บทที่ 10 .

“พี่ภูมิว่าแด๊ดจะว่างคุยกับเรย์มั้ย?” ฉันหันไปถามร่างสูงที่เดินเคียงข้างกัน

ทุกทีเวลาที่แด๊ดดี้เข้าบริษัทจะไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากสักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าต้องทำงาน แม้จะเป็นถึงประธานบริษัททว่าแด๊ดก็ไม่เคยเอาแต่สั่ง และโยนงานให้ลูกน้องทำอย่างเดียว ทุกกระบวนการแด๊ดเข้าไปตรวจสอบเองทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัทของแด๊ดดี้มีการเจริญเติบโตภายในเวลาอันรวดเร็วแบบฉุดไม่อยู่ ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นบริษัทก็เป็นที่รู้จัก

ทุกอย่างที่ฉันสาธยายมานั้นล้วนเป็นเรื่องราวที่แด๊ดดี้และพี่ภูมิเคยบอกเล่าให้ฉันฟัง เพราะเท่าที่จำความได้ช่วงที่แด๊ดก่อตั้งบริษัทฉันเพิ่งจะอายุได้ไม่กี่ขวบเอง

หากถามว่าฉันเลือกใครเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต ก็คงตอบได้เต็มปากเต็มคำได้เลยว่าคนนั้นคือแด๊ดเจย์ บางทีฉันก็อย่างเก่งเหมือนแด๊ด จนสามารถสร้างทุกอย่างให้เติบโตได้ด้วยสองมือของตัวเองแบบไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร

บอกตามความจริงเลยว่า ฉันภูมิใจในตัวแด๊ดดี้มากๆ...

“คุณหนูบุกมาขนาดนี้ก็ต้องว่างแล้วล่ะครับ”

“พี่ภูมิประชดเรย์หรือเปล่าเนี่ย” ฉันเอียงคอถาม แสร้งกดเสียงต่ำเพื่อให้ดูน่ากลัว

ก็จำมาจากแด๊ดทั้งนั้น ฉันอยากดูน่าเกรงขามเหมือนอย่างแด๊ดดี้บ้าง แค่สักครึ่งก็ยังดี

“เปล่าครับ” คนตัวสูงตอบโดยที่ไม่มองหน้า หนำซ้ำขาเรียวยาวยังก้าวดุ่มๆ ตรงไปที่ห้องทำงานของแด๊ดหลังจากที่ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่หมาย

“รอเรย์ด้วย!” ฉันจึงจำต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อเดินตามพี่ภูมิให้ทัน รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองขายาวก็ไม่คิดจะรอกันบ้างเลย

คอยดูเถอะ ฉันจะฟ้องพี่เมฆเข้าสักวัน...

“นายครับ คุณหนูมาหา” นิ้วของพี่ภูมิจิ้มไปที่กริ่งหน้าห้องที่สามารถสนทนาแบบเห็นภาพและเสียงได้

ฉันชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ และคนที่ปรากฏอยู่บนจอภาพก็คือพี่เมฆ คาดว่าแด๊ดคงจะได้ยินแล้ว ถึงได้ให้ลูกน้องคนสนิทที่ตัวติดกันตลอดเวลาเป็นคนเดินมาเปิดประตูให้

“เชิญครับคุณหนู” พี่เมฆผายมือเชื้อเชิญและเบี่ยงตัวหลบให้ฉันเดินเข้าไปในห้อง “ภูมิมานี่”

ขณะที่พี่ภูมิกำลังจะก้าวเท้าเดินตามเข้ามา ก็ถูกคนตัวสูงกว่าคว้าแขนแล้วดึงออกไปด้านนอก โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ตามเดิม

“มาหาแด๊ดถึงนี่มีอะไรหรือเปล่าหืม?” แด๊ดเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่กำลังนั่งเซ็นอยู่เพื่อสบตากับฉัน

“หนูคิดถึงแด๊ดดี้~” ได้ทีฉันจึงลากเสียงยาวพลางขยับเท้าเดินอ้อมไปหาแด๊ดหลังโต๊ะทำงาน

สองแขนตวัดกอดรอบต้นคอของแด๊ด ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งบนตักแกร่งอย่างที่ชอบทำในตอนเด็กๆ

“น้องเรย์...หนูโตเป็นสาวแล้วนะ”

“ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยหนิคะ” ฉันรู้ว่าตัวเองโตแล้ว และก็ไม่คิดด้วยว่าการทำแบบนี้มันจะผิดอะไร

“เป็นสิ” ท่าทีอึกอักของแด๊ดทำให้ฉันจ้องมองอย่างงุนงง “แด๊ดหนัก”

ได้ยินดังนั้นฉันจึงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืน และผละถอยห่างออกจากแด๊ดทันที จากนั้นก็เดินอ้อมกลับไปนั่งยังเก้าอี้ตรงข้ามด้วยอารมณ์ขุ่นมัวนิดๆ

แด๊ดดี้ไม่รู้หรือไงว่าการทักผู้หญิงแบบนี้มันไม่ดี

“แด๊ดจะบอกว่าหนูอ้วนขึ้นเหรอ” ฉันย้อนถามอย่างไม่จริงจังเท่าไหร่นัก ไม่ได้เป็นคนที่ชอบโฟกัสกับเรื่องน้ำหนักของตัวเองอยู่แล้ว แค่รู้สึกเสียเซลฟ์นิดหน่อยเท่านั้นที่แด๊ดพูดตรงเกินไป

“แด๊ดยังไม่ได้พูดสักหน่อย แล้วที่มานี่มีอะไร คงไม่ใช่คิดถึงแด๊ดอย่างเดียวหรอกมั้ง” ลืมไปว่าแด๊ดมองคนออก ไม่แปลกที่แด๊ดจะรู้ทันฉันเกือบทุกเรื่อง ราวกับมานั่งอยู่ในความคิดของฉัน

“หนูได้ยินมาว่าอมยิ้มลาออกแล้ว” ฉันเว้นจังหวะการพูดเล็กน้อย พลางลอบมองสังเกตท่าทีของแด๊ดไปด้วย ทว่าก็ยังคงปกติจึงเอ่ยต่อ “แด๊ดได้ทำอะไรหรือเปล่าคะ”

“ทำไมถึงคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับแด๊ด” พอได้ยินคำถามที่ย้อนกลับมาฉันก็เกิดอาการนิ่งงันไปชั่วครู่ ขณะที่สมองกำลังคิดทบทวนอย่างหนัก ว่าวันนั้นแด๊ดพูดอะไรกับลูกน้องของตัวเองไว้บ้าง

“ก็แด๊ดบอกพี่เมฆว่า...”

ติ๊ด...

(“นายครับคุณนาตาลีขอพบ จะให้เธอเข้าไปเลยหรือเปล่าครับ”)

เสียงของพี่เมฆดังขัดขึ้นมา ก่อนที่ฉันจะทันได้พูดจบประโยค และชื่อที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นก็ดึงความสนใจให้ฉันหันไปจดจ่อ

‘นาตาลี’ นี่คงจะเป็นชื่อผู้หญิงแน่ๆ เธอเป็นใครกันนะ ทำไมถึงมาหาแด๊ดเย็นป่านนี้ จากที่แอบเหล่มองนาฬิกา เข็มบนหน้าปัดก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่านี่มันเลยเวลาทำงานของแด๊ดมานานมากแล้ว

ฉันเดาว่าที่ขอพบคงจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานเป็นแน่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป