บทที่ 6 หวั่น...
ใบหน้าเล็กงอง้ำอ้าปากงับแขนล่ำข้างที่กำลังแย่งหล่อนอยู่ เจฟิโอสะดุ้งโหยง
“โอ๊ย...ยัยหมาบ้า กัดเก่งจริง เฮ้ย...โอเคๆ ยอมแล้ว”
เสียงร้องเจ็บพร้อมกับยอมปล่อยมือที่ถือส้อมจิ้มกุ้งของไอริส ไอริสย้ำฟันลงไปเต็มแรงด้วยความแค้น
“เฮ้ย...เจ็บนะ ปล่อยซะทีสิ ไอไม่ใช่ที่ลับฟันของยูนะริส เอะอะก็กัดเอากัดเอาแบบนี้ หมาบ้าชัดๆ”
เจฟิโอโวยวายแล้วผลักศีรษะเล็กออก ไอริสยอมปล่อย หญิงสาวยิ้มสะใจที่เอาชนะเขาได้ในครั้งนี้
“น้าโจทำตั้งเยอะแยะ แย่งกันเป็นเด็กๆ ไปได้”
โจซิเฟียเอ่ย ทั้งสองไม่ได้ห้ามปรามเพราะชินกับเด็กคู่นี้ รู้ว่าจะต้องแกล้งกันจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะแล้วก็จะหยุดไปเอง
“พลีสคงไปบ้านทาริตามเคยสินะคะ แล้วไบรอันล่ะคะ”
ไอริสเอ่ยถามถึงรุ่นน้องซึ่งเป็นลูกๆ ของเบนกับโจซิเฟีย พาลีซ่าอายุสิบแปดปี ไบรอันอายุสิบหกปี เด็กๆ บ้านนี้กับบ้านมาร์กอสนั้นซี้ปึ้กกัน พาลีซ่าแก่กว่าทาริต้าไม่กี่เดือน เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งห้องเดียวกัน ส่วนไบรอันกับเทวินก็อายุเท่ากันและเรียนไฮสกูลห้องเดียวกันด้วย
“ใช่จ้ะเห็นว่ามีงานกลุ่มเลยค้างที่บ้านทาริ ส่วนไบรอันกับเทวินไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียนจ้ะ” โจซิเฟียเอ่ยตอบ
ทั้งสี่คนทานข้าวไปคุยกันไป เจฟิโอตักกุ้งตัวหนึ่งไปจ่อปากให้ไอริส หญิงสาวยิ้มแล้วอ้าปากรับ เขาจำได้ว่าหล่อนชอบกุ้งที่มีไข่ ไอริสเคี้ยวกินตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
“เจฟใจดีเห็นหรือเปล่า อย่าลืมบอกแม่ด้วยล่ะ”
ไอ้คนให้แล้วหวังผลรีบเอ่ยออกมาพร้อมกับรวบช้อนอิ่ม ไอริสหุบยิ้มฉับย่นจมูกให้เขา เพราะเขาอิ่มและกินไม่หมดนั่นเองถึงยอมยกเจ้ากุ้งนั่นให้หล่อน
หลังจากทานเสร็จก็พากันขอตัวกลับตามนิสัยแค่ต้องการฝากท้อง เจฟิโอเดินมาเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ไอริสก้าวขึ้นไปนั่งฝั่งผู้โดยสาร
“ไอจะไปส่งยูที่บ้านนะ” เสียงห้าวเอ่ยบอก
“เฮ้ย ริสจะแวะไปหาแม่ไวน์กับคุณลุงก่อน” ไอริสเอ่ยท้วง เจฟิโอหันมามอง ใบหน้าหล่อร้ายขมวดมุ่นนิดหนึ่ง
“ยูมันตัวยุ่งที่สุดรู้ไหมริส... ก็ได้ แต่ห้ามฟ้องแม่ล่ะ” เขาหันมากำชับ
“ฟ้องอะไร ริสไม่ใช่คนขี้ฟ้อง มีแต่พูดความจริงทุกครั้ง” สาวน้อยเอ่ยเถียง
“ไม่รู้ล่ะ ไหนลองซ้อมกันก่อน ตามสเต็ป ลองพูดมาซิ”
เจฟิโอคะยั้นคะยอ รู้กันดีทั้งคู่ว่าหากเจอหน้าไอริส มารดาและบิดาของเขาจะต้องถามว่า เขาแกล้งหล่อนหรือเปล่าเป็นคำถามแรก
“เอ่อน่า รู้แล้ว...ไม่พูดอะไรให้ยูต้องโดนด่าหรอก ไปเถอะมันค่ำมากแล้ว ริสจะโทรไปบอกคุณแม่ก่อนนะว่าเจฟจะไปส่ง”
หญิงสาวเอ่ยแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมากดโทรหามารดา เจฟิโอสตาร์ทรถแล้วขับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วตามนิสัยเท้าไว
“ห้ามอยู่คุยนานนะ เพราะไอมีนัดคืนนี้” เสียงห้าวเอ่ยกำชับ
เพียงห้านาที รถสปอร์ตคันโฉบเฉี่ยวก็เคลื่อนเลี้ยวเข้าไปในรั้วคอนกรีตสูงทาสีครีม ประตูรั้วอัลลอยด์ดัดเป็นรูปโค้งสวยมีเครื่องหมายสัญลักษณ์ของตระกูลแม็คเคนซี่ตามที่เห็นในโรงแรมและบริษัทในเครือ
ถนนคอนกรีตกว้างจากประตูรั้วถึงตัวคฤหาสน์มีเสาโคมไฟเป็นระยะ ขอบถนนปลูกดอกไม้สีเหลืองทั้งสองข้าง หน้าบ้านเป็นสนามหญ้าตัดเรียบเป็นสี่เหลี่ยมกว้างมาก ขนาดตีกอล์ฟออกกำลังแขนเล่นได้สบาย ตัวบ้านเป็นตึกสามชั้นหลังใหญ่ขนาดหลายสิบห้องนอน โทนสีครีมสลับสีกุหลาบ ดูหรูและโรแมนติก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามารดาเป็นผู้เลือกโทนเฉดสี ลานด้านหน้าคฤหาสน์มีน้ำพุขนาดใหญ่ รูปปั้นเทพธิดายืนบีบมวยผมที่มารดาเคยเล่าตำนานเรื่องแม่พระธรณีให้ฟัง
เจฟิโอหยุดรถตรงหน้าโรงจอดรถของแมนชั่น ไอริสรีบเปิดประตูลงไปแล้วควานหาเหรียญ
“เอาอีกละ อยากจะรู้นักว่าแต่ละครั้งนี่ยูอธิษฐานอะไร เห็นมาทีไรเป็นโยนทุกที”
เสียงห้าวเอ่ยดังด้านหลัง ไอริสกำเหรียญแล้วหลับตาอธิษฐาน หญิงสาวยิ้มแล้วโยนมันลงไปในน้ำพุตามความเชื่อ ร่างบางหันมาเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ยืนชิดอยู่ เขาจ้องหน้าหล่อนเหมือนรอฟังคำตอบ
“เฮ้ย เรื่องอธิษฐานไม่มีใครเขาบอกกัน เพราะถ้าบอกแล้วมันจะไม่เป็นจริง”
เสียงใสเอ่ยลอยหน้าลอยตา เจฟิโอดึงหมวกแก๊ปของหล่อนออกเอามาสวมเสียเอง เขาจับหล่อนหันหลังแล้วรวบผมที่ชี้โด่ชี้เด่มัดให้อีกทีเพื่อให้ดูเรียบร้อยขึ้น
“อย่าลืมบอกแม่ล่ะว่าเจฟน่ารักกับริสแค่ไหน เอาเหรียญมาเหรียญสิ เจฟจะโยนมั่ง”
เขาเอ่ยสั่งกำชับเวลาทำดีกับหล่อน พร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าอย่างนึกสนุก เห็นใครๆ มาที่บ้านนี้ทีไรจะต้องเป็นโยนเหรียญกันประจำ โดยเฉพาะพวกน้องๆ ผู้หญิง
“เขาต้องใช้เหรียญของใครของมัน ถ้างั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์” ไอริสเอ่ย เจฟิโอขมวดคิ้ว
“อำหรือเปล่า ใครเขาจะรู้ว่าไอเอาเหรียญยูโยนน่ะ ถ้ายูไม่พูด”
“อ้าว...ก็บนนู้นไงเล่า ท่านรู้ทุกอย่างแหละ” หญิงสาวบุ้ยปากขึ้นไปบนฟ้า ทำหน้าจริงจัง
