บทที่ 4 Chapter 3 บ้านของตระกูลเฟรย์

“พอดีฟาอยากจะฝากของไปให้คุณพ่อกับคุณแม่ค่ะ”

ฟารีดาเอ่ยเสียงแผ่วเบาออกไป ที่จริงหล่อนไม่ใช่คนที่จะยอมใครแบบนี้ หากแต่กับเขา หล่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงยอมได้ขนาดนี้

ฟารีดาคิดหาเหตุผลให้กับตัวเองว่า ตระกูลเฟรย์มีบุญคุณล้นท่วมหัวหล่อนเพราะฉะนั้นเรื่องที่เขาจะมีความสุขกับการได้ใช้สายตาและวาจาพูดถากถางทำร้ายหล่อนนั้น มันเป็นแค่เล็กน้อยเหลือเกิน ฟารีดาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย หล่อนมีความสุขที่ได้เห็นหน้าเขา และเขาก็มีความสุขกับการได้พูดด่าว่าเสียดสีหล่อน ถือว่าเจ๊ากันไป ฟารีดาคิดอย่างให้กำลังใจตัวเอง

“ฉันไม่ใช่ไปรษณีย์!”

น้ำเสียงราบเรียบเริ่มไม่สบอารมณ์ของเขาดังออกมา พอดีกับที่แขกของโรงแรมที่เดินผ่านไปผ่านมาตรงระเบียงเริ่มส่งสายตามองอย่างแปลกใจ ทำให้พี่เรย์ต้องเบี่ยงกายเปิดประตูกว้างให้ฟารีดาเดินเข้าไปในห้องชุดสวีทของเขา

ฟารีดายืนทำตัวลีบต่อหน้าเขา ร่างสูงสง่างามภายใต้เสื้อคลุมขาวตัวนุ่มนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกหวั่นไหวอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก พี่เรย์เดินไปนั่งตรงโซฟารับแขกหรูที่ตั้งอยู่ตรงปลายเตียง

“แล้วจะยืนค้ำหัวอยู่อีกนานมั้ย มานั่งนี่! แล้วจะฝากอะไรก็รีบๆ ฉันไม่ได้มีเวลามากเหมือนเธอ!”

น้ำเสียงเข้มบ่งอำนาจไม่สบอารมณ์สั่งออกมา ฟารีดาจำได้ว่าหล่อนเดินเข้าไปนั่งตรงมุมหนึ่งของโซฟาแล้วรีบล้วงกล่องที่หล่อนจะฝากไปให้คุณแม่คุณพ่อออกมา

“นี่ค่ะ มันเป็นแฮนด์คร๊าฟที่ฟาทำเอง...”

หล่อนบอกแก่เขาแล้วยื่นกล่องให้ พี่เรย์วางมันลงไปบนโต๊ะกลางอย่าไม่แยแส ฟารีดาล้วงมือเข้าไปหยิบเข็มกลัดเน็คไทที่หล่อนทำขึ้นเองจากพลอยเม็ดละเอียดสีสวย หญิงสาวยื่นมันไปตรงหน้า

“อันนี้ฟาทำให้พี่ค่ะ...”

เสียงแผ่วเบาเอ่ยบอกออกมา พี่เรย์ปลายตามองมันอย่างเสียไม่ได้ ฟารีดาวางมันไปบนมือเขา หากแต่เขาก็รีบขว้างมันไปบนโต๊ะทันทีราวกับว่ามันเป็นถ่านไฟร้อน

“ฉันไม่ต้องการของๆ เธอ เสร็จธุระแล้วใช่ไหม!”

เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนรำคาญ ฟารีดารู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดยิ่งนัก หล่อนนึกถึงระยะเวลาที่หล่อนได้ตั้งใจประดิษฐ์ประดอยติดพลอยเม็ดเล็กเหล่านั้นลงไปทีละเม็ดอย่างอดทน

หญิงสาวจำได้ว่าหล่อนต้องกลืนก้อนสะอื้นที่ไหลตีขึ้นมาลงไปในลำคออย่างรวดเร็ว พร้อมกับต้องแอบกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาให้เขาเห็น

“ทำไมพี่เรย์เกลียดฟาขนาดนี้... พี่บอกฟาได้ไหมคะ”

ฟารีดาจำได้ว่าหล่อนถามเขาออกไปด้วยเสียงค่อนข้างสั่นทั้งพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เขาหันมามองหน้าเศร้าๆ ของฟารีดาด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยามอีกทั้งเยาะหยันอย่างเปิดเผย คงรู้สึกสะใจที่เห็นหล่อนทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้

“หึ เธอน่าจะไปถามคุณแม่ของเธอดูนะว่าเพราะอะไร! ฟารีดา และก็อย่ามายุ่งกับฉันโดยไม่จำเป็น เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น เข้าใจไหม!”

เสียงเข้มเผลอตะคอกออกมาจนฟารีดาสะดุ้ง ดวงตาดำขลับมีน้ำตาคลอเบ้าเต้นระริก ความผิดหวังน้อยใจที่ท่วมท้นล้นใจกับการเห็นเขากระตุกยิ้มสาสะใจในการได้ทำร้ายหล่อนด้วยวาจามาหลายต่อหลายครั้งกลายเป็นความโกรธ สาวน้อยลุกขึ้นและโยนกระเป๋าใส่เขาอย่างโกรธจัดจนลืมตัว

“พี่เรย์ใจร้ายและไร้เหตุผลที่สุด รู้ไหมฮึ!...ฟาไม่เคยเห็นใครใจร้ายเท่าพี่เลย ฟาไม่เคยทำอะไรให้พี่นอกจากเป็นน้องที่ดี ทำไมพี่เรย์ถึงเกลียดฟานักฮึ...ทำไมพี่เรย์เกลียดฟา...ทำไม!”

ฟารีดากระโดดเข้าไปทุบอกเขาอย่างโกรธจัดปนผิดหวังและน้อยใจ เสียแรงที่หล่อนคิดถึงเขา เสียแรงที่หล่อนอุตส่าห์นั่งรถข้ามเมืองมาหาเขาในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ กำปั้นน้อยรัวไปบนอกกว้างของเขาอย่างไม่ยั้ง พี่เรย์สะดุ้งและพยายามจับมือหล่อนไว้เป็นพัลวัน

“นี่ เธอบ้าอะไรขึ้นมานี่ฮ๊ะ!”

เสียงเขาตะโกนตะคอกใส่หล่อนก่อนจะผลักร่างหล่อนออกห่าง หากฟารีดาก็ถลาเข้าไปทุบเขาอีกหลายอึก พี่เรย์ผลักร่างหล่อนนอนหงายราบไปบนโซฟาก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเขาจะล้มทับลงไป ฟารีดารับรู้ได้ถึงร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งของเขาที่ทาบทับอยู่บนตัวหล่อน หัวใจของสาวน้อยเต็มโครมครามอย่างไม่อาจควบคุมไว้ได้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะฟารีดา! อย่าให้ฉันหมดความอดทนกับเธอ ฉันบอกให้ไปถามแม่ของเธอเอาเองไงเล่าฮ๊ะ!”

เขาตะคอกเสียงเข้มด้วยความโมโหใส่หล่อนก่อนจะผละจากร่างบางนั้นแล้วเดินตรงไปยังประตู มือใหญ่กระชากมันออกกว้าง

“เธอกลับไปได้แล้ว”

น้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใยเอ่ยออกมา ฟารีดายกมือขึ้นป้ายน้ำตาออก ดวงตาดำขลับมองตรงมายังเขาอย่างน้อยใจและผิดหวังก่อนร่างแบบบางจะเดินผ่านหน้าเขาออกประตูไปอย่างไม่ยอมหันกลับมามองอีกเลย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เส้นทางของหล่อนและเขาไม่เคยได้มาบรรจบกันอีกเลย หล่อนพยายามหลีกเลี่ยงเขาทุกครั้ง แม้แต่ในช่วงคริสต์มาส หล่อนก็นั่งคนละฟากโต๊ะกับเขา หล่อนไม่ต้องการให้เขาได้มีโอกาสกล่าววาจาเผ็ดร้อนเชือดเฉือนหัวใจหล่อนได้อีกเป็นอันขาด

ฟารีดาเริ่มเรียนรู้กับคำกล่าวที่ว่า รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง...ตลอดระยะเวลาสี่ปีมานี้

รถแล่นเข้ามาจอดตรงหน้าบันไดคฤหาสน์แห่งตระกูลเฟรย์ ตึกแมนเนอร์สูงสามชั้นที่ใหญ่โตมโหฬาร ตัวตึกสร้างด้วยหินทั้งหมดดูแข็งแรงและเก่าแก่ด้วยได้ถูกสร้างขึ้นและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน คฤหาสน์หลังนี้จะตกเป็นของบุตรชายคนโตของตระกูลเท่านั้น ฟารีดารีบเปิดประตูลงไปโดยไม่รอให้ลุงปีเตอร์มาเปิดให้

“ขอบคุณค่ะลุง เดี๋ยวฟาขอขึ้นไปหาคุณพ่อคุณแม่ข้างบนก่อนนะคะ”

“ครับคุณหนู เดี๋ยวกระผมจะให้คนจัดการขนกระเป๋าไปไว้ที่ห้องของคุณหนูเองครับ”

ลุงปีเตอร์กล่าวก่อนจะก้มศีรษะให้ฟารีดา หญิงสาวกล่าวขอบคุณคนขับรถอีกครั้งก่อนจะรีบเดินเร็วๆ ขึ้นบันได้หินอ่อนตรงเข้ายังตัวบ้าน หญิงสาวกล่าวทักทายคนรับใช้ตลอดทางที่พบ ทุกคนดูเหมือนจะยินดีที่เห็นหล่อนกลับมา

“คุณแม่ขา ฟากลับมาแล้วค่ะ”

ฟารีดาส่งเสียงตะโกนออกไปเมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่นใหญ่ในโซนปีกขวาของตึก ซึ่งเป็นโซนของคุณพ่อคุณแม่และหล่อน

ตึกนี้เป็นออกเป็นโซน ชั้นล่างสุดเป็นที่รับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องครัวกว้างขวาง มีห้องจัดเลี้ยงบอลรูมขนาดใหญ่ ห้องสมุดและด้านหลังก็เป็นโซนของคนรับใช้ คนครัว คนทำสวนและสต๊าฟคนงานตามหน้าที่ รวมๆ แล้วเกือบยี่สิบคน

ชั้นสองโซนขวามือเป็นที่อยู่ส่วนตัวของคุณพ่อคุณแม่และหล่อน โซนซ้ายมือเป็นของพี่เจเดน ส่วนชั้นสามบนสุดนั้นเป็นของพี่ใหญ่เพียงคนเดียว

ภายในบ้านมีลิฟท์ขึ้นลงด้วย และชั้นสามบนสุดก็มีลิฟท์ส่วนตัวแยกตากหาก และมีกฎเคร่งครัดห้ามใครขึ้นไปยุ่มย่าม ยกเว้นคนทำความสะอาดที่ต้องขึ้นไปตามวันและเวลาที่จัดตารางไว้เท่านั้น นอกจากว่าจะมีคำสั่งพิเศษลงมา

“ฟาสุดที่รักของแม่”

คุณอันธิการีบลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงแจ๋วสดใสของฟารีดา เธออ้าแขนออกรับร่างบางของลูกสาวสุดที่รักที่โถมเข้ามาสู่อ้อมกอด ฟารีดากอดและหอมแก้มทั้งสองข้างแรงๆ ก่อนจะผละออกนิดหนึ่งแล้วกราบลงไปที่หัวไหล่ของมารดาตามมารยาทไทยที่คุณแม่พร่ำสอนหล่อนอยู่เสมอ

“ฟาคิดถึงคุณแม่กับคุณพ่อที่สุดในโลกเลยค่ะ ดีใจจังที่ต่อไปนี้ฟาจะได้อยู่บ้านแล้ว จะได้กอดและหอมคุณแม่ทุกวันเลย”

เสียงเจื้อยแจ้วร่าเริงของฟารีดาดังภายในห้องรับแขกทำให้จอร์จรีบเดินตรงเข้ามา

“ว่าไงลูกสาวคนเก่งของพ่อ”

เสียงนุ่มของคุณพ่อทักขึ้นทำให้ฟารีดารีบลุกขึ้นแล้วเดินเร็วเข้าไปไหว้ รวมทั้งกอดและหอมแก้มสองข้างของเขา

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ ฟาคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ ต่อไปนี้ฟาจะอยู่บ้านเราจนกว่าจะตายจากกันเลยนะคะ ฟาไม่ไปไหนอีกแล้ว”

ฟารีดาพูดขึ้นพร้อมกับกอดเอวจอร์จมานั่งลงตรงข้างๆ คุณแม่ของหล่อน

“อ้าวพ่อก็คิดว่าอยากอยู่อเมริกาจนไม่อยากกลับบ้านแล้วซะอีก”

เขาเอ่ยแซวลูกสาวบุญธรรมที่เขารักหล่อนดั่งลูกในไส้พอๆ กันกับที่เขารักเรย์และเจเดน

“หือ ใครว่าล่ะคะ ตอนนี้พอได้ยินคำว่า อเมริกา แล้วนี่ฟารู้สึกผะอืดผะอมเหลือเกินค่ะ เวลาแปดปีที่ทรมาน ฟาจะไม่ขอจากคุณพ่อคุณแม่ไปไหนอีกแล้ว ให้ตายเถอะ”

จอร์จและอันธิกาหัวเราะถูกใจไปกับประโยคของลูกสาวสุดที่รัก

“ฟามาเหนื่อยๆ เดี๋ยวลูกขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนดีไหม เดี๋ยวพอได้เวลาทานข้าวเย็นแม่จะให้คนขึ้นไปตาม”

“โอเคค่ะคุณแม่ เรายังทานข้าวเวลาเดิมอยู่หรือเปล่าคะ”

ฟาริดาถาม เวลาทานข้าวเย็นสำหรับตระกูลเฟรย์ ซึ่งปกติก็มีคุณพ่อคุณแม่และพี่เรย์ ส่วนพี่เจเดนนั้นเวลานี้แต่งงานแล้วอยู่ที่อังกฤษ ต่อไปนี้ที่โต๊ะอาหารก็จะเพิ่มฟารีดาเข้าไปด้วยอีกหนึ่งคน

“เวลาเดิมจ้ะลูก หกโมงตรง”

ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้วพี่เรย์นั้นจะไม่ชอบมาสุงสิงพูดคุยกับคุณแม่หรือคุณพ่อของเขาเอง หากแต่เมื่อถึงเวลาทานอาหารเช้าและอาหารเย็น มันเป็นกฎและธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกคนจะต้องมาทานข้าวด้วยกัน นอกเสียจากว่าต่างคนต่างติดธุระหรือพี่เรย์ติดงานจนค่ำมืด หรือมีการเลี้ยงตามโอกาส

บทก่อนหน้า
บทถัดไป