บทนำ
"ฮือ...แม่จ๋าหนูกลัวโจร"
เด็กผู้หญิงที่ร้องไห้ในวันนั้น คือคนที่ผมต้องสยบจวบจนถึงทุกวันนี้...
.........................................................................
ฉันไม่รู้ว่าเริ่มชอบเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่าพอได้ชอบฉันก็ไม่สามารถห้ามความรู้สึกของตัวเองได้อีกเลย...
วินาทีแรกที่เจอกัน 'เขา' ทำให้ฉันรู้สึกกลัว แต่พอนานวันเข้า เขากลับเป็นคนที่สอนให้ฉันรู้จักคำว่า 'ความรัก'
"ถ้าโตขึ้นแล้วมีผู้ชายมาชอบหนู แด๊ดดี้จะทำยังไงคะ?"
"ฆ่ามัน"
ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจ พอโตมาถึงได้รู้ ว่าฉันจะต้องเป็นของแด๊ดคนเดียวตลอดไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...
บท 1
เช้าวันนี้คงจะเหมือนอย่างหลายวันที่ผ่านมา ถ้าหากว่าไม่มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้าบ้านอีกหนึ่งคน…
ผมหลุบตามองเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟา ก่อนจะเบนสายตาขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างเธอ
เด็กคนนั้นหน้าตาน่ารัก ผิวขาวเนียนใสรับกับพวงแก้มสีชมพู องค์ประกอบบนใบหน้าของเธอผสมผสานระหว่างสองเชื้อชาติ ทั้งไทยและอเมริกา ทว่าความน่ารักน่าเอ็นดูนั้นก็ไม่สามารถเป็นตัวการันตีได้เลยว่าเธอจะไม่ถูกทอดทิ้ง
“ทำไมพี่ไม่พาน้องเรย์ไปด้วย” นี่คือสิ่งที่ผมสงสัย ถึงได้ถามรุ่นพี่คนสนิทออกไปแบบนั้น
ราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าผมเพิ่งจะได้รับสายจาก ‘พี่ลม’ พ่อของ ‘น้องเรย์วี่’ ว่าเขาจะเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศกับภรรยา และจะฝากฝังให้ผมช่วยดูแลลูกระหว่างที่เขายังไม่กลับมา
ทั้งที่น้องก็อายุได้ห้าขวบแล้ว วัยนี้สามารถขึ้นเครื่องและเดินทางไปต่างประเทศไกลแค่ไหนก็ได้ แต่ทำไมเขาถึงไม่พาลูกตัวเองไปด้วย?
อันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปัญหาหรอกนะที่จะต้องดูแลหลานนอกไส้ของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับเด็กต่างหากล่ะว่าจะสามารถอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ได้นานแค่ไหน
จากที่เคยเห็น แค่วันเดียวก็ร้องเรียกหากันแล้ว
“กูมีเหตุผล แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้” เมื่อได้ยินดังนั้นคิ้วของผมก็เริ่มขมวดเข้าหากัน “เอาเป็นว่าถ้ากลับมาเดี๋ยวกูเล่าให้ฟัง”
“นานแค่ไหน”
“แค่สัปดาห์เดียว” คำตอบที่ได้รับทำให้ผมสบายใจขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยระยะเวลามันก็ไม่ได้นานมากมายอะไร ระหว่างนี้ถ้าน้องเรย์ร้องหาพ่อกับแม่ของเธอ ผมคิดว่าตัวเองน่าจะรับมือได้อยู่
“รีบกลับมาแล้วกัน ผมเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กด้วย” ยิ่งเด็กผู้หญิงนี่ยิ่งแล้วใหญ่ จะให้ลูกน้องมาช่วยก็ไม่ได้ แต่ละคนหน้าตาอย่างกับโจรป่า หนำซ้ำตัวยังบึกบึนเหมือนยักษ์
ถ้าพวกมันเข้าใกล้น้องเรย์เมื่อไหร่มีหวังได้ร้องแหกปากหนักกว่าเดิมแน่
“อืม งั้นกูไปก่อนแล้วกัน” ผมกับพี่ลมล่ำลากันอีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปส่งเขายังหน้าประตูบ้าน
“เดินทางปลอดภัย” พูดลาครั้งสุดท้าย ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อตรงไปขึ้นรถตู้คันสีดำ ที่ลูกน้องเปิดประตูรอไว้
“ถ้ากูไม่มารับน้องเรย์ด้วยตัวเอง มึงห้ามให้น้องเรย์ไปกับใครเด็ดขาด” ทั้งน้ำเสียงและแววตานั้นฉายชัดถึงความจริงจัง “ต้องเป็นกูเท่านั้น เข้าใจมั้ย”
“อืม” ผมตอบรับเพียงสั้นๆ แม้ว่าจะสังหรณ์ใจบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าถามอะไร เพราะยังไงคำตอบที่ได้รับก็ย่อมมีแต่การบ่ายเบี่ยง
พี่ลมหันไปทิ้งท้ายสายตาด้วยการมองเข้าไปในบ้าน เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าเขาจะตัดสินใจหมุนตัวหันหลังแล้วเดินไปขึ้นรถ
ผมยืนส่งเขาอยู่ตรงนั้น กระทั่งรถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนห่างออกไปยังประตูรั้วบ้าน และลับสายตาในที่สุด
“จะให้คุณหนูเรย์วี่นอนอยู่ตรงนั้นเหรอครับ” ‘เมฆ’ ลูกน้องมือขวาคนสนิทของผมโพล่งถามขึ้นมา พลางปรายตาพยักพเยิดไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เดี๋ยวกูอุ้มขึ้นไปนอนบนห้องเอง” สิ้นประโยคนั้นขายาวภายใต้กางเกงยีนสีดำที่ขาดแบบแฟชั่นก็เดินย่างก้าวตรงเข้าไปหา เพื่อช้อนตัวน้องเรย์ขึ้นอุ้มไว้ในวงแขน “วันนี้กูมีนัดอะไรหรือเปล่า”
“มีครับ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร”
“งั้นยกเลิกให้หมด” เพราะคิดดีแล้วถึงได้พูดออกไปแบบนั้น “ทั้งสัปดาห์นี้กูจะอยู่ดูแลน้องเรย์ ถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็เลื่อนไปวันอื่น”
“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทก้มหัวรับคำสั่ง ขยับถอยห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้ผมก้าวเดินขึ้นไปยังขั้นบันได
จังหวะการขยับเท้านั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้มีแรงเคลื่อนไหวมากนัก เพราะเกรงว่าจะทำให้ร่างเล็กที่นอนซบอยู่ในอ้อมแขนสะดุ้งตื่น
ปลายรองเท้าหยุดลงหน้าบานประตูห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านในริมสุด ผมค่อนข้างหวงพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้นเหตุผลที่เลือกให้ห้องนอนอยู่ตรงนี้ก็เพราะไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย หรือเดินเพ่นพ่าน
แต่สัปดาห์นี้ผมคงต้องปล่อยให้เด็กน้อยตัวเล็กรุกล้ำความเป็นส่วนตัวแล้วล่ะ
“อื้อ” ใบหน้าเล็กถูไถกับท่อนแขนของผม คิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากันอย่างรู้สึกไม่สบายตัว เนื่องจากพื้นที่ขยับตัวมีขีดจำกัด
“ใจเย็นๆ สิตัวเล็ก” ผมพูดกับคนในอ้อมแขนด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา ก่อนจะรีบย่างก้าวตรงไปที่เตียงนอนขนาดคิงไซส์ แล้ววางร่างเล็กนั้นลงบนเตียงแผ่วเบา ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปเปิดแอร์ และคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้จนถึงปลายคาง
เมื่อได้ที่นอนแสนนุ่มนิ่ม น้องเรย์ก็หลับต่อ หนำซ้ำมุมปากเล็กๆ นั้นยังคลี่ยิ้มน่ารัก จนพานทำให้คนมองอย่างผมเผลอยิ้มตามไปด้วย
“โตมาหนุ่มๆ คงเดินตามเป็นพรวนแน่ๆ” ผมค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงริมขอบเตียง นิ้วชี้เรียวยาวเอื้อมไปเกลี่ยพวงแก้มสีชมพูธรรมชาติแผ่วเบาอย่างนึกเอ็นดู
แพขนตายาวที่กำลังหลับพริ้มทำให้ผมคิดว่า ถ้าผู้หญิงคนไหนได้มาเห็นคงต้องอิจฉาน้องเรย์เป็นแน่
ขนาดตอนนี้ยังเด็กอยู่เค้าโครงหน้ายังฉายชัดถึงความงดงาม โตมายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
ถ้าเป็นลูกสาวผม คงได้สั่งให้ลูกน้องตามประกบไม่ห่างแน่นอน ผู้ชายคนไหนคิดจะเข้าใกล้คงได้กินลูกปืนแทนอย่างอื่น
ผมมองจ้องไปที่แก้มของน้องเรย์สักพักใหญ่ ครั้นความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่จะโน้มหน้าเข้าไปหาสิ่งที่ล่อตาล่อใจ
ทว่าจังหวะที่ปลายจมูกโด่งสันกำลังแตะสัมผัสกับพวงแก้มเด็กน้อย ก็จำต้องผละถอยห่างอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่โกนหนวดเครา ถ้าหอมแก้มเดี๋ยวจะพานทำให้น้องเรย์เกิดการระคายเคืองได้
ผมตัดสินใจผุดลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังโซนห้องทำงานที่เชื่อมติดกับห้องนอน ระหว่างที่น้องเรย์นอนหลับ ผมคงต้องหาอะไรทำเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเด็กน้อย
“ฮึก...พ่อจ๋า” เท้ายังไม่ทันขยับไปถึงโต๊ะทำงาน จังหวะการก้าวเดินของผมก็ถูกขัดด้วยเสียงร้องสะอื้นของเด็กน้อย
“น้องเรย์” ผมจำต้องเดินกลับไปหา พร้อมยื่นมือไปเขย่าร่างเล็กเพื่อปลุกให้น้องเรย์หลุดพ้นจากฝันร้ายที่กำลังเผชิญ
เปลือกตาที่เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาค่อยๆ ลืมขึ้นมอง ก่อนจะปล่อยโฮเสียงดังลั่นเมื่อพบกับคนที่ไม่คุ้นเคย
อันที่จริงผมกับน้องเรย์เคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่นั่นมันเป็นช่วงที่ผมยังไม่ปล่อยปละละเลยให้หนวดเคราเฟิ้มขึ้นตามกรอบหน้าเหมือนอย่างตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนตัวเล็กถึงจำผมไม่ได้
“ฮือ...แม่จ๋าหนูกลัวโจร”
ร่างเล็กรีบดึงผ้าห่มคลุมโปง เพื่อปิดซ่อนตัวเองจากสิ่งที่เธอกำลังหวาดกลัว ซึ่งนั่นก็คือ...ตัวผมเอง
ผมไม่เคยคิดว่าการที่ไว้หนวดไว้เครา และทำตัวเซอร์ๆ จะทำให้ใครบางคนต้องร้องไห้เพียงเพราะแค่เห็นหน้า
เห็นทีผมคงปล่อยให้หลานสาวคิดว่าตัวเองเป็นโจรแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วล่ะ
มือหนาล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพื่อติดต่อหาลูกน้องที่คาดว่าคงจะอยู่ด้านล่าง
“พาแม่นมพิณขึ้นมาหน่อย” เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียวปลายสายก็กดรับ ผมจึงไม่รอช้าที่จะรัวคำสั่ง “ด่วนๆ”
(“ครับนาย”) เมื่อเมฆรับคำผมจึงกดวางสาย ทว่ายังไงก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้น้องเรย์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ดี
“น้องเรย์ อาเจย์เสียใจนะที่หนูจำไม่ได้แบบนี้” หากจำหน้าไม่ได้ อย่างน้อยน้องเรย์ก็น่าจะคุ้นเสียง
และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล เพราะหลังจากที่ผมเอ่ยประโยคนั้น มือเล็กก็ค่อยๆ ลดระดับผ้าห่มลงเผยให้เห็นเพียงแค่ครึ่งหน้า ดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตามองจ้องผมเขม็ง ก่อนจะส่ายศีรษะเป็นพัลวันจนผมยาวสลวยสีน้ำตาลสะบัดไปมา
“ไม่ใช่! อาเจย์หล่อ ไม่ได้หน้าเหมือนโจรแบบนี้” เด็กหญิงตัวเล็กปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ลุงอย่ามาโกหกหนูนะ...ฮึก...พาหนูไปหาพ่อเดี๋ยวนี้เลย”
น้องเรย์โวยวายทั้งน้ำตา เธอเป็นเด็กฉลาด แต่ผมแค่ไม่คาดคิดว่าคำพูดคำจาของเด็กน้อยจะทำให้ผมรู้สึกเจ็บ
ลุงเลยเหรอ...แก่ไปหรือเปล่า
ก็อก...ก็อก…
ระหว่างที่ผมกำลังคิดหาคำพูดเพื่อเจรจากับน้องเรย์อยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เข้ามา”
“คุณเจย์เรียกป้าเหรอคะ” ‘ป้าพิณ’ เปิดประตูก้าวเข้ามาภายในห้อง ท่านคือแม่นมที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กหลังจากที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ถ้าหากไม่มีท่านกับครอบครัวของพี่ลมก็คงจะไม่มีผมในวันนี้เหมือนกัน
พ่อกับแม่เสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่ผมอายุได้เจ็ดขวบ ถึงจะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ลูกชายเพียงคนเดียวอย่างผมก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้อยู่ดีเพราะยังเด็ก ญาติที่มีก็จ้องแต่จะฮุบสมบัติที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ ถ้าไม่ได้ ‘ลุงทินกร’ คุณพ่อของพี่ลมที่เป็นเพื่อนสนิทกับพ่อยื่นมือเข้ามาช่วย ผมก็คงถูกญาติผลาญสมบัติไปจนหมดสิ้น
ส่วนป้าพิณก็เป็นแม่นมที่ลุงทินกรจ้างมาให้เลี้ยงดูผมแทน เพราะท่านไม่ค่อยมีเวลา แถมภรรยาก็เสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดพี่ลมแล้ว ดังนั้นทั้งผมและพี่ลมก็ต่างโตมากับแม่นมทั้งคู่แค่คนละคนกัน
“ผมฝากดูแลน้องเรย์แป๊บนึงนะครับ” ถ้าให้แม่นมพิณดูแลคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้องเรย์คุ้นชินกับท่านมาบ้างแล้ว
“คุณเจย์จะออกไปข้างนอกเหรอคะ”
“เปล่าครับ จะไปโกนหนวด” ผมยกมือขึ้นลูบกรอบหน้าของตัวเอง “น้องเรย์กลัว”
ป้าพิณถึงกับหลุดยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ จากที่ใช้มือตัวเองสัมผัสหนวดมันก็ขึ้นเยอะจริงๆ นั่นแหละ น้องเรย์จะคิดว่าเป็นโจรก็คงไม่แปลก
“ป้าจะดูให้เองค่ะ”
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะย่างก้าวตรงไปทางห้องน้ำเพื่อจัดการหนวดเคราบนใบหน้าของตัวเอง ระหว่างที่ปาดครีมโกนหนวดตามแนวกรอบหน้า หูก็คอยฟังเสียงน้องเรย์ไปด้วย
เสียงร้องไห้ในตอนแรกค่อยๆ เบาลงก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด แต่กลับได้ยินประโยคที่ว่า ‘พ่อหนูอยู่ไหน’ มาแทน
ผมรีบจัดการโกนหนวดอย่างเร็วที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกอย่างก็เดินกลับไปหาน้องเรย์ที่เตียงอีกครั้ง
ทว่ากลับเห็นร่างเล็กพยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อเอื้อมมือขึ้นไปจับลูกบิดประตู โดยมีป้าพิณคอยจับแขนอีกข้างเพื่อยื้อน้องเรย์ไม่ให้ออกไปข้างนอกห้อง
“ปล่อยหนู หนูจะไปหาพ่อ” ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มเริ่มเบะ และพร้อมที่จะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“น้องเรย์ เดินมาหาอาเจย์หน่อยครับ” ผมยังคงยืนอยู่ข้างเตียงตรงที่เดิม เพื่อให้น้องเรย์เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา “จำอาได้หรือยัง”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผม แล้วตอบคำถามนั้นด้วยการพยักหน้ารับหงึกหงัก
“อาเจย์เห็นคุณพ่อหรือเปล่าคะ” เด็กน้อยผละถอยห่างจากบานประตู และเดินมาหาผมที่ยืนรออยู่
“คุณพ่อของน้องเรย์ไปทำงาน ระหว่างนี้ก็อยู่กับอาก่อนนะ” ผมย่อตัวลงเพื่อช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้ม จากนั้นจึงทรุดนั่งลงที่ขอบเตียงโดยมีเด็กน้อยนั่งทับอยู่บนตักแกร่ง “แค่สัปดาห์เดียวเอง เดี๋ยวคุณพ่อก็จะมารับกลับแล้ว”
“แต่หนูฝันว่าคุณพ่อจะไม่กลับมาหาอีกแล้ว คุณพ่อกำลังจะทิ้งหนูไป” ดวงตากลมโตใสซื่อที่รื้นไปด้วยหยดน้ำตาเงยขึ้นมอง นี่สินะที่ทำให้น้องเรย์ละเมอแล้วร้องไห้ออกมา
“ก็แค่ความฝัน ไม่มีใครกล้าทิ้งน้องเรย์ได้ลงหรอก” นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปเกลี่ยหยดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนบนพวงแก้มออกให้คนตัวเล็ก
ทว่าน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ยังคงไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลเรื่อยๆ อย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้น้องเรย์ฝันร้ายแบบนั้น แล้วดันประจวบเหมาะกับการที่พี่ลมต้องไปต่างประเทศพอดี ผมเองก็ไม่อยากจะคิดมากอะไร หากว่าเมื่อครั้งที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุ...ผมไม่ฝันแบบนั้นเหมือนกัน
“...”
“ป้าพิณลงไปทำอะไรให้น้องเรย์ทานหน่อยสิครับ เดี๋ยวตามลงไป” พอเห็นว่าเด็กน้อยนั่งเงียบ ผมจึงหันไปพูดกับป้าพิณที่ยังยืนอยู่
“ค่ะคุณเจย์”
คล้อยหลังคนสูงวัย ผมก็หลุบตามองน้องเรย์อีกครั้ง
“ไม่ต้องร้อง เป็นหลานอาเจย์ต้องเข้มแข็งนะรู้มั้ย” ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลางจับใบหน้าเล็กให้ซุกซบลงมาที่อกแกร่ง “เดี๋ยวพ่อลมก็กลับมา”
ทว่าประโยคที่ผมบอกน้องเรย์ออกไปกลับกลายเป็นคำโกหกโดยที่ผมเองก็อาจไม่รู้ตัว และไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
การรอคอยของน้องเรย์เริ่มต้นจากหนึ่งสัปดาห์ แล้วล่วงเลยกลายมาเป็นเดือน จนกระทั่งเนิ่นนานเป็นปี และไม่รู้ว่าการรอคอยนี้มันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ผมพยายามที่จะติดต่อหาพี่ลมหรือคนใกล้ชิดของเขาทุกวิถีทาง อีกทั้งยังจ้างนักสืบฝีมือดีให้ช่วยตามหา ทว่าก็ไร้วี่แวว ข่าวคราวของพี่ลมเงียบหายไปพร้อมกับตัวเขาและภรรยา
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมต้องกลายมาเป็นคุณพ่อให้น้องเรย์จวบจนถึงปัจจุบัน…
บทล่าสุด
#54 บทที่ 54 ตอนพิเศษ (แถม)
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#53 บทที่ 53 ตอนพิเศษ (แถม)
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#52 บทที่ 52 ตอนพิเศษ (แถม)
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#51 บทที่ 51 ตอนพิเศษ ของที่อยากเล่นในวัยเด็ก
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#50 บทที่ 50 -THE END-
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#49 บทที่ 49 .
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#48 บทที่ 48 .
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#47 บทที่ 47 .
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#46 บทที่ 46 .
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026#45 บทที่ 45 .
อัปเดตล่าสุด: 4/24/2026
คุณอาจชอบ 😍
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
I’m evil guy ปีศาจตัวร้ายพ่ายรัก
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
ลวงรักคุณหมอคาสโนว่า
เรื่องราวของคุณหมอ "คาสโนว่าตัวพ่อ" ควงผู้หญิงเป็นว่าเล่น ปากดี งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองอย่าง "คณาธิป"
เมื่อมาพบกับกวางน้อยไร้เดียงสาแต่สู้คนอย่าง "ชมชนก" เด็กนักศึกษาคณะบริหารที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลของเขา
เธอคอยส่งทั้งขนม กาแฟและมักจะเดินมาให้เขาเห็นบ่อย ๆ
แต่เขาไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่เพราะไม่ต่างกับพวกโรคจิต
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่ห้องไหน
ทำไมต้องเจอกับเธอทุกทีสิน่า!!
** นิยายเรื่องนี้พระเอกเริ่มแรกไม่ใช่คนดีนะคะ ปากร้ายและเอาแต่ใจ
นิยายเป็นแนว 18+ มีฉากอีโรติกค่อนข้างละเอียด
ควรใช้วิจารณญาณในการเสพ
บ่วงรักกับดักแค้น
เมื่อรักแรกที่จบลงด้วยการทรยศอย่างเลือดเย็น กลับวนมาเจอกันอีกครั้งในสถานะประธานบริหารคนใหม่กับพนักงานขายตัวท็อป ภีม (ภีมากร) กลับมาพร้อมความเย็นชาและแผนการทำลายชีวิตคนที่เคยทิ้งเขาไป ขณะที่พริก (พริมา) ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง เพราะความลับที่เธอซ่อนไว้ในอดีตนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์
'อังคณา' พยาบาลสาวจบใหม่ประชดรักหักหลังด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับค่ำคืนวันไนท์สแตนท์ เธอคิดว่ามันจะเป็นแค่ความทรงจำตื่นสายที่แยกย้ายแล้วจบกัน แต่ใครจะคิดว่า 'กระสุนนัดเดียว' ของชายแปลกหน้าในคืนนั้นจะแม่นยำจนทำให้เธอตั้งครรภ์!
และที่ช็อกยิ่งกว่า... คือพ่อของลูกดันเป็นถึง 'นายแพทย์ภาคินทร์' ศัลยแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ แถมเขายังเป็นหมอในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ด้วย!
การแต่งงานสายฟ้าแลบเกิดขึ้นตามคำสั่งของประมุขตระกูล ภาคินทร์ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง ทว่าเขากลับสวมหน้ากากเฉยชาและบอกว่าทั้งหมดคือ ‘หน้าที่’ ทำให้อังคณาต้องเจียมตัว รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เขาอึดอัด
โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้แววตานิ่งสนิทคู่นั้น หมอหนุ่มแทบจะบ้าตายทุกครั้งที่มีชายอื่นเข้าใกล้เธอ!
เมื่อความลับใต้พรมเริ่มปะทุ และวิกฤตร้ายแรงในครรภ์เข้าขั้นวิกฤต คุณหมอผู้ไร้ความรู้สึกจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่า ‘หน้าที่’ นี้... แท้จริงแล้วมันคือ ‘ความปรารถนา’ ที่เขาอยากครอบครองเธอมาตั้งแต่แรกพบ
คลั่งรักเมียแต่ง
คำโปรย
เมื่อเขาและเธอต้องมาอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันในฐานะสามีภรรยา เขาเป็นคนพูดน้อยแถมยังดุ จึงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและน้อยใจอยู่บ่อยๆ
แนะนำตัวละคร
ภูวดล หรือ คุณภูมิ อายุ 32 ปี
เจ้าของสวนองุ่นขนาดใหญ่ เขาหล่อ ทำงานเก่ง พูดน้อย ดุ ชอบทำหน้าเข้ม จนเธอรู้สึกอึดอัด
รัตติกาล หรือ เจ้าขา อายุ 23 ปี
ลูกสาวร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด เธอสวย แต่งตัวแซ่บ ขี้น้อยใจ ชอบคิดเองเออเอง เพราะความอกหักจึงทำให้เธอเลือกที่จะประชด ตกลงรับคำแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้จัก ที่ผู้ใหญ่หาให้
@@@@@@
โรมานซ์ ฟีลกู๊ดเหมือนเดิม ไม่นอกกาย ไม่นอกใจ แต่เรื่องนี้พระเอกดุหน่อยนะคะโปรดทำใจก่อนอ่าน (แนวบ้านนอก)
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
คลั่งไคล้ยัยแฮกเกอร์
แทนที่จะส่งตัวเธอให้ตำรวจ ประธานกู้ผู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหา(และหวงของขั้นสุด) กลับโยนเช็คตัวเลขเจ็ดหลักใส่หน้า พร้อมยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้... นั่นคือการจ้างเธอเป็น 'กระสอบทรายระบายอารมณ์ส่วนตัว' แบบผูกขาด ห้ามรับงานอื่น ห้ามมองผู้ชายคนอื่น และห้ามปฏิเสธเมื่อเขาต้องการ!
ภายใต้แว่นตาขอบเงินที่ดูภูมิฐาน เขาคือพญามารจอมเอาแต่ใจที่ดุดันไม่เกรงใจเตียง จนเธอต้องลอบรีวิวสมรรถภาพของเขาในใจเหมือนรีวิวสินค้าในเถาเป่า ปากสั่นร้องไห้บอกว่าไม่ไหว แต่สมองกลับคำนวณทิปค่ากระเป๋าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว
เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วย 'เงินตราและราคะ' ถลำลึกจนเตียงแทบหักทุกคืน งานนี้สายลับสาวหน้าเงินจะกอบโกยกำไรจนคุ้ม หรือจะขาดทุนย่อยยับเพราะเผลอเอาหัวใจไปจำนองให้ท่านประธานกันแน่?
คุณหมอโหด ในโหมดหวงรัก
“ก็เอาสิ ผมก็มานี่แล้วไง ตายให้ผมดูสิ”
"ภูวินทร์" แม้จะเป็นศัลยแพทย์ แต่เขากลับเย็นชาและโหดเหี้ยมกว่าที่ใคร ๆ คิดเอาไว้
“ในเมื่อวันนี้คุณหมอไม่พร้อม ก็ยกเลิกงานหมั้นวันนี้ไปเถอะค่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับพวกคุณนะคะ”
"ศินีนารถ" ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของคู่หมั้น หลังจากที่เขาปล่อยให้งานหมั้นวุ่นวาย เพียบตบเดียวจากเธอ ถึงกับเรียกสติของเขากลับมาทันที
“ไม่ได้ครับ! ผมไม่มีทางยกเลิกงานหมั้นนี้ ผมจะไปคุยกับเธอเอง"
แม้งานหมั้นจะผ่านไปได้วยดี แต่ทว่า.... ทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบนั้น
ทั้งเรื่องมือที่สาม และความไม่เข้าใจกัน ความดื้อดึงของเธอ เจอกับความเย็นชา เผด็จการและดุดันของเขา
เปลี่ยนคนที่โหดอย่างเขา กลายเป็นเริ่มคลั่งรักเธอ เริ่มขาดไม่ได้ และตามมาด้วยความหึงหวง
ซึ่งเป็นความหึงแบบไม่ธรรมดา ในเมื่อเขาคือ "สายโหด" ความขี้หึง ก็ต้อง "หึงโหด" เช่นกัน
"คู่หมั้นก็ถือเป็นสามีไปแล้วครึ่งหนึ่ง บอกมาว่ามันเป็นใคร แล้วให้มันแตะต้องตรงไหนบ้าง คืนนี้ผมจะลบออกไปให้หมด แล้วอย่าได้ให้ผู้ชายคนอื่นแตะต้องอีก คุณเป็นของผมคนเดียวเข้าใจมั้ย!"
"หมอคะคุณใจเย็น ๆ ก่อน อ๊าา!!!"
"คืนนี้ต่อให้ร้องขอชีวิต ก็อย่าคิดจะคลานลงจากเตียงนี้ไปได้เลย!"













