บทที่ 8 ที่หนึ่งในหัวใจ

"แต่ชินท์ไม่ได้จีบปาวซะหน่อย ก็แค่เป็นเพื่อนเหมือนกับนาย"

เธอเอ่ย แล้วขยับตัวนอนหันหลังให้เขา เพราะไม่อาจสู้ประกายตาคมของเขาได้ แถมยังลมหายใจอุ่นหอมกลิ่นมินต์ที่กระทบหน้าผากเธอเป็นระยะนั่นอีก

ปรรณวัชรขมวดคิ้วยุ่งยิ่งกว่าเดิมกับประโยคนั้นของเพื่อนสนิท

"เหมือนกับฉันงั้นเหรอ? เธอตีค่าไอ้หมอนั่นเท่ากับฉันเลยเหรอปาว... ไหนเธอเคยบอกว่าไม่มีเพื่อนคนไหนสำคัญสำหรับเธอเท่ากับฉันไง"

ปรรณวัชรเอ่ยเสียงขุ่น รู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก ตลอดชีวิตที่เป็นเพื่อนกันมา... ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งสำหรับปวรินทร์นอกจากเขา แล้วนี่แม่คุณกำลังยกเจ้าชินท์อะไรนั่นขึ้นมาเทียบเท่ากับเขางั้นเหรอ!

ไม่... มันไม่ได้อย่างแน่นอน คนที่เพิ่งรู้จักแค่ไม่กี่เดือน มันจะมีสิทธิ์เท่ากับคนที่เป็นเพื่อนมาตลอดชีวิตได้ยังไง

ปวรินทร์นิ่งเงียบ... ใช่สิ... ไม่มีเพื่อนคนไหนสำคัญสำหรับเธอเท่ากับปรรณวัชรอีกแล้ว และเธอก็รู้ว่าเขาเองก็ยกให้เธอเป็นเพื่อนที่สำคัญเช่นเดียวกัน แต่มันก็ติดตรงคำว่า เพื่อน นั่นแหละ มันมีเส้นขีดบ่งบอกโซนอย่างชัดเจนตรงนั้น... และแค่นั้น

"เราปีสามแล้วนะปรรณ... อายุจะยี่สิบเอ็ดแล้ว... บางทีนายก็อาจจะลืมว่าเราก็โตพอๆ กับนายนั่นแหละ และก็อาจจะอยากมีคนพิเศษบ้างไรบ้างเหมือนกับนาย หรือว่าคนอย่างเรามันไม่มีสิทธิ์ที่จะเติบโตและเรียนรู้อะไรแบบนั้นเหมือนกับนาย เหมือนอย่างเพื่อนคนอื่นๆ เขาเป็นกัน... เพื่อนผู้หญิงของเราหลายคนก็มีคนคุยและก็มีแฟนกัน แล้วมันแปลกอะไรล่ะ ถ้าหากเราคิดจะมีมั่งน่ะ"

น้ำเสียงจริงจังของเธอและสิ่งที่พรั่งพรูออกมาทำให้ปรรณวัชรนิ่งอึ้งไปทันที เขาไม่อยากยอมรับว่า... ช็อก! ปรรณวัชรจับไหล่บางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา

"สบตาฉัน แล้วพูดออกมาชัดๆ อีกทีซิว่า... เธอต้องการมีแฟน"

เขาเอ่ยเสียงเข้ม ปวรินทร์มองสบดวงตาคมกริบของเขา ต่างก็จ้องมองตากัน ปวรินทร์ถอนหายใจและเม้มปาก เธอไม่ได้อยากมีแฟน และเธอก็ไม่ใช่คนชอบประชดประชันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใคร โดยเฉพาะจากเขา และปรรณวัชรก็รู้ว่าเธอโกหกไม่เก่ง เขาถึงให้เธอมองสบตาในขณะที่พูดยังไงล่ะ

"ว่าไงล่ะ แน่ใจและแน่จริงก็พูดออกมาสิ และห้ามหลบตาเรานะ"

เสียงเข้มย้ำ พอเห็นเธอเงียบอึ้งเขาก็ถอนหายใจ ดึงเธอเข้าไปกอดแน่น กดคางกับศีรษะของเธอ

"เด็กเอ๋ยเด็กน้อย... พอดีกว่าสำหรับคืนนี้ เราไม่เถียงกันแล้วเนอะ เอาเป็นว่าฉันจะช่วยดูให้ก็แล้วกันว่ามีใครที่มันนิสัยดี และน่าจะเข้ากับเธอได้บ้าง แล้วจะแนะนำให้รู้จัก ระหว่างนี้ก็ยังไม่ต้องเปิดโอกาสให้ไอ้หน้าไหนทั้งนั้นแหละ เข้าใจไหม" เขาเอ่ยสรุป

"เพราะ...?" เธอเงยหน้าขึ้นมองปลายคางบึกบึน

"เพราะฉันไม่อยากเห็นเธอเสียใจ เธอมันซื่อบื้อ ไร้เดียงสา และแสนดีเกินไป ไม่ทันเกมไอ้พวกหน้าหม้อพวกนั้นหรอก เธอเป็นเพื่อนรักของฉัน ฉันจะดูแลและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอเอง จำเอาไว้นะปาว... คนดีที่หนึ่งของปรรณ"

เขาปิดสรุปจบอย่างสวยงาม กอดรัดและจูบขมับคนที่กลอกตาเป็นรูปเลขแปดมองเขา ชายหนุ่มหัวเราะขำเมื่อเพื่อนเบ้ปากใส่ คงจะหมั่นไส้กับคำว่า คนดีที่หนึ่ง ที่เขาเอ่ยออกมานั่นเอง

ปรรณวัชรดึงผ้าห่มมาคลุมให้เธอและตัวเอง เอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียง ร่างบางขยับออกห่างไปนอนชิดขอบเตียง ส่วนเขาเองก็ขยับไปชิดอีกด้านอย่างที่ชอบทำ

พอความมืดสลัวเข้าครอบคลุมพื้นที่ห้อง แม้จะหลับตาลง แต่ใจกลับยังไม่หลับ ปรรณวัชรยังนึกหาสาเหตุไม่เจอว่าทำไมพิชญาถึงทำแบบนั้น เขาหวังว่าพรุ่งนี้จะได้คำตอบที่มันกระจ่างชัดมากกว่านี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหล่อนกันแน่... แล้วทำไมถึงไม่คุยกับเขาอย่างเปิดอกตรงไปตรงมา เขาไม่ใช่คนที่คุยยากอะไรเลยสักนิด ถ้าหากอยากจะหยุดความสัมพันธ์หรือลดความสัมพันธ์หรืออะไรก็ช่างแม่ง ก็คุยกันได้ เขาไม่ได้จะเป็นจะตายที่จะดึงดันคบหาใคร ถ้าไม่เวิร์กก็เลิกกัน มันก็ตามนั้นไม่ใช่เหรอ ชายหนุ่มนอนครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยเป็นชั่วโมงๆ ร่างกายก็ไม่ยอมหลับเสียที จนกระทั่ง...

ตุ๊บ!

"อูย"

เสียงคนตกเตียงพร้อมกับครางเจ็บ ทำให้ร่างสูงรีบขยับลุกขึ้น เอื้อมมือไปเปิดไฟทันที เห็นร่างบางนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นข้างเตียง... ประจำ!

"นี่น่ะเหรอคนโตแล้ว? คนโตแล้วเขาไม่นอนละเมอตกเตียงหรอกนะคุณปวรินทร์"

ปรรณวัชรหัวเราะขำคนตกเตียง พร้อมกับเดินอ้อมเตียงมาอุ้มร่างบางวางลงบนที่นอนตามเดิม ปวรินทร์เป็นคนเมื่อหัวถึงหมอนก็หลับ หลับง่าย หลับเร็ว และหลับลึกจนน่าอิจฉา แต่ยัยตัวเล็กชอบนอนดิ้นจนตกเตียงอย่างที่เห็น ตอนเล็กๆ เป็นบ่อย อาการดีขึ้นตอนมัธยมปลาย เขาไม่ค่อยได้นอนกับเธอช่วงปีสองปีมานี้ ก็นึกว่าจะหายแล้วเสียอีก ปรรณวัชรเชยคางมนขึ้นเปิดผมเพื่อสำรวจว่าครั้งนี้เจ้าหล่อนจะหัวโนหัวปูดหรือมีแผลที่ไหนหรือเปล่า

"เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า เมื่อกี้ลงท่าไหน"

"ใครจะไปรู้ล่ะว่าลงท่าไหน แต่ไม่เจ็บหรอก นายนอนเหอะ"

ปวรินทร์ตาสว่างเลยตอนนี้ นานแล้วที่เธอไม่นอนตกเตียง แต่ครั้งนี้คิดว่าคงจะขยับมาชิดขอบมากเกินไป พอเผลอพลิกนิดเดียวมันเลยตกแอ๊กลงมาอย่างนั้น หญิงสาวขยับลุกจากเตียง

"แล้วนั่นจะลุกไปไหนล่ะ"

ปรรณวัชรเอ่ยถาม เมื่อร่างโปร่งบางในชุดนอนลายการ์ตูนเดินไปยังประตู

"ชักเริ่มหิวแล้วน่ะสิ ไอ้ผัดกะเพราครึ่งกล่องคงย่อยไปหมดแล้วตอนนี้"

หญิงสาวเอ่ยตอบ เอามือลูบท้อง ร่างสูงลุกเดินมาโอบไหล่

"กินด้วย มีแกงฮังเลไม่ใช่เหรอ พูดแล้วก็หิวขึ้นมาเลยเนี่ย นานๆ แม่ปิ่นจะแกงซะที"

ชายหนุ่มกล่าว สองคนเดินลงบันไดจากชั้นสี่ไปยังชั้นสอง ค้นตู้กับข้าวกุกกักเหมือนเคยทำประจำ ปวรินทร์ตักข้าวมาสองจาน นั่งไหล่ชนกันแล้วจ้วงแกงฮังเลข้นคลั่กราดข้าว หมูสามชั้นที่พอตักใส่ปากก็แทบจะละลายบนลิ้น

"อืม... สวรรค์เป็นงี้เอง"

ปรรณวัชรเงยหน้าหลับตาพริ้มราวกับกำลังได้ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน ทำให้ปวรินทร์ต้องหัวเราะคิกออกมา

"หัวเราะทำไม ก็มันอร่อยจริงๆ นี่นา อ้าปากเร็ว"

เขาตักข้าวมาจ่อปากเธอ ปวรินทร์อ้าปากรับโดยอัตโนมัติ บรรยากาศช่างเหมือนเมื่อวันวานเหลือเกิน วารวันที่เด็กสองคนทำตัวติดกันและแบ่งปันแทบทุกอย่างแก่กัน จนแม่ๆ ชอบล้อว่าเป็นแฝดคนละฝา

"พรุ่งนี้เอาคลิปเสียงไปฟังด้วยนะ เราอัดมาให้แล้วทั้งสามวิชา นายถอดเนื้อหาออกมาด้วยล่ะ"

ปวรินทร์สั่ง ปรรณวัชรพยักหน้าหงึกๆ

"ฟังด้วยกันดิ ฟังคนเดียวกลัวหลับ"

"อือ... อย่างนาย หลับแหงอยู่แล้วล่ะ นิสัยไม่เคยปรับปรุง"

หญิงสาวทำเสียงบ่นให้ แต่คนโดนบ่นกลับยิ้มและยักไหล่ไม่แคร์ หลังจากโซ้ยข้าวมื้อดึกจนอิ่มแปล้ ก็กลับขึ้นห้อง แปรงฟัน และก็นอน

รุ่งสางปวรินทร์ก็ตื่น เธอนอนซุกหน้ากับซอกแขนของคนตัวสูง เขานอนหงาย สละแขนข้างหนึ่งให้เธอหนุนนอน หญิงสาวยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยขยับตัวห่าง แต่เขาพลิกตัวเอาแขนมาพาดเอวของเธอและดึงเข้าไปกอด นั่นทำให้เธอต้องนอนนิ่ง ไม่อยากทำให้เขาตื่นเพราะเพิ่งได้นอนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง

ปวรินทร์หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยหัวใจซึมซับกับความอบอุ่นในอ้อมกอดของผู้ชายที่เป็นที่หนึ่งของหัวใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป