บทที่ 5 นกคืนรัง
"พวกนรกส่งมาเกิดจริงๆ !" หญิงสาวให้พรตามหลังพลางถุยน้ำลายลงดิน สตาร์ทรถซาเล้งขับเคลื่อนไปตามทาง
"นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...หมาเห่าย่อมไม่กัด โดยเฉพาะหมาขี้ขลาด... รอบนี้ขอตัดจบแค่นี้ครับพี่น้อง เอาไว้รอบหน้าค่อยลุ้นกันใหม่ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป บ๊ายบายคร้าบ"
อามกล่าวปิดท้ายและลาผู้ชมไลฟ์ซึ่งมีหลายร้อยคน ไม่แน่ใจว่าจะมีพวกตำรวจดูอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะคำพูดไม่คิดของไอ้ก้อนเพชรอาจจะทำให้ตำรวจบางคนรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันก็ได้! และอามก็จะเก็บคลิปนี้เอาไว้เผื่อมีประโยชน์ในวันหน้า
ณ ออฟฟิศของ วิสุรวัฒน์ออแกนนิกเฮิร์บ บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงเทพฯ
ร่างสูงใหญ่ยืนหลังตรงหันหน้ามองทะลุกระจกตัดแสงออกไปยังวิวตึกสูงสกายไฮของเมืองหลวง ในห้องเย็นฉ่ำด้วยอิทธิฤทธิ์ของเครื่องปรับอากาศ มือล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง มีไมโครโฟนไวเลสเสียบติดอยู่ที่หู
ชลธิศ วิสุรวัฒน์ กำลังนิ่งฟังทางปลายสายพูดอยู่อย่างนิ่งสงบ ผิวสีแทนอ่อนตามสายเลือดลูกครึ่งภารตะ ใบหน้าที่เรียกว่า...หล่อไม่เกรงใจแม่ยก นิ่งขรึม คิ้วหนา ตาคมกริบ สันจมูกโด่งตรง รับกับริมฝีปากหยักขอบได้รูปชัดเจน ไรเคราที่โกนทุกเช้ามีสีเขียวจางๆ รอบแนวคาง ส่งให้ใบหน้ายิ่งเข้มคมบึกบึนและดูน่าเกรงขามสำหรับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา
"วัตถุดิบไม่ผ่านมาตรฐานเรื่องสารเคมีตกค้างครับบอส เลยต้องรีเจ็กต์เกือบ 70% เลย น่าเสียดายจริงๆ"
เสียงผู้จัดการโรงงานรายงาน ทำให้คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
"เป็นไปได้ยังไง ไหนว่าวัตถุดิบที่ส่งมาป้อนให้ทางเราไม่ใช้สารเคมีไงล่ะคุณวุฒิ"
เสียงทุ้มเอ่ยถามออกไปทันที โรงงานมีแหล่งผลิตวัตถุดิบจากหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกที่ได้ทำข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าเป็นการผลิตพืชผลที่ไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ ชลธิศเพิ่งได้ริเริ่มทำเมื่อห้าปีมานี้เอง หลังจากที่บิดาซึ่งเป็นเศรษฐีอินเดียได้เสียชีวิตจากไปโดยทิ้งโครงการเอาไว้ให้ ทำให้ชลธิศต้องกลับมาจากอังกฤษหลังจากเรียนจบปริญญาโท มาสานต่อโปรเจ็กต์นี้เพื่อท่าน เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มอายุยี่สิบห้า จากความรู้ที่เป็นศูนย์ในเรื่องพวกนี้ จนเวลานี้อายุสามสิบปี ใช้เวลาถึงห้าปีในการเรียนรู้บ่มเพาะประสบการณ์ จนสามารถสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ เขากำลังรู้สึกโล่งใจและภาคภูมิใจที่ทำให้ความฝันของพ่อเป็นจริง แต่ตอนนี้ก็ดันเกิดเรื่องขึ้นจนได้
"ผมกำลังสั่งให้คนงานตรวจหาต้นตออยู่ครับ เพราะเราชะล่าใจตรงกระบวนการรับวัตถุดิบ เราเอาเข้าจัดเก็บรวมกันไปหมด"
"ทำอย่างนั้นได้ยังไงคุณวุฒิ เซกชั่นต่างๆ ไม่เคยมั่ว มีการแยกแหล่งที่มาก่อนเสมอ"
ชลธิศทักท้วงเพราะเขาทราบทุกขั้นตอนของการผลิต เนื่องจากเป็นผู้คิดและสร้างมันขึ้นมากับมือ กว่าระบบจะเข้าที่และอยู่ตัวก็ใช้เวลาถึงสองปี
"พอดีตอนที่ผมไปสัมมนา พวกคนงานใหม่มันไม่รู้เรื่องครับ วัตถุดิบมาถึงเย็นพอดี มันก็เลยรีบรับไว้ก่อน ก็กองไว้หน้าโรงเก็บ วันรุ่งขึ้นพวกจัดสต็อกก็ไม่รู้ คิดว่าผ่านการตรวจเช็กเก็บข้อมูลแล้ว ก็ขนเข้าไปเก็บ นิสัยคนไทย บอสก็น่าจะทราบดี พอไม่มีปัญหาก็ชักประมาทเลินเล่อและละเลยกฎ นี่ถ้าพวกมันถามกันสักนิด ก็คงจะไม่เกิดเรื่อง คงจะตรวจสอบได้ว่าไอ้ส่วนที่มีสารเคมีนั้นน่ะ มาจากแหล่งผลิตใด"
ผู้จัดการอธิบายรายละเอียด เพราะรู้จักบอสใหญ่เป็นอย่างดีว่าจะมารายงานสรุปคร่าวๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนให้ไปหาข้อมูลมาใหม่จนกว่าบอสจะพอใจ
"เดี๋ยวผมจะลงไปดูด้วยตัวเอง" เสียงทุ้มกล่าวแล้วกดตัดการสนทนา
กริ๊ง-กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์เข้าทันทีที่เขากดวางสายจากผู้จัดการ
"มาถึงแล้วหรือ" เสียงถามออกไปอย่างไม่มีความตื่นเต้นเมื่อเห็นชื่อคนโทรมา
"เพิ่งลงจากเครื่องเฮีย... ทำไมเมืองไทยมันโคตรร้อนเลยวะ ออกมาหน้าแอร์พอร์ตก็แทบจะอยากกระโดดขึ้นเครื่องกลับไปลอนดอนอีกรอบ"
เสียงห้าวของ ชนแดน วิสุรวัฒน์ ดังมากระแทกหู ชลธิศจุดยิ้มขำไอ้คนที่อยู่เมืองหนาวมานานอย่างสบายใจ ปล่อยให้เขาล้มลุกคลุกคลานกับความฝันของพ่อจนเป็นรูปเป็นร่าง แล้วมันถึงค่อยโผล่หัวมา
"แม่โทรมาแต่เช้า บอกว่าให้บินตรงไปหาเลย แกจะได้ไม่ต้องทนร้อนกับอากาศกรุงเทพฯ ไง"
พี่ชายประชด
"เฮ้ย! ไม่เอาโว้ย เพิ่งกลับมาขอพักหูพักหัวสักเดือนก่อนเถอะว่ะ ใครอยากจะไปให้คุณนายบ่นทันทีที่เห็นหน้าล่ะเฮีย พาเพื่อนมาเที่ยวด้วย"
"แกมันลูกอกตัญญูฉิบหาย พ่อก็ไม่เอา แม่ก็ไม่เอา อย่าบอกนะว่าแกหอบเอาเมียแหม่มมาฝากแม่ด้วยน่ะเจ้าแดน"
พี่ชายกล่าวอย่างรู้ทันนิสัยเจ้าชู้กะล่อนของผู้เป็นน้องเป็นอย่างดี
"เมีย? บ้าเหรอ! อย่าพูดคำหยาบคายเด็ดขาด! และได้โปรดอย่าพูดคำคำนี้ให้คุณนายได้ยินด้วย เดี๋ยวก๊อจะซวยกันไปหมด!"
น้องชายทำเสียงเสียวไส้มาตามสาย
"แกอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ไม่ต้องเสียวไส้ไปหรอก กลับมาอยู่บ้านถาวรแบบนี้ แกโดนคุณแม่จับแพะชนแกะแน่ เพราะแม่คงไม่อยากเห็นแกไปคว้าผู้หญิงที่ไม่ถูกใจมาเป็นลูกสะใภ้"
"แต่พี่เป็นพี่คนโต ยังไงแม่ก็จะต้องจัดการพี่ก่อน" เสียงน้องชายกล่าวอย่างเป็นต่อ
"ฉันไม่ว่างมากเหมือนแก แม่มีตาและมีสมองของท่านเอง ท่านคงจะดูออกว่าจะต้องจัดการกับใครก่อน แค่นี้นะ"
พี่ชายจะวางสายเอาดื้อๆ
"อ้าว! แล้วกันเฮีย เดี๋ยวก่อนสิ! แล้วผมจะไปบ้านยังไงล่ะ เฮียส่งรถมารับตามที่ขอหรือเปล่า" เสียงห้าวรีบถาม
"แกไม่ได้กลับเมืองไทยแค่ห้าปีเอง! ถ้าจำวิธีการขึ้นแท็กซี่ไม่ได้ ก็กลับไปอังกฤษซะ!"
ชลธิศกล่าวอย่างไม่แคร์ กดวางสายทันที เขาถอนหายใจ... ตอนที่พ่อตายคือครั้งสุดท้ายที่ชนแดนกลับมาเมืองไทย นั่นก็คือเมื่อห้าปีที่แล้ว! ต่อไปนี้เขาจะทำให้แน่ใจว่าเจ้าน้องชายตัวดีมันจะโตเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบอย่างที่คนอายุยี่สิบเจ็ดปีควรเป็น!
ชนแดนยืนเท้าสะเอวมองดูรถราที่ค่อยๆ วิ่งตรงหน้า... เวลาห้าปี...กรุงเทพฯ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นอากาศที่ร้อนตับแตกจนเขาต้องรีบถอดเสื้อหนังสีดำออกมาพาดบ่า เสื้อยืดสีดำไม่ได้ช่วยให้ร้อนน้อยลงไปเลย ร่างสูงมีผมสีดำสนิทหยักโศก ใบหน้าคมคายมีแว่นกันแดดแบรนด์เนมสวมกันแสงร้อนจ้าในเวลาเที่ยงวัน ผิวขาวอย่างคนที่อยู่เมืองหนาวมานานปี
"เรียกรถเถอะค่ะดาร์ลิ่ง ลิลลี่ร้อนจะเป็นลมแล้วนะ" เสียงกระเง้ากระงอดดังจากร่างเซ็กซี่ที่ยืนกอดแขนของเขาอยู่ ชายหนุ่มยื่นหน้ามาจูบแก้มขาว
"โอเคฮันนี่" เสียงห้าวตอบอย่างเอาใจ พลางเดินลากกระเป๋าไปยังจุดที่เขียนว่า TAXI หลังจากที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห้านาที ชนแดนก้าวขึ้นไปนั่งในรถที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่...
ชายหนุ่มมองไปนอกรถที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากบริเวณสนามบิน แผ่นดินมาตุภูมิที่จากไปนานถึงห้าปี... เวลานี้ได้กลับมาอยู่อย่างถาวร...เหมือนนกได้คืนสู่รัง เขายังนึกไม่ออกว่าจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะความเคยชินกับชีวิตอิสระที่อังกฤษ... ชนแดนถอนหายใจ... ก็คงต้องลองมันดูสักตั้งนั่นแหละ... ไม่ลอง มีหรือจะรู้!
