บทที่ 2 สวนรัก

นางสาวผักบุ้งของชาวบ้านบางกระเส่า ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเจ้าหล่อน นางสาวผักบุ้งมีชื่อจริงที่ไม่ค่อยมีใครแยแสและใส่ใจว่า

นางสาวพลิดา พรหมไพรัตน์ อายุ 21 ปี กำลังเรียนการศึกษาทางไกล ระดับปริญญาตรี สาขาภาษาอังกฤษ เนื่องด้วยพลิดาเกลียดการเรียนมาก หลังจากจบมัธยมปลายแล้วก็ไม่ยอมสมัครสอบเรียนต่อที่ไหน แต่ถูกยายบังคับให้เรียน หญิงสาวขัดไม่ได้ จึงไปสมัครเรียนทางไกล และอยากจะรีบเรียนให้มันจบไวๆ อาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้ให้คำแนะนำว่าหากต้องการเรียนให้จบภายในสามปีครึ่งจะต้องทำอย่างไรบ้าง ดังนั้นปีนี้จึงเป็นปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรีที่ถูกยายบังคับ

"เฮ้ย พี่บุ้ง ว่าแต่ลูกชายคุณนายที่จะกลับจากนอกนี่ มันคนไหนวะพี่ เห็นว่าแกมีลูกชายตั้งสองคนนะ"

อามเอ่ยถามในขณะที่ทั้งสองกำลังขี่รถซาเล้งไปตามถนนดินแดงเพื่อไปในสวนของยายแจ่มจันทร์ เก็บผักสดเตรียมเอาไปขายส่งให้แม่ค้าที่ตลาด ซึ่งอาชีพทำสวนผักเป็นอาชีพหลักของพลิดา ช่วยยายทำมาตั้งแต่จำความได้ และเวลานี้ก็กระโดดลงมาทำอย่างเต็มตัว ปล่อยให้ยายแจ่มจันทร์ขายของที่บ้านอย่างเดียว ไม่ต้องการให้ยายต้องทำงานหนักอีกต่อไป

"เออ เอ็งถามข้า แล้วข้าจะไปถามหมาที่ไหนวะ...คนไหนก็ช่างหัวมันปะไร ไม่ได้เกี่ยวกะเราสักหน่อย"

ลูกพี่ตอบอย่างจริงใจด้วยภาษาวัยสะรุ่นตามปกติ

"อ้าว ถ้าไม่รู้ พี่บุ้งอาจกลายเป็นผู้สื่อข่าวตกเทรนด์ไปนะเว้ย เรื่องในตำบลบางกระเส่าของเรานี้ ไม่มีเรื่องไหนที่พี่บุ้งไม่รู้! พี่บุ้งต้องรู้! และพี่บุ้งต้องรู้ก่อนใครด้วย!"

ลูกน้องเอ่ยเตือนสติและเตือนถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ลูกพี่ต้องทำปากขมุบขมิบครุ่นคิด...

เออ! มันก็จริง! ถึงแม้จะไม่ได้อยากรู้เรื่องลูกชายของคุณนายทองถี่เลยสักนิด แต่ตำแหน่งการเป็นผู้สื่อข่าวประจำตำบลมันถือเป็นหน้าที่ที่ผักบุ้งจะต้องรับผิดชอบพอสมควร เพื่อให้ประชาชนชาวบางกระเส่าไม่ตกข่าวล่าสุด

"ข้าไม่รู้จักพวกนี้หรอกว่ะ ชีวิตเรากับเขามันคนละเส้นทางกัน พวกผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน เขาอยู่กรุงเทพฯ บ้านนอกคอกนาแทบจะไม่เคยมาเหยียบ เราจะไปรู้จักเขาได้ไงวะ"

ลูกพี่เปรยออกมา มันเป็นความจริงที่ว่าลูกชายของคุณนายนั้นไม่ค่อยมีใครเคยเห็นหน้าเห็นหนวด เพราะเห็นว่าอยู่กรุงเทพฯ กับทางพ่อ เรียนจบก็ไปเรียนต่อเมืองนอกทันที ตอนสมัยเด็กก็เคยเห็นอยู่แว้บๆ เหมือนกัน ตอนที่พวกนั้นมาเยี่ยมมารดา ก็เท่านั้นเอง แต่ได้ยินเรื่องราวของคุณนายจากคนที่รับใช้เอามาเล่าบ้างตามโอกาส เท่าที่ได้ยินคำเล่าลือก็คือ ผัวคุณนายเป็นแขก คุณนายเป็นคนเชื้อสายจีนปนแขก ผัวคุณนายตายไปแล้ว คุณนายมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่กรุงเทพฯ ร่ำรวยจนไม่รู้จะเอาเงินไว้ที่ไหน

"คนพี่ชื่ออะไรหว่า... ชลละปะทาน อะไรทำนองนั้นมั้ง"

ลูกพี่เอ่ยพึมพำ ทำท่าทบทวนความจำอันเลือนราง รถซาเล้งมาจอดฉึกตรงหน้าประตูรั้วไม้ไผ่เก่าๆ อามรีบกระโดดลงไปดึงโซ่ออกแล้วผลักเปิดออกกว้างให้ลูกพี่ขี่รถเข้าไปจอดตรงหน้ากระต๊อบไม้ไผ่มุงด้วยจาก มีเตียงไม้ไผ่ตั้งอยู่ด้านหน้าเอาไว้นั่งจัดผัก

"เฮ้ย ไม่ใช่มั้งลูกพี่ ชื่อชนพระทิตย์อะเปล่า อามเคยได้ยินคล้ายๆ งั้น" ลูกน้องท้วงติง

"เออว่ะ อาจจะใช่ แล้วอีกคนละวะ"

ลูกพี่เกาหัวแกร็กๆ เอ่ยถามเผื่อลูกน้องจะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้กลับคืนมาได้บ้าง พลิดาจำได้ว่าเคยพบและเคยแกล้งคนกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่มันนานมาก ตั้งแต่พลิดาอายุสิบปี พวกนั้นตัวโตมาก สูงเหมือนเปรตทั้งสองคน จำได้แค่นี้เอง

"เหมือนชื่อ มนต์แคน อะไรทำนองนั้นนะลูกพี่" อามเอ่ย

"เฮ้ย! ใช่เรอะวะ"

ลูกพี่ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะคุณนายทองธารผู้ดีมาจากกรุงเทพฯ ที่มาซื้อที่อยู่ที่นี่ คงไม่ตั้งชื่อลูกชายว่ามนต์แคนแน่ เพราะนั่นจะต้องอินกับภาคอีสานพอสมควรถึงจะตั้งชื่อเป็นเครื่องดนตรีของทางโน้นได้

พลิดาเดินไปยังหลังกระท่อม พื้นที่สิบไร่ของยายนั้นหล่อนทำเป็นไร่นาสวนผสมที่มีทุกอย่างที่ยายชอบกินและสามารถขายเป็นเงินได้ แปลงผักทอดยาวอย่างเป็นระเบียบ รั้วไม้ไผ่เก่าล้อมกั้นอาณาเขตแบ่งแดนชัดเจนกับสวนร้างที่อยู่ติดกัน ซึ่งสวนนี้เคยเป็นของตาเสาร์ แล้วหลุดจำนองตกเป็นของคุณนายทองธารมาหลายปีแล้ว เคยมีคนมาเช่าทำบ้าง แต่ตอนหลังก็หยุดไป มันจึงถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างที่เห็น

พลิดาไม่เข้าใจคนรวยอย่างคุณนายทองธารเลยว่าจะมีที่ดินเยอะแยะเอาไว้ทำไม เพราะตัวเองไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย นอกจากเอาให้ชาวบ้านเช่าทำกินบ้างและปล่อยทิ้งร้างบ้าง อย่างผืนที่อยู่ติดกับที่ของยายแจ่มจันทร์นี้

พลิดาถอนหายใจ ยืนเท้าสะเอวมองดูผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ จำได้ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ทั้งหมดนี้ เป็นผืนดินมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษที่ยายได้เอาไปจำนองกับคุณนายทองธาร เพื่อเอาเงินให้น้าอินทร

น้าอินทร เป็นน้องชายของแม่ เป็นลูกคนเล็กของยายมาขอร้องว่าต้องการนำเงินไปลงทุน เป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยรับปากว่าจะเป็นคนส่งทั้งต้นทั้งดอก ซึ่งแรกๆ น้าอินทรก็ส่งให้ดี แต่ตอนหลังกลับหายเข้ากลีบเมฆไป ทำให้ยายกับพลิดาต้องรับภาระแทน แต่มันก็เหลือหนี้ค้างอีกไม่มากแล้วล่ะ พลิดาทำงานหนัก เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์อยู่ในเวลานี้ เพื่อที่จะเอาไปไถ่โฉนดกลับคืนมาให้ยายให้ได้

"อีกไม่นานหรอกยายจ๋า...ผักบุ้งจะเอาโฉนดสวนผักกลับคืนมาให้ยายให้ได้"

หญิงสาวสัญญากับตัวเอง... สวนผักสุดรัก ที่เป็นแผ่นดินทองของบรรพบุรุษ พลิดาจะไม่ยอมให้ถูกคุณนายทองธารยึดไปเป็นอันขาด!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป