บทที่ 6 อีกครึ่งของเธอ

เจ้าหล่อนเป็นถึงอดีตดาวมหาวิทยาลัย มันก็น่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้างไม่ใช่หรือ โดยเฉพาะในเพจฮ็อตของมหา'ลัยที่ชื่อว่า ส่องหาลัยกัน

"อืม... ไม่เห็นมีข่าว นายไม่ลองโทรถามพวกเพื่อนสนิทของพีชดูล่ะ บางทีพวกนั้นอาจจะรู้นะ"

"ฉันบอกว่าช่างเถอะไงปาว ไม่ต้องยุ่งได้ไหม"

เขาเอ่ยเสียงขุ่น ดึงโทรศัพท์จากมือเธอ แล้วโยนไปบนที่นอนอีกด้านอย่างไม่สบอารมณ์

ปวรินทร์หน้าบึ้งทันควัน... เออ! ไม่อยากให้ยุ่งเธอก็จะไม่ยุ่ง ดีเหมือนกันว่ะ ขี้เกียจแคร์แล้ว หญิงสาวนึกอย่างฉุนๆ ปนน้อยใจ ขยับตัวจะลุกจากเตียง แต่มือใหญ่เอื้อมมาจับแขนเอาไว้เสียก่อน

"จะไปไหน"

"จะลงไปดูแม่หน่อย" หญิงสาวตอบเสียงห้วน

"สี่ทุ่มครึ่งแบบนี้ แม่ปิ่นเข้านอนแล้วล่ะ ไม่ต้องลงไปหรอก"

"ถ้างั้นนายก็กลับไปเถอะ เราก็จะนอนเหมือนกัน"

เธอเอ่ยไล่ หมดอารมณ์จะคุยกับพวกไบโพลาร์แล้ว

"ฉันนอนไม่หลับ... จะนอนด้วย"

"ไม่ให้นอน" เธอตอบทันควัน ปรรณวัชรขมวดคิ้วมุ่น

"ทำไม"

"แล้วทำไมต้องนอนห้องเราด้วยล่ะ ห้องนายก็มี โตๆ กันแล้ว เราอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากยุ่งกับนายเหมือนที่นายบอกไงล่ะ"

ปวรินทร์เอ่ยเสียงสะบัด ใบหน้าบึ้งตึง ปรรณวัชรเองก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์พอกัน

"เธอเป็นอะไรไป ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเถียงกับเธอตอนนี้หรอกนะปาว ปิดไฟดวงใหญ่แล้วมานอนได้แล้ว ทำเสียงดังเดี๋ยวแม่ปิ่นก็ได้ยินหรอก เธออยากให้แม่เห็นว่าเราทะเลาะกันรึไง"

เขาพูดเสร็จก็ลุกไปปิดไฟเสียเอง เหลือเพียงโคมไฟข้างเตียง ดึงแขนเธอไปยังเตียง กดตัวให้นอนลง ดึงผ้ามาห่ม และทั้งสองคนขยับหันหลังให้กันทันที

ปวรินทร์หลับตาลง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกับเขานอนด้วยกัน ความใกล้ชิดและความผูกพันระหว่างเธอกับเขามันก่อสานสายใยมาตั้งแต่จำความได้ เขากับเธอเป็นเหมือนเพื่อนและพี่น้อง เป็นครอบครัว ความรักและความผูกพันระหว่างกันมันมากมายจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

"ขอโทษ"

จู่ๆ เสียงห้าวขรึมก็เอ่ยออกมา ข้อดีของปรรณวัชรคือเขารู้จักขอโทษหากรู้ตัวว่าผิดหรือเวลาทำให้เธอโกรธ

"ปาว"

"อืม"

"ฉันขอโทษนะ ที่ใส่อารมณ์ไปหน่อย"

น้ำเสียงของเขาอ่อนลง

"อืม"

"ฉันรู้ว่าเธอหวังดี... แต่ฉันไม่อยากให้เธอเสียเวลากับเรื่องของฉันก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องไปค้นไปสนหรอกว่าเขาจะอยู่ไหนทำอะไร แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าฉันไม่มีความหมายอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเลย เธอไม่ต้องมากลุ้มเรื่องนี้หรอก... ฉันไม่เป็นไร เดี๋ยวก็จะมูฟออนแล้วล่ะ ขอเวลาทำใจสักสี่ห้าวัน"

เขาเอ่ยออกมายาวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง ปวรินทร์ถอนหายใจแผ่วเบา ขยับตัวนอนหงาย ในขณะที่ปรรณวัชรก็ทำเช่นเดียวกัน ไหล่หนากับไหล่บางเบียดชิดกัน รู้สึกอบอุ่นและรู้สึกดีเช่นทุกครั้ง

"ปาวคือเซฟโซนของเรา"

เขาพึมพำ ปวรินทร์ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจนักกับประโยคที่ว่าเธอเป็นเซฟโซนของเขา ตอนนี้เริ่มพูดยาวได้แล้ว คงจะถึงเวลาที่เขาต้องการระบายแล้วสินะ

"มูฟออนเร็วจังนะ... คบมาตั้งหลายเดือน แต่ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันในการลืมงั้นเหรอ"

"ชีวิตมันสั้น... จะไปเสียเวลาทำไมล่ะ ในเมื่อเขาเป็นคนมูฟไปแล้ว เราจะรออยู่ที่เดิมทำไม จริงไหม ชีวิตยังมีอะไรให้ค้นหาอีกตั้งเยอะแยะ มีผู้คนอีกตั้งมากมายที่รอให้เราได้ค้นพบ"

อ้อ... ทัศนคติของหมอนี่เป็นแบบนี้เอง... มิน่าล่ะ ถึงเปลี่ยนผู้หญิงราวกับเปลี่ยนกางเกงในแบบนี้

"คนเรารักได้ง่ายและลืมได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอปรรณ ถามจริง... ความรักของนายนี่มันรักจริงหรือรักเพื่อแก้เบื่อไปวันๆ กันแน่... อกหักแค่สี่ห้าวันแล้วก็มูฟออนไปจีบคนใหม่ได้โดยไม่เหลือเยื่อใยและความรู้สึกให้กับคนเก่าเลยเหรอ"

ปวรินทร์หันไปมองหน้าเขา ผิวของปรรณวัชรขาวละเอียดเหมือนแม่พรรณและได้เครื่องหน้าคมสันจากผู้เป็นพ่อรวมทั้งความสูงถึง 188 เซนติเมตร ใบหน้าของเขาดึงดูดสายตามาก ดวงตาคมกริบเปลือกตาสองชั้นชัดเจน จมูกโด่งเป็นสันตรงรับกับริมฝีปากไม่หนาไม่บางและหยักขอบลึกได้รูป เวลายิ้มเห็นฟันขาวเรียงสวยมีลักยิ้มทั้งสองแก้ม คางบึกบึนมีรอยผ่าเล็กน้อย

โดยรวมแล้วเขาหล่อจัดชนิดสามารถเป็นนายแบบหรือดาราได้เลย เคยมีคนมาทาบทามให้ถ่ายโฆษณาแต่เขาไม่เคยสนใจงานด้านนี้ ตอนอยู่ปีหนึ่ง รุ่นพี่มาขอร้องให้ประกวดเดือนมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ปฏิเสธอย่างไม่แยแส

"ไม่รู้สิ... แต่จากประสบการณ์... การที่เรามีคนใหม่มันทำให้ลืมคนเก่าได้เร็วขึ้น... ไม่ต้องอ้อยสร้อยเศร้าโศกกับความเจ็บปวดนานเกินไป แต่เอาจริงๆ นะ... ฉันอาจจะไม่ทันได้รักใครเลยก็ได้ คือยังไงดีล่ะ"

เขาทำท่าครุ่นคิดหาคำมาอธิบายให้เธอเข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง

"แบบว่าเวลาผู้ชายชอบผู้หญิงสักคนเพราะตรงสเปก แล้วผู้หญิงก็ชอบตอบ มันก็ถึงขั้นตกลงลองคบกันดูใช่ไหม แล้วทีนี้สำหรับเราพอคบๆ ไปมันก็อย่างที่เธอเห็นไง มันสั้นๆ ไม่ได้คบใครนานก็เลิกกัน ฉันคิดว่ามันแค่อารมณ์ชอบยังไม่ได้พัฒนาไปมากกว่านั้น แต่ถ้าตกลงคบแล้วฉันก็ซื่อสัตย์กับคนคนนั้นตลอดนะ ไม่เคยคบซ้อนหรือนอกกายนอกใจ เธอเข้าใจใช่ไหม"

"ฮื่อ...ก็พอเดาๆ ได้"

"นั่นสิ ฉันรู้ว่าเธอต้องเข้าใจ ไม่มีใครรู้จักฉันเท่าเธออีกแล้วล่ะปาว เธอเหมือนอีกครึ่งหนึ่งของฉันก็ว่าได้ ใครจะไปรู้ชาติก่อนเราอาจเคยเป็นฝาแฝดหรือไม่ก็พี่น้องกันจริงๆ ก็ได้นะ"

"อือ..."

เธอได้แต่ทำเสียงงึมงำรับรู้ในลำคอ ในหัวใจรู้สึกหน่วง เขาไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับเธอจริงๆ มีแต่เธอที่บ้าและมานั่งเจ็บอยู่กับความรู้สึกแอบรักเขาข้างเดียวอย่างนี้มาเป็นปีๆ ทุกวันนี้เพลงแอบรักทุกเพลงคือเพลงโปรด ฟังแล้วโคตรจะอินเหมือนคนแต่งเอาชีวิตเธอไปเขียนยังไงยังงั้น

แต่การที่เขาคิดว่าเธอเป็นอีกครึ่งหนึ่งของเขามันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ... แม้ความหมายมันจะไม่ใช่อย่างที่เธออยากให้เป็นก็ตามที

การที่คนคนหนึ่งเอ่ยปากออกมาว่าเราเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเขานั้น มันหมายความว่าเราสำคัญสำหรับเขามาก แค่นั้นมันก็น่าจะพอแล้วนี่นะ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป