูกนั่นย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์แห่งตระกูลเฟรย์ ความรู้สึกเกลียดชังได้แอบฝังรากลึกลงไปในหัวใจของเขาอย่างไม่รู้ตัว บวกกับความเชื่อที่ว่าการตายของคุณแม่เขามันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังและมีเงื่อนงำอย่างที่เรย์ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องค้นหาความจริงให้พบให้จงได้
<strong>