บทที่ 1 EP 1 "จดหมาย"
‘ริท’ ลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของเขา
หลังผ่านพ้นฤดูร้อนนี้ไป เด็กหนุ่มก็ต้องเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่หนึ่งแล้ว
แม้ที่ผ่านมาริทจะเคยต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาตลอด แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจมันนัก
โชคร้ายที่พ่อแม่ของริทจากไปตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย แต่เพียงไม่นาน เด็กหนุ่มก็ถูกรับอุปการะโดยครอบครัวใหม่อันแสนอบอุ่น เว้นไว้เสียแต่ว่า ‘รินรดา’ จะปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนคนใช้มากกว่าน้องชายบุญธรรม
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นริทก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะอย่างน้อยมันก็หมายความว่า เขาจะได้พบหน้าพี่สาวคนสวยที่ตัวเองแอบชื่นชมอยู่ทุกวัน
รินรดา หรือ ริน แก่กว่าริทเพียงหนึ่งปี แต่เธอกลับมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามมาก
ผมดำสนิทยาวประบ่าตามฉบับสาวมหาวิทยาลัย ดูรับกันกับนัยน์ตากลมโตทรงเสน่ห์ที่คอยใช้จ้องมองเขาอย่างเหนือกว่าอยู่ตลอดเวลา ต่ำลงมาคือริมฝีปากทรงกระจับสีแดงระเรื่อดูอวบอิ่มน่ามอง ไหนจะรูปร่างสมส่วนกับเอวคอดและสะโพกกลมกลึงนั่นอีก ทั้งหมดนั้นทำให้เธอติดหนึ่งในสามสาวงามของมหาวิทยาลัย แม้จะเพิ่งจบชั้นปีที่หนึ่งและกำลังจะขึ้นชั้นปีที่สองเท่านั้น และริทก็ได้เจอเธอทุกวัน แม้จะเป็นตอนที่ถูกใช้ให้ทำงานบ้านหรือไปซื้อของก็ตาม
อันที่จริงแล้ว เมื่อตอนที่เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ตอนอายุเพียงสี่ขวบ รินรดาก็ยังปฏิบัติต่อเขาดั่งที่พี่สาวทั่วไปพึงทำอยู่อย่างปกติ
เธอทั้งปลอบโยนดูแลและเอาอกเอาใจริทราวกับน้องในไส้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็กลายเป็นริทที่อยากดูแลเธอกลับคืน เขาจึงพยายามทำตามแต่ในสิ่งที่รินขอ
ความสวยของรินรดาไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มันสืบทอดมาจากแม่ของเธอ ‘โศภิตา’ ที่แม้จะมีอายุล่วงสามสิบเจ็ดปีแล้วแต่ก็ยังคงสวยไม่สร่าง
เธอมีผมดำขลับตากลมโตเฉกเช่นเดียวกันกับลูกสาว เปรียบได้ดั่งเป็นร่างอันโตเต็มวัยของรินรดาที่เพิ่มความสวยสง่าและเสน่ห์ของหญิงสาววัยผู้ใหญ่มากขึ้นยิ่งกว่านั่นเอง
เพราะแม้รินรดาจะมีรูปร่างที่ดีมากอยู่แล้ว แต่ผู้เป็นแม่ก็ยังมีความงดงามในแบบของตัวเอง ทุกส่วนสัดยังคงกระชับสมส่วน ไร้ความอ่อนย้วยและไขมันส่วนเกินอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนดั่งกาลเวลาจะไม่สามารถแตะต้องเธอได้เลยสักนิด
แม้จะรู้ว่าผิดเพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่เพราะไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือด ริทจึงเคยเผลอคิดเกินเลยกับความงามของพวกเธออยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกมา และทำได้เพียงเก็บมันไว้กับตัวเองเท่านั้น
และยิ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พ่อของรินรดาและสามีของโศภิตาก็มาด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุ ทำให้ริทเป็นผู้ชายคนเดียวที่ได้อาศัยร่วมชายคาอยู่กับสองสาวงามตามลำพัง เขาจึงกลายเป็นดั่งความฝันใฝ่ของชายทุกคน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเองก็ทำได้เพียงแค่เฝ้ามองดูพวกเธออยู่ห่างๆ และเก็บความคิดที่ไม่เหมาะสมบางอย่างเอาไว้ในใจเท่านั้น แม้กระนั้นริทก็ยังพอใจอยู่ดี เพราะคงมีผู้ชายน้อยคนนักที่จะโชคดีแบบเขา
ด้วยธรรมชาติของเด็กหนุ่มวัยกลัดมันแบบเขา จึงไม่แปลกที่ริทจะแอบคิดเกินไปไกลกว่านั้นมาก แต่มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยสักนิด แม้เขาจะมีความปรารถนาและจินตนาการมากมายอยู่ในหัว แต่กลับเป็นคนขี้อายเกินไป ขี้อายจนแม้แต่เพื่อนหรือแฟนยังไม่มี
แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในวันครบรอบอายุสิบแปดปีของเขา หลังจากที่โศภิตาอวยพรวันเกิดและฟังรินบ่นกระปอดกระแปดตามปกติ เด็กหนุ่มก็ได้รับจดหมายแปลกๆ มาฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายซึ่งไม่ปรากฏชื่อที่อยู่ของผู้ที่ส่งมา
หลังกินมื้อเช้ากับสองสาวเรียบร้อย ริทก็กลับไปยังห้องของตนเพื่อเปิดอ่านจดหมาย เท่าที่ริทรู้ ตอนนี้เขาไม่มีเพื่อนหรือญาติคนอื่นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เด็กหนุ่มจึงไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนส่งจดหมายถึงเขา
เมื่อเปิดจดหมายออกด้วยความตื่นเต้น เขาก็พบเข้ากับความตะลึงงันเพียงแค่เห็นประโยคแรก
‘ลูกชายที่รัก..’
ริทขมวดคิ้ว พ่อของเขาตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้วทำไมถึงส่งจดหมายมาได้? แล้วเขาก็อ่านต่อ
‘ถ้าลูกได้อ่านจดหมายนี้ แปลว่าพ่อกับแม่ได้ตายไปแล้ว และพ่อก็จะไม่สามารถบอกเรื่องราวของตระกูลเราให้ลูกฟังด้วยตัวเองได้ ก่อนอื่นพ่อขออวยพรให้ลูกมีแต่ความสุขในวันเกิดปีที่สิบแปด และหวังว่าตอนนี้ลูกจะมีชีวิตที่ดีนะลูกรัก เอาล่ะ พ่อจะเล่าเรื่องตระกูลของเราให้ลูกได้รับรู้ไว้....’
ริททั้งตกตะลึงและงุนงงไปหมดหลังอ่านจดหมายฉบับนั้นจบ สิ่งที่พ่อแท้ๆ ของเขากล่าวถึงไม่ใช่แค่การอวยพรวันเกิดและเล่าเรื่องราวของตระกูลให้ฟังธรรมดาๆ แต่มันยังมีเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ไม่ควรจะเป็นความจริงอยู่ด้วย
ทีแรกริทคิดว่ารินรดากลั่นแกล้งเขา แต่มันก็ดูตลกจนเขาต้องปฏิเสธความคิดนั้นไป เด็กหนุ่มพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก อีกทั้งเนื้อความในจดหมายฉบับนี้ก็ดูน่าเชื่อถืออย่างน่าประหลาด อีกทั้งริทเองก็ยังแอบหวังให้มันเป็นความจริง
พ่อของเขาบอกเรื่องราวของตระกูลและความลับให้ริทรับรู้ นั่นก็คือการที่ลูกชายคนแรกทุกคนในตระกูลจะมีความสามารถในการสะกดจิต ถึงอาจจะดูเหลือเชื่อ แต่ถ้านี่เป็นเรื่องจริง นั่นหมายความว่าริทจะสามารถสะกดจิตคนอื่นได้
และนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะต้นเหตุของพลังสะกดจิตคือการที่เขาจะสามารถปลดล็อกศักยภาพของสมองได้มากขึ้น แม้จะยังไม่เคยมีงานวิจัยจริงจังในเรื่องนี้หรือมีใครพิสูจน์ได้มาก่อน แต่ริทก็มั่นใจว่า หากทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เขาจะกลายเป็นคนที่ฉลาดมากกว่าคนทั่วไปหรืออาจได้รับความสามารถพิเศษอื่นๆ เพิ่มมาอีกด้วย
ในจดหมายมีวิธีการบอกไว้อย่างละเอียด ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ง่ายดายมากจนริทอยากจะลองทำเสียเดี๋ยวนี้ แต่ในส่วนท้ายยังคงมีคำเตือนเขียนเอาไว้
‘การปลดล็อกอาจจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก และไม่ควรหยุดชะงักหรือล้มเลิกกลางคัน’
เพื่อป้องกันการถูกรบกวน ริทจึงตัดสินใจที่จะไม่ลองทำมันที่บ้าน เขาปั่นจักรยานออกไปยังสถานที่อันห่างไกลผู้คนที่สุด หลังหาที่ได้บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ริทก็นั่งขัดสมาธิและพยายามทำจิตใจให้ว่าง
ในตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
จนผ่านไปสิบห้านาทีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ริทลืมตาขึ้นอย่างผิดหวัง เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังหลงเชื่อเรื่องไร้สาระจากจดหมายปริศนาอยู่หรือเปล่า
แต่เมื่อนึกถึงข้อความของพ่อ เขาก็ตัดสินใจลองอีกครั้ง
แต่อีกสิบห้านาทีต่อมา ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ทว่า ขณะที่ริทยังคงนั่งจดจ่ออยู่กับการปลดล็อกอย่างเต็มที่จนเริ่มเข้าภวังค์สมาธิโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเอง เขาก็คล้ายได้ยินเสียงอะไรแตกในหัว ก่อนที่ความเจ็บปวดอันเกินบรรยายจะแล่นเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว
"อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!"
แม้จะพยายามแล้ว แต่ริทก็ยังคงล้มลงดิ้นพล่านราวถูกน้ำร้อนลวกในขณะที่ปากก็ส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เขาทำได้เพียงพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดให้มากที่สุด
ผ่านไปหนึ่งนาทีที่ยาวนานราวชั่วโมงสำหรับเด็กหนุ่ม ความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้รับก็เริ่มบรรเทาลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นไม่กี่นาที ริทก็ลืมตาขึ้น
ราวกับพบโลกใบใหม่ ไม่เพียงแต่สายตาของเขาจะเห็นได้ไกลขึ้น ชัดเจนมากขึ้น แต่ประสาทสัมผัสอื่นๆ ก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน เขาได้ยินเสียงไกลขึ้น ได้กลิ่นมากขึ้น ประสาทโต้ตอบรวดเร็วขึ้นจนรู้สึกได้ ริทแทบจะไม่เชื่อตัวเองว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ได้เพียงแค่ปลดล็อกศักยภาพของสมอง หากเขานำเรื่องนี้ออกป่าวประกาศสู่ชาวโลก คงไม่แคล้วที่เขาจะได้โด่งดังเป็นพลุแตกแน่ๆ
แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มมีเรื่องให้อยากรู้และอยากทดลองมากกว่านั้น และแน่นอนว่าเป้าหมายอันสมบูรณ์แบบในการทดลองก็อาศัยอยู่ที่บ้านของเขาเอง ถ้ามันได้ผลอย่างที่พ่อของเขาเขียนบอกไว้ในจดหมาย ริทก็นึกไม่ออกเลยว่าชีวิตต่อจากนี้จะมีความสุขขนาดไหน
ริทก้มมองสองมือของตนเอง ก่อนจะกำมันเข้าหากันช้าๆ
ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธคำสั่งของพี่สาว
แต่ตอนนี้ทุกอย่างต่างออกไปแล้ว
เด็กหนุ่มยิ้มกับตัวเองก่อนจะขึ้นคร่อมจักรยาน เขายังไม่รู้ว่าความสามารถนี้มีขอบเขตมากเพียงใด แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาตั้งใจจะค้นหาให้แน่ชัด
และคนที่จะช่วยให้เขาได้คำตอบก็กำลังรออยู่ที่บ้านของเขาเอง
