บทที่ 9 ตัวติดกัน
เมื่อปวรินทร์ตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นคนที่มาแย่งเตียงเธอเสียแล้ว หญิงสาวลุกขึ้นจัดที่นอนให้เรียบตึงและพับผ้าห่มไว้ปลายเตียงเรียบร้อยตามนิสัยที่ได้รับการฝึกมา นาฬิกาบอกเวลาเก้าโมง วันเสาร์เช่นนี้แม่ไม่เคยปลุกเธอ ปล่อยให้นอนกินบ้านกินเมืองตามสบายจนอิ่มแล้วตื่นเอง
แม่เลี้ยงเธอกับน้องชายแบบยืดหยุ่นมาก มีกฎเคร่งครัดแค่ว่าอยู่ในวัยเรียนต้องเรียนให้เต็มที่ รับผิดชอบต่อตัวเองให้ได้ เอาตัวให้รอด อย่าให้แม่ถูกเชิญไปห้องปกครองเด็ดขาด ซึ่งเธอกับปกเกล้าก็ไม่เคยแหกกฎข้อนี้ คุณนายปิ่นวดีจึงไว้วางใจลูกมาก
ปวรินทร์อาบน้ำสระผม เป่าจนแห้งหมาดก็คว้าเสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงผ้าฝ้ายสีกรมท่ายาวครึ่งน่องมาสวม รวบผมมัดจุกมุ่นกลางศีรษะ คว้าแว่นตามาสวม ความจริงสายตาของเธอไม่ได้สั้นมากถึงขนาดจะทิ้งแว่นไม่ได้ จำเป็นต้องใส่แค่ตอนอ่านหนังสือเท่านั้น แต่มันเคยชินไง ถ้าไม่มีแว่นวางอยู่บนดั้งแล้วรู้สึกเหมือนหน้าโล้นๆ อย่างไรไม่รู้ เธอจึงเลือกสวมแว่นเกือบทุกเวลาถ้าหากไม่ลืม
หญิงสาววิ่งลงบันไดจากชั้นสี่ลงไปชั้นล่างสุดซึ่งเป็นร้านมินิมาร์ท แม่เปิดร้านตั้งแต่เช้า โดยลูกจ้างประจำเริ่มงานตอนแปดโมงตรง
"ตื่นแล้วเหรอเรา" เสียงแม่ทักมาจากหลังเคาน์เตอร์เก็บเงิน ซึ่งมีทีวีจอเล็กติดผนังเปิดภาพไร้เสียงเอาไว้ แม่เงยหน้าจากจอแท็บเล็ตที่กำลังเล่นเกมปลูกผักมายิ้มให้เธอ
"ค่ะแม่ ไม่รู้นายปรรณลุกไปตอนไหน"
หญิงสาวเปรย เดินไปหลังเคาน์เตอร์ หอมแก้มแม่แล้วก็หยิบแก้วเซรามิกสีแดงตักกาแฟใส่ ปรุงด้วยครีมเทียมกับน้ำตาล กดน้ำร้อนใส่แค่ครึ่งแก้ว คนๆ จนมันละลาย แล้วผสมน้ำธรรมดาลงไปอีกครึ่ง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอให้มันหายร้อนให้เสียเวลา สามารถยกขึ้นดื่มอึกๆ ได้เลย
มุมนี้เป็นมุมประจำของคุณนายปิ่นวดี มีของกินของใช้ที่จำเป็นอยู่ใกล้มือโดยไม่ต้องลุกไปไหน ยกเว้นเข้าห้องน้ำ ซึ่งมีจอเอาไว้ดูกล้องวงจรปิดตั้งอยู่ตรงหน้า ร้านมินิมาร์ทสองคูหาของแม่มีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่อาศัยอยู่ในซอยนี้ ถือว่ากิจการมีความคล่องตัวใช้ได้เลยทีเดียว
"ปรรณนอนที่นี่เหรอ สงสัยออกทางระเบียงตามเคย แม่เลยไม่เห็นลงมาทางหน้าบ้าน"
"คงงั้นมั้ง เดี๋ยวปาวจะไปไหว้แม่พรรณแป๊บนะ"
ปวรินทร์ยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้วอย่างรวดเร็ว เธอเป็นคนไม่ชอบทำอะไรอ้อยสร้อย นั่งละเลียดกินไม่ใช่นิสัยของปวรินทร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อะไรที่ประหยัดเวลาได้เธอก็พยายามทำ เพราะเชื่อว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่มีขายที่ไหน หมดแล้วหมดเลย
ดังนั้นเรื่องการกิน การเดิน การชอปปิง อะไรพวกนี้เธอจะไม่อืดอาดยืดยาด เป็นคนทำเร็ว กินเร็ว เดินเร็ว ชอปเร็ว เพื่อนสาวขาชอปจึงมักไม่ค่อยชวนเธอไปเดินห้างเพราะไม่สนุกเหมือนเธอรีบเดินตามวัวตามควายยังไงยังงั้น
หญิงสาวเดินออกไปยังหน้าร้าน ตึกแถวทาสีฟ้าผนังติดกันเหมือนฝาแฝดที่อยู่ด้านซ้ายมือเธอนั่นล่ะ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊พรรณเจ้าเก่า เวลานี้ชั้นล่างเปิดประตูเหล็กเลื่อนชิดผนังทั้งสองคูหา ได้กลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวโชยมาเข้าจมูกหอมอบอวลชวนน้ำลายไหลจนทำให้ท้องของปวรินทร์ร้องจ๊อกทันที
ปกติแม่พรรณมักเปิดร้านประมาณสิบโมงเป็นต้นไป นอกจากก๋วยเตี๋ยวก็มีข้าวหมูแดงและข้าวมันไก่ด้วย แม่พรรณมีลูกจ้างประจำอยู่หลายคน เพราะตอนกลางวันจะขายดีมากจนเสิร์ฟแทบไม่ทัน ไหนจะมีสั่งเดลิเวอรีจากแอปต่างๆ อีก เรียกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั่นล่ะ
ปวรินทร์สาวเท้าก้าวตรงไปหาหญิงวัยกลางคนผิวขาวละเอียดใบหน้าอิ่มเอิบและยังมีเค้าความงามเหลือให้เห็นชัดเจน ร่างอวบแต่ไม่อ้วนที่กำลังยืนอยู่หลังตู้ก๋วยเตี๋ยว ท่านเงยหน้ามาเห็นเธอเข้า ก็ส่งยิ้มกว้างมาให้ทันที
"อ้าว ลูกสาว กินข้าวหรือยังจ๊ะ มาๆ มากินก๋วยเตี๋ยวกับแม่มา น้ำซุปกำลังได้ที่พอดี"
ท่านเรียกพร้อมกับกวักมือเรียกหย็อยๆ ปวรินทร์ยกมือไหว้แม่ของปรรณวัชรก่อนจะเข้าไปกอดเอวแล้วซบหน้ากับต้นแขนอวบอิ่ม
"คิดถึงก๋วยเตี๋ยวแม่พรรณสุดๆ ขอพิเศษเลยค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มแก้มปริและหันซ้ายหันขวาส่ายสายตามองหาเพื่อนสนิทของเธอ
"ปรรณล่ะคะแม่พรรณ" ปวรินทร์เอ่ยถามขณะเดินไปนั่งโต๊ะสี่เหลี่ยมที่อยู่ชิดผนัง แม่พรรณก็ทำเส้นหมี่ขาวต้มยำของโปรดเธอมาวางให้ และท่านเองก็ทำของตัวเองมานั่งกินด้วย
"เมื่อเช้าลงมาช่วยแม่เตรียมของยกของ เสร็จแล้วก็กลับขึ้นไปข้างบน แล้วก็หายต๋อมไปเลย"
แม่พรรณตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย แม่ของปรรณวัชรเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และเข้าใจชีวิตมาก ไม่จู้จี้ขี้บ่น ซึ่งนิสัยโดยรวมก็คล้ายกับแม่ปิ่นของปวรินทร์นั่นแหละ ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนซี้ปึ้กกันอย่างที่เห็น
"ไม่เห็นพ่อคุณทูนหัวเอารถมา แม่เลยรู้ว่าต้องมากับปาวแน่นอน คิดยังไงถึงนั่งมิสพริ้งของเราล่ะคราวนี้ ปกติไม่เคยยอมนั่ง"
แม่พรรณพูดเหมือนกับแม่ปิ่นของเธอเปี๊ยบเลย ทำให้ปวรินทร์ยิ้มขำ
"คงเป็นเพราะอารมณ์อกหักมั้งคะแม่ แฟนหนีไปอังกฤษไม่ยอมบอกล่วงหน้า เลยเฮิร์ตมาก โดดเรียนสามวิชารวดเลยจ้ะเมื่อวานนี้"
ปวรินทร์เอ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ไม่ร้อน ก็เธอไม่ใช่คนอกหักนี่นะ จะได้มานั่งร้องไห้ไปเล่าไป ส่วนแม่พรรณก็ยักไหล่หลังจากฟังจบ
"คนนี้คือที่ชื่อมิ้มอะไรนั่นหรือเปล่า"
"ไม่ใช่ค่ะแม่ ชื่อพีช... คนชื่อมิ้มน่ะก่อนหน้าคนชื่อพีชจ้ะ ก่อนหน้านั้นไปอีกก็ชื่อเมย์ ชื่อมายด์ แล้วก็นุช เอ๊ย นุ๊กมั้ง ไม่แน่ใจ อืม..."
"โอย...พอๆ ไม่ต้องนับแล้วจ้ะลูกสาว แม่ขี้เกียจฟัง แต่ถึงยังไงก็ไม่เห็นมีใครอยู่ยืดสักคนนี่นะ ยังไงปาวของแม่ก็ยืนหนึ่งเสมอ"
ปวรินทร์เงยหน้าขึ้นมองแม่พรรณ
"หมายถึงเป็นเบ๊ยืนหนึ่งให้หมอนั่นเหรอคะแม่ ถ้าแบบนั้นก็ใช่เลยค่ะ"
"นินทาอะไรปรรณน่ะ"
เสียงห้าวดังจากบันได ปวรินทร์หันไปมอง เห็นร่างสูงสมาร์ตในเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดเดินตรงมาหา เดินมานั่งเก้าอี้ว่าง จับช้อนในชามก๋วยเตี๋ยวของเธอตักลูกชิ้นเข้าปากเฉย
"เอ๊ะ... มาแย่งของเราทำไมเนี่ย ไปทำใหม่สิ" ปวรินทร์ยกถ้วยก๋วยเตี๋ยวหนี
"ไม่ต้องแย่งกัน เดี๋ยวแม่ทำให้ใหม่" แม่พรรณโบกไม้โบกมือห้าม ทำท่าจะลุกขึ้น แต่ปรรณวัชรดึงมือท่านเอาไว้เสียก่อน
"ไม่เป็นไรครับแม่ กินกับปาวนี่แหละ ปรรณขี้เกียจปรุง"
