บทที่ 7 ที่หนึ่งในหัวใจ

ปรรณวัชรขยับนอนตะแคงหันหน้ามามองร่างบางที่นอนใกล้กัน เธอไม่สวมแว่นตาเวลาอยู่บ้านแบบนี้ ใบหน้ารูปหัวใจดูจิ้มลิ้มใสกิ๊กเหมือนเด็ก ปวรินทร์เหมือนน้องสาวที่เขาไม่เคยมี แม้เกิดปีเดียวกัน แต่เขาแก่เดือนกว่าเธอ เขาเกิดเดือนมกราคม เธอเกิดเดือนสิงหาคม จะว่าไปแล้วแทบไม่มีชีวิตช่วงไหนของเขาที่ไม่มีปวรินทร์อยู่ร่วมซีนด้วย ที่เขาบอกว่าเธอเปรียบเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของเขานั้นมันไม่เกินจริงเลยสักนิด

ตอนเด็กยัยนี่ตัวเล็กที่สุดในชั้น ส่วนเขาก็ตัวสูงใหญ่เกินวัยและโตกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก เลยเหมือนคู่หูตัวใหญ่กับตัวเล็ก เราเรียนว่ายน้ำด้วยกัน เรียนดนตรีด้วยกัน เรียนพิเศษทุกวิชาก็หนีบกันและกันไปด้วย และตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็จินตนาการไม่ออกว่าถ้าเรียนโดยปราศจากยัยตัวเล็กนี่แล้วเขาจะเป็นยังไง เลยทั้งอ้อนทั้งขู่ ทั้งขอร้องให้ไปเรียนที่เดียวกัน ทั้งที่ปวรินทร์อยากเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังซึ่งเจ้าตัวก็สอบเข้าได้แล้วด้วย เธอขอให้เขาเลิกบุหรี่เป็นข้อแลกเปลี่ยนถ้าหากจะให้เจ้าหล่อนไปเรียนด้วยกัน เขาก็รีบตกปากรับคำและสัญญาทันที ซึ่งความจริงแล้วนั่นมันก็ผลประโยชน์ของเขาเองล้วนๆ เลิกบุหรี่มันก็ดีต่อสุขภาพของเขาเอง ปวรินทร์คือคนที่แคร์และใส่ใจเรื่องเกี่ยวกับเขามากที่สุดรองจากแม่พรรณ

"แล้วเรื่องที่พี่ท็อปชวนเธอไปถ่ายโฆษณาอะไรนั่นน่ะ... เธอคิดว่าไง"

เขาเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้ นึกภาพไม่ออกจริงๆ กับการที่ปวรินทร์จะไปโพสท่าหรือแอ็คติ้งเสแสร้งแสดงอะไรแบบนั้น

"ยังไม่ได้คิดเลย ความจริงมันก็น่าสนใจเหมือนกันนะ ได้ลองทำอะไรที่ไม่ทำมาก่อน ประสบการณ์ชีวิตคือสิ่งที่ควรเก็บเกี่ยวให้มากที่สุดในระหว่างการเดินทางไม่ใช่เหรอ"

เธอตอบไปตามที่คิด เขานิ่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิดตาม

"ถ้าทำเพื่อประสบการณ์ก็ลองดูก็ได้ แต่ถ้าทำเพราะอยากเด่นอยากดังฉันไม่อนุญาต"

"แล้วเราจำเป็นต้องขออนุญาตนายด้วยเหรอ" เธอหันไปถาม เขาอึ้งไปนาทีหนึ่ง

"ก็ถ้าความคิดเห็นของฉันมันไม่สำคัญสำหรับเธอแล้ว ต่อไปฉันจะไม่ยุ่งกับเรื่องของเธออีกเลย อย่างนี้ใช่ไหมที่เธอต้องการ"

น้ำเสียงขุ่นเอ่ย ดวงตาคมฉายประกายไม่สบอารมณ์ ปวรินทร์กลอกตา คนอะไรเอาแต่ใจชะมัด แบบนี้มั้งถึงคบกับใครได้ไม่ยืดสักคนน่ะ

"ไม่ใช่อย่างนั้น... แค่แหย่เล่นเท่านั้นเอง แยกแยะไม่ออกเหรอว่าอันไหนพูดจริง อันไหนพูดเล่นน่ะ อารมณ์นายเหมือนพวกวัยทองเลยนะวันนี้ นอนเหอะ ไม่อยากคุยแล้ว"

ปวรินทร์เอ่ยตัดบท แล้วหันหลังให้ทันที แต่เขาดึงไหล่เธอให้หันกลับมานอนหงายดังเดิม

"ไม่เอาน่า อย่างอนสิ... ไม่มีแรงง้อแล้วนะวันนี้"

"ก็แล้วมันผิดตรงไหนถ้าคนคนหนึ่งอยากเด่นอยากดังน่ะ ทุกวันนี้ใครๆ ก็อยากมีชื่อเสียง เป็นที่สนใจของผู้คนกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ"

"เป็นบุคคลสาธารณะ อยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์น่ะมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉันจะไม่พูดถึงคนอื่น แต่พูดเฉพาะกรณีของเธอ... เธอไม่เหมาะหรอก คนที่มีโลกส่วนตัวสูงและชอบทำอะไรสบายๆ ง่ายๆ อย่างเธอจะต้องทนไม่ไหวแน่ๆ ลองคิดดูสิว่าถ้าหากมีคนเข้ามาแส่มายุ่งในซอกมุมชีวิตที่เธอหวงแหนไม่ต้องการแชร์กับใครน่ะ เธอจะมีความสุขอย่างนั้นเหรอปาว"

เขารู้จักเธอดีเหมือนที่เธอรู้จักเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ปวรินทร์ถอนหายใจก่อนจะไหวไหล่นิดหนึ่ง ความจริงเธอเองก็ไม่เคยสนใจอยากจะทำงานเบื้องหน้าและเป็นจุดสนใจของคนอย่างที่เขาว่านั่นแหละ เธอถนัดในการทำอยู่เบื้องหลังมากกว่า แต่ถ้าหากทำเพื่อหาประสบการณ์สักครั้งในชีวิต เธอก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปไม่ใช่หรือ และโอกาสแบบนี้มันก็ไม่ได้มาเคาะประตูบ้านบ่อยๆ

"แล้วเธอไปสนิทกับไอ้ชินท์ตอนไหน"

ปรรณวัชรเอ่ยถามเมื่อเห็นคนข้างๆ นอนนิ่งเงียบ

"งานออกค่ายตอนปีสอง"

หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงเอื่อย ปีสองตอนปิดเทอมซัมเมอร์ มีกิจกรรมการออกค่ายอาสาไปซ่อมอาคารเรียนและสร้างห้องน้ำให้แก่โรงเรียนบนเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ปวรินทร์เป็นคนชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว โดยเฉพาะกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ได้ออกนอกสถานที่ นอกจากจะได้ทำประโยชน์แล้วก็ยังได้เที่ยวเปิดหูเปิดตาด้วย อย่างจังหวัดพิษณุโลกนั้น ถ้าหากไม่เป็นเพราะกิจกรรมค่ายอาสา ปวรินทร์ก็คงจะไม่มีโอกาสได้ไปเหยียบที่นั่น

"ปิดเทอมซัมเมอร์ตอนที่ฉันต้องไปฝึกงานที่บริษัทพ่อน่ะ?"

ปรรณวัชรขมวดคิ้วมุ่น เวลาปิดเทอมพ่อชอบเรียกตัวเขาไปฝึกงานที่บริษัทตั้งแต่เขาเข้าเรียนปีหนึ่ง ซึ่งเป็นอะไรที่เขาไม่ชอบที่สุด แต่ก็ขัดไม่ได้ เขาเป็นลูกนอกสมรส แม่ของเขาเป็นคนรักเก่าของพ่อ ทั้งสองไม่ได้แต่งงานกัน แต่ต่อมาพ่อก็ไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นภรรยาคนปัจจุบันโดยไม่รู้ว่าแม่ตั้งท้องเขาอยู่

ปรรณวัชรไม่เคยอินกับความรักของพ่อที่เขาเชื่อว่ามันไม่ใช่ความรัก แต่มันเป็นแค่ความรู้สึกผิดที่พ่ออยากรับผิดชอบลูกคนหนึ่งที่ท่านไม่ได้ตั้งใจให้เกิดก็เท่านั้นเอง การไปฝึกงานที่นั่นเหตุผลที่เขายอมไปก็เพราะแม่ขอร้อง พ่อไม่ได้มีอำนาจเหนือเขา มีเพียงแม่เท่านั้นที่ปรรณวัชรฟังคำสั่ง แม่เท่านั้นที่เป็นเจ้าของชีวิตเขา

"ฮื่อ..."

"แล้วสนิทกันขนาดไหน"

"โอย จะถามทำไมเนี่ย มันไม่สำคัญหรอกน่า นอนเหอะ"

ปวรินทร์เอ่ยตัดบท เพราะไม่มีอารมณ์จะมาตอบคำถามไร้สาระของเขาทั้งคืน

"ถามแค่นี้ทำไมต้องทำเสียงรำคาญด้วยล่ะ ทีฉันยังเล่าให้เธอฟังทุกอย่างเลยปาว"

เอาอีกละ! ปวรินทร์กลอกตาตามความเคยชิน

"ไม่มีอะไร ก็แค่เพื่อนคนหนึ่ง ไม่ได้สนิทมาก พอใจรึยัง"

"มีไลน์ มีไอจีมันหรือเปล่าละ"

"ถามละเอียดขนาดนั้นเพื่อ...? แล้วนายมีของพวกสาวๆ ของนายหรือเปล่าล่ะ" ปวรินทร์หันไปถามด้วยความระอาใจ

"ก็...สำหรับผู้ชาย มันเป็นเรื่องธรรมดา"

"แล้วสำหรับผู้หญิงมันไม่ธรรมดาตรงไหน ใครนิสัยโอเค น่าคบ เราก็คุยด้วยก็เท่านั้นเอง ชินท์ก็เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง นายเองก็พอจะรู้จักไม่ใช่เหรอ"

"รู้จัก แต่ไม่สนิท เลยไม่ได้สกรีนให้เธอไง ฉันไม่ไว้ใจไอ้หน้าไหนทั้งนั้นที่เข้าใกล้เธอโดยที่ฉันไม่ได้คัดกรองให้ เพราะฉันรู้สันดานผู้ชายด้วยกันดี มันก็หวังไม่กี่อย่างหรอก" เสียงห้าวเอ่ยห้วนๆ

"อย่าเอามาตรฐานตัวเองไปวัดคนอื่นดิ... คนอื่นเขาอาจไม่ได้เป็นเหมือนนายก็ได้นี่ มีผู้ชายดีๆ เยอะแยะไป ที่ไม่ได้หน้าหม้อคุยกับผู้หญิงเพื่อหวังอย่างว่าน่ะ"

ปวรินทร์เอ่ยเถียง ปรรณวัชรขยับนอนตะแคงหันมาเผชิญหน้ากับเธอ เขาเอานิ้วจิ้มหน้าผากเธอแรงๆ

"ก็มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่ยังวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์น่ะปาว ตื่นได้แล้ว ทันโลกทันคนหน่อยเถอะแม่คุณ... รู้หรือเปล่าว่าผู้ชายที่เข้ามาคุยกับผู้หญิงอย่างเฉพาะเจาะจงน่ะ แสดงว่ามันสนใจ อยากจีบ อยากได้ และก็อยากเอาทั้งนั้นแหละ"

ปรรณวัชรชะงักหลังจากเผลอพูดออกไปแล้ว เพราะมันมีความลับที่ปวรินทร์ไม่รู้ ความลับที่ว่าทำไมเพื่อนรักของเขาคนนี้ยังไม่แฟน มันไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาจีบเธอ แต่มันเป็นเพราะว่าเขา แอบช่วยสกรีน ให้เธอมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นแล้ว ซึ่งหลังจากสกรีนก็ปรากฏว่าไม่มีใครผ่านมาตรฐานเลยสักคน จึงถูกเขากำจัดไปอย่างเงียบๆ ตามวิธีการที่จะคิดได้ ซึ่งมันก็ได้ผลเสมอมา

แม้กระทั่งทุกวันนี้ เขาก็ยังคงทำหน้าที่นั้นอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด แต่เรื่องเจ้าชินท์นี่เพิ่งเข้ามากระทบหูเขาถี่ๆ ก็วันนี้เอง เห็นทีเขาจะต้องตามดูเคสนี้หน่อยแล้วล่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป