บทที่ 8 เจ้าถิ่นยิงรัวๆ

ชนแดนขับรถเก๋งสปอร์ตสองประตูสีดำจากกรุงเทพฯ สู่ต่างจังหวัดตั้งแต่เช้าเพื่อไม่ให้ร้อน ใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งก็เข้าเขตตำบลบางกระเส่า บ้านของมารดาอยู่บนถนนสายหลัก รั้วของบ้านยาวถึงสองร้อยเมตรขนานไปกับถนน ไม่มีใครในตำบลนี้ไม่รู้จักอาณาจักรของคุณนายทองธาร ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปตามถนนคอนกรีตส่วนบุคคลซึ่งต่อจากถนนใหญ่เข้าไปอีกยี่สิบเมตร

บี๊บ-บี๊บ

ชนแดนบีบแตรเพื่อเรียกหาคนมาเปิดประตูให้ ซึ่งไม่นานชายวัยกลางคนก็วิ่งลิ่วออกมาเลื่อนประตูรั้วเปิดออกกว้าง รถเก๋งคันแพงขับเคลื่อนเข้าไปภายใน จอดตรงหน้าบ้านตึกสองชั้นหลังใหญ่ ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ เปิดประตูก้าวลงไปแล้วปิดดังปัง ลิลลี่ก็เปิดประตูด้านผู้โดยสาร ก้าวขาเซ็กซี่ตามลงมา

ตรงลานบันไดปรากฏร่างผู้หญิงหุ่นบางท่าทางกระฉับกระเฉง ผิวขาวละเอียด ผมตัดสั้นย้อมสีดำสนิท สวมเสื้อสีแดงกับกางเกงสีดำ ในมือถือพัดจีนโบกไปมา ชนแดนเห็นก็จุดยิ้มทันที ร่างสูงรีบก้าวเข้าไปหา

"มาเสียทีนะพ่อคุณ!"

เสียงทักทายประโยคแรกดังขึ้น พร้อมกับท่าค้อนลูกชายคนเล็กปะหลับปะเหลือก ชนแดนโอบกอดมารดาแน่นอยู่ครู่หนึ่ง

"คิดถึงแม่จัง" ลูกชายเอ่ยประจบ จับไหล่มารดาออกห่างนิดหนึ่งแล้วก็จ้องมองเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลง

"โอโห ดำสนิทเลยแม่" ลูกชายทำเสียงทัก คุณนายทองธารรีบยกแขนขึ้นมาส่องดูผิว

"ดำตรงไหนยะ ฉันแทบจะไม่ได้เดินตากแดดเลยย่ะทุกวันนี้ เงินค่าตลาดก็มีคนคอยไปเดินเก็บให้"

ผู้เป็นมารดากล่าว ชนแดนหัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่ผิวฮะแม่ ไหนเฮียบอกว่าแม่กลุ้มจนผมหงอกเต็มหัว...โกหกเรานี่หว่า ไม่เห็นมีขาวเลยสักเส้น... อย่างนี้ต้องกลับไปคิดบัญชีซะแล้ว"

ชนแดนกล่าวแล้วหัวเราะต่อ เป็นผลให้ถูกฝ่ามือของผู้เป็นแม่ซัดเพียะลงบนต้นแขน

"ปากเรานี่มันเหลือเกินจริงๆ นะ ร้ายไม่เคยเปลี่ยน! แม่เลิกคิดถึงแกไปนานแล้วล่ะ คิดว่าถ้าตายเสียก่อนที่แกจะกลับมา ทรัพย์สมบัติส่วนของแกก็จะยกถวายวัดซะให้หมด ในเมื่อแกไม่เคยสนใจใยดีอยู่แล้วนี่"

คุณนายทองธารกล่าวประชดผู้เป็นลูก น้ำเสียงมีความน้อยใจในตัวลูกคนเล็กไม่ยอมหาย ชนแดนก้มไปหอมแก้มมารดาเป็นการขอโทษที่เขาหายหัวไปถึงห้าปี

"ผมขอโทษครับแม่ ต่อไปนี้จะมาอยู่กับแม่ ไม่ไปไหนอีกแล้ว"

ชายหนุ่มกล่าวออกมาจากความรู้สึก ลืมไปว่าเพิ่งมาถึง! ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้หรือเปล่า แต่เพราะเห็นหน้าแม่แล้วความรู้สึกผิดมันก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาเต็มหัวใจ จึงได้กล่าววาจาออกไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ

คุณนายทองธารตาโตด้วยความดีใจเมื่อได้ยิน

"พูดจริงนะลูก... อย่าโกหกแม่นะแดน!"

น้ำเสียงตื่นเต้นยินดี มีน้ำตาไหลปริ่มออกมาด้วย ทำให้ชนแดนรีบพยักหน้ายืนยันและกอดท่านอีกครั้ง เพราะเขาไม่ชอบเห็นน้ำตาของผู้หญิง โดยเฉพาะน้ำตาของแม่

"จริงสิครับแม่...ผมสัญญา"

เอ่ยออกไปแล้วก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก... เขาตัดสินใจโดยอาศัย ความรู้สึก อีกตามเคย เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นต้นว่าการที่รีบแพ็คกระเป๋าหนีไปอยู่อังกฤษเพราะความรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียบิดา... การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ ทั่วยุโรปเพราะรู้สึกเบื่อง่าย อยู่ที่ไหนไม่นานก็รู้สึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศ สุดท้ายก็กลับไปแฟลตที่ลอนดอนหลังจากตะลอนจนรู้สึกเซ็ง!

ชีวิตของเขาดูเหมือนจะใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินใจทุกอย่างมากกว่าใช้เหตุผล โดยเฉพาะอารมณ์เบื่อนั้น เป็นอารมณ์ประจำใจ ซึ่งชนแดนเดาว่าอาการที่เขาเป็นนี้ มันคืออาการของคนที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง จนรู้สึกว่า... ชีวิตไม่ต้องทำอะไร แต่พอไม่ทำมันก็น่าเบื่อ

โชคดีที่อารมณ์เบื่อง่ายของเขาไม่มีผลกระทบต่อเรื่องงาน ธุรกิจเล่นหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศหรือมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง อยู่ที่ไหนก็ซื้อขายลงทุนได้ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเอง

แล้วยังไงต่อล่ะทีนี้ ชายหนุ่มกวาดสายตามองบ้านและบริเวณรอบๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น รู้สึกถึงลมพัดโชยมาเป็นระยะให้ผิวที่มีเหงื่อเย็นวาบขึ้นมา

"อ้าว แล้วนั่นใครล่ะลูก"

เสียงมารดาทำให้ชนแดนนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้มาคนเดียว เขาหันไปมองลิลลี่

"นี่ลิลลี่ครับแม่"

ชายหนุ่มเอ่ยแนะนำ ลิลลี่ก็ยิ้มหวานพร้อมกับยื่นมือไปเพื่อจะเช็กแฮนด์ แต่พอนึกได้ก็รีบเปลี่ยนเป็นยกมือไหว้อย่างไทยแทน

"สวัสดีค่ะคุณแม่ขา" ลิลลี่กล่าวพร้อมกับเข้าไปกอดและหอมแก้มคุณนายเหมือนพวกฝรั่ง ทำเอาคุณนายทำหน้าไม่ถูก

"จ้ะ ไหว้พระเถอะหนู พูดไทยได้ด้วยเรอะ"

คุณนายทักทายอย่างประหยัดคำพูด มองดูหญิงสาวหน้าตาฝรั่งแต่พูดภาษาไทยได้แบบแปร่งๆ

"ลิลลี่เป็นครึ่งไทยครึ่งอังกฤษค่ะคุณแม่" ลิลลี่เอ่ยตอบ

คุณนายทองธารพยักหน้ารับทราบ ค่อยๆ แกะมือของลิลลี่ให้พ้นตัว รู้สึกหวาดระแวงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับหญิงสาวตรงหน้า เพราะคุณนายไม่มีความประสงค์จะได้ลูกสะใภ้ฝรั่ง เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีผู้หญิงประเทศใดในโลกนี้จะสู้ผู้หญิงไทยที่ถูกอบรมอย่างไทยได้แน่นอน ขนาดพวกผู้ชายฝรั่งยังมาหาเมียคนไทยเลย!

"ฉันมีลูกสองคน เรียกป้าก็พอจ้ะ" คุณนายกล่าวอย่างตรงตามความคิด ทำให้ลิลลี่หน้าเจื่อนไปทันที

"เอากระเป๋าเข้าไปในบ้านก่อนเถอะลูก ตาพุ่ม... อยู่ไหน ขนกระเป๋าลูกชายฉันเข้าบ้านที"

คุณนายตะโกนเรียก ไม่นานนายพุ่มซึ่งเป็นคนที่เปิดประตูให้ชนแดนก็วิ่งมา แล้วจัดการขนกระเป๋าลงจากรถ

"ลูกชายฉันเขาจะมาอยู่ยาวเลยคราวนี้ ขนไปไว้ชั้นบนเลยก็แล้วกัน"

เสียงคุณนายสั่งการด้วยน้ำเสียงมีความสุข จากนั้นก็ให้ลูกชายโอบไหล่เดินเข้าบ้าน


"ที่ดินของเรามีอยู่ในตำบลนี้ก็หลายแปลง... ลูกจะเริ่มตรงไหนก่อนก็ได้ แต่ถ้าให้แม่แนะนำละก็... มีอยู่แปลงหนึ่งท้ายหมู่บ้านโน่นแน่ะ ประมาณสามสิบไร่เห็นจะได้ หรือว่าแดนจะไปดูก่อนก็ได้"

มารดาเอ่ยขึ้นหลังจากที่ชนแดนเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้อง มารดาทำไม่รู้ไม่ชี้และไม่ถามว่าเขาต้องการพักห้องเดียวกับลิลลี่หรือไม่ แต่จัดแจงแยกห้องให้ลิลลี่ต่างหาก

ชนแดนได้แต่รู้สึกขบขันที่ผู้เป็นแม่ทำท่าหวงลูกชาย นี่ถ้าพ่อยังอยู่ก็คงจะหัวเราะเหมือนกัน เพราะเขาอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่จะพลาดพลั้งให้ผู้หญิงมาตะครุบทำสามีได้ง่ายๆ

"ผมจะไปสำรวจดูทุกแปลงเลยครับแม่ แต่จะไปดูผืนที่แม่แนะนำก่อน ที่ดินสามสิบไร่ผมก็ยังจินตนาการไม่ออกว่ามันกว้างใหญ่ขนาดไหน แต่คิดว่าน่าจะเป็นแปลงที่กำลังดีในการริเริ่ม"

"ได้ๆ เดี๋ยวแม่ไปด้วย ให้ยายพวงเมียตาพุ่มไปเป็นเพื่อนด้วย"

คุณนายเอ่ย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป