บทที่ 9 คนไม่รู้ตัว

“โอเค...”

สเตฟานเอ่ยออกมาง่ายๆ เพียงเท่านั้น ยกวิสกี้ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว เขาเห็นสายตาลูกชายแล้วก็คิดว่าพอจะเข้าใจ ว่าไอ้คนโชคร้ายนั่นคงจะพูดอะไรเกี่ยวกับไอริสที่ไม่เข้าหูเจฟิโอนั่นเอง เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เจฟิโอรับหน้าที่ดูแลไอริสตามที่ผู้ใหญ่ได้มอบหมายให้อย่างจริงจังมาก ใครพูดให้เสียหายไม่ได้ แกล้งก็ไม่ได้ นอกจากเจฟิโอคนเดียวเท่านั้น สเตฟานหันหลังแล้วลอบยิ้มขำเจ้าลูกชาย เวลานี้กำลังเข้าไปยืนข้างหลังน้องแล้วเป่าลมใส่หู ทำให้ไอริสแทงลูกพลาด

“อั๊ย...ไอ้คนขี้โกง แกล้งเราให้เสียสมาธิเหรอฮะ! คุณลุงขา ริสไม่ยอมนะ ริสจะแทงใหม่นะคะ เจฟแกล้งริสทำไม ไอ้คนเกเร”

หล่อนต่อว่า หันไปฟ้องสเตฟานพร้อมกับใช้ไม้คิวตีขาเจฟิโอ

“เฮ้ย...เจ็บนะ” เจฟิโอร้องและขยับหนี ไม่กล้าตีคืนเพราะบิดายืนมองอยู่

“ริสเล่นดีขึ้นมาก ลุงมองท่าก็รู้แล้ว แอบไปฝึกมาจากไหน ไหนว่ามัวแต่ทัวร์คอนเสิร์ตไงล่ะ”

สเตฟานเอ่ยกับสาวน้อย ไอริสยิ้นแป้นกับคำชม

“เมอร์รี่สอนริสค่ะ คุณลุงจำได้มั้ยคะที่ริสเล่าให้ฟัง เมอร์รี่เขาเป็นแขกรับเชิญตอนทัวร์คอนเสิร์ตของริสครั้งนี้ค่ะ เลยมีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะเลย”

เมอร์รี มอร์ เป็นนักร้องในสังกัดเดียวกัน ไอริสค่อนข้างสนิทกับเขา

เจฟิโอยืนฟังอย่างตั้งใจ สเตฟานเห็นท่าหูกางผึ่งของลูกชาย เขาคิดว่าเขามองเห็นควันโขมงพุ่งออกหูของเจ้าคนเกเรด้วย สเตฟานลอบยิ้มขำลูกชายตัวดี

“จำได้สิ...ใช่แฟนหรือเปล่าคนนี้”

เขาแกล้งถาม ไอริสหน้าแดงเพราะไม่เคยคุยเรื่องผู้ชายแบบตรงๆ กับพวกผู้ใหญ่ในครอบครัว

“อึ๋ย...หน้าแบบนี้เหรอมีแฟน”

เสียงเจฟิโอดังแทรกขึ้นมาก่อนพร้อมทำท่าเบ้ปาก ทำให้สาวน้อยทำหน้าบึ้งใส่ทันที

“ทำไม? เจฟมีปัญหาอะไรไม่ทราบ หน้าริสมันอาจสวยสู้ผู้หญิงของเจฟไม่ได้ แต่ก็มีคนมาจีบเยอะแยะ มีหลายคนด้วยรู้ไว้ด้วย เช้อะ!” หล่อนทำเสียงอวดแล้วเชิดหน้าใส่เขา

“อ๋อเหรอ...เยอะเลย...ใครมั่งละ”

เขาทำเสียงถาม จริงๆ คืออยากรู้ว่าหล่อนมีใครมาจีบจริงๆ หรือว่าแกล้งโม้ ไอริสสะบัดหน้า

“เรื่องอะไรจะบอก เพราะมันไม่เกี่ยวกับยู คุณลุงคะริสยี่สิบสองแล้ว เรียนจบแล้ว มีงานทำแล้ว ริสดูแลตัวเองได้แล้วไม่ต้องให้เจฟมาตามดูเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ...”

ไอริสหันไปพูดกับสเตฟานถึงหัวข้อที่เป็นปัญหาอยู่ในใจมานานพอสมควรกับเรื่องความไม่มีอิสระเสรีเท่าที่ควรภายใต้จอมเผด็จการนามเจฟิโอ สเตฟานพยักหน้าอย่างง่ายๆ

“แล้วแต่หนูสิ โตๆ กันแล้วเหมือนที่ริสว่า ลุงไม่บังคับใครทั้งนั้น เราสองคนตกลงกันเอาเองก็แล้วกัน”

สเตฟานกล่าว ปรายตามองดูเจฟิโอ เห็นใบหน้าของลูกชายขึงเครียดขึ้น

“เฮ้ย...หุบปากริส ยูน่ะเหรอดูแลตัวเองได้ เมื่อชั่วโมงก่อนยังร้องไห้ซิกๆ เหมือนเด็กสามขวบอยู่เลย”

เสียงขุ่นเอ่ยขึ้น

“เขาแกล้งริสค่ะคุณลุง”

ได้ทีรีบฟ้องทำให้เจฟิโอรู้ตัวว่าได้เผลอพูดออกไป สเตฟานหรี่ตามองลูกชาย

“เขาพูดแบบนี้ไงฮะพ่อ ชอบอวดโอหังว่าดูแลตัวเองได้อย่างโน้นอย่างนี้ เจฟก็แค่อยากพิสูจน์เท่านั้นเองว่าเขาดูแลตัวเองได้จริงหรือเปล่า ก็แล้วแต่สิ เจฟไม่อยากยุ่งด้วยนักหรอก ในเมื่อเก่งแล้ว ก็เชิญตามสบาย”

เขาเอ่ยเสียงห้วน ใบหน้ามึนตึงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เพราะเคยชินกับการได้คุมอำนาจเหนือคนตัวเล็ก แต่เวลาอยู่กับพ่อแม่ของเขา ยัยนี่ขี้ฟ้องชะมัด คอยดูเดี๋ยวจะเอาคืนซะให้เข็ด ชายหนุ่มคิดในใจ

“เอาล่ะ ไม่ต้องเถียงกัน ริสมานานไหมคราวนี้ ได้พักจนถึงเมื่อไหร่” สเตฟานยกมือห้ามทัพและถามไอริส

“เดือนหนึ่งค่ะ ริสอยากไปเมืองไทย...อยากไปสูดโอโซนที่ไร่รังสิมันต์สักหน่อยน่ะค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยบอกแพลนกับผู้เป็นลุงพร้อมกับยิ้มอาย เมื่อเห็นท่านทำหน้ายิ้มล้อเลียน

“นายอัศณ์เขาชวนหรือไง”

สเตฟานถาม เห็นร่างสูงของลูกชายเดินไปชิดโต๊ะสนุกเกอร์แล้วก้มลงแทงลูกอย่างแรง เขาจุดยิ้มพอใจอย่างเงียบๆ

“พี่อิงค่ะ พี่อัศณ์ไม่มีเวลาชวนใครหรอกค่ะ เห็นพี่อิงว่ายุ่งอยู่แต่กับงานไร่งานสวน”

ไอริสตอบ หันไปมองคนหน้าบึ้งแทงลูกกลมอย่างฉงนว่าทำไมถึงต้องแทงด้วยท่าตะบึงตะบอนแบบนั้นด้วย

“เจฟละ ไม่อยากไปกับไอด้วยเหรอ แต่ยูคงไปไม่ได้หรอก เพราะสาวๆ ของยูจะต้องเหงาแน่

“ฮื่อ...ใช่แล้ว ไอยุ่งไม่มีเวลาท่องโลกเหมือนยูหรอก” เสียงห้วนเอ่ยตอบ ไอริสยักไหล่ไม่แคร์

“อืม...นี่มันจะสามทุ่มแล้ว ริสขอตัวกลับก่อนนะคะคุณลุง คุณพ่อคุณแม่รออยู่ค่ะ แต่ริสโทรไปบอกแล้วว่าจะแวะบ้านแม็คเคนซี่ก่อน”

ไอริสเอ่ยเสียงแจ่มใส สเตฟานพยักหน้า เดินมาโอบไหล่สาวน้อยพาเดินตรงไปยังประตูแล้วดึงมันเปิดออก เจฟิโอเอาไม้คิวไปเก็บเข้าที่ของมันแล้วเก็บลูกสนุกเกอร์ทั้งหมดมาตั้งเฟรมเก็บ

“กลับเถอะ ป่านนี้พ่อเรามายืนชะเง้อรอหน้าบ้านแล้วล่ะ”

สเตฟานเอ่ยกับไอริส

“เจฟไปส่งริสนะ” ไอริสหันไปมองเมื่อเห็นเขาไม่ยอมพูดอะไร

“ฮื่อ...” เขาเอ่ยเพียงแค่นั้น ก็เดินตามหลังมาอย่างเงียบๆ


ไอริสก้าวไปนั่งในรถที่มีคนหน้าบึ้งสตาร์ทรออยู่

“เจฟจะไปส่งที่บ้านเลยนะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบแล้วขับรถพุ่งออกตามสไตล์เฉพาะตัว

“แล้วของขวัญที่ว่าจะให้ริสล่ะ” ไอริสเอ่ยทวง ยังไม่ลืม

“มันดึกแล้ว เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน เดี๋ยวบ้านโน้นจะเป็นห่วง”

“ก็ได้” ไอริสพยักหน้าเห็นด้วยแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมา

“Hi อลัน นี่ริสนะ ริสเพิ่งมาถึงค่ะ”

เสียงใสคุยโทรศัพท์พร้อมกับยิ้มไปด้วย เจฟิโอปรายตามองด้วยความหมั่นไส้

“ค่ะ ริสพักที่บ้าน...อืม...คืนพรุ่งนี้เหรอคะ...ได้สิ ริสว่าจะชวนคุณเหมือนกัน ไม่ได้ออกไปเที่ยวแถวนี้นานแล้ว...อืม...ริสก็คงต้องปลอมตัวหน่อยมั้ง”

เสียงคุยเจื้อยแจ้วดังเข้าหู พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักอารมณ์ดี ทำให้เจฟิโอกระทืบเท้าไปบนคันเร่งแล้วหันรถกลับเข้าเมือง ไอริสคุยเสร็จก็เก็บโทรศัพท์ สังเกตว่าเขาเปลี่ยนทิศทาง

“อ้าว ไหนว่าไม่ไปเพนต์เฮาส์ไง ยูมีนัดไม่ใช่เหรอ” ไอริสเอ่ยถาม

“ยูอยากเที่ยวไม่ใช่เหรอ ไปกับไอก็ได้”

เสียงห้าวเอ่ยชวนห้วนๆ ขับรถตรงไปยังโรงแรมแกรนด์เอ็มซี

“อ้าว แล้วสาวของยูล่ะ มีเดตไม่ใช่เหรอ” ไอริสเอ่ยถาม

“ก็ไม่เห็นเป็นไร ไปกันเป็นกลุ่มก็สนุกดีเหมือนกัน”

เขาตอบ ไอริสนิ่งคิดแล้วยักไหล่ ยังไม่เคยเที่ยวกับเจฟิโอพร้อมกับผู้หญิงของเขาเลยสักครั้ง สมัยที่อยู่บอสตันด้วยกันนั้น เขามีเดตเป็นประจำ ส่วนไอริสก็ทำงานกับค่ายเพลงตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง ไม่เคยมีเวลา และเมื่อดังมีชื่อเสียงก็ไม่อยากเที่ยวเพราะคนจำได้แล้วมักจะเข้ามาถึงตัวทำให้หล่อนไม่สนุกกับการถูกยื้อกระชากจากเหล่าแฟนคลับ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป