บทที่ 11 .
“เข้ามา” นิ้วเรียวยาวของแด๊ดเอื้อมไปกดปุ่มสนทนา ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองฉันตามเดิม “เรื่องนั้นอย่าไปสนใจ ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่มันเป็นแบบนั้น หนูจะได้ไม่ต้องมาเจอคำพูดแย่ๆ อีก”
“ก็ได้ค่ะ หนูไม่สนใจแล้วก็ได้” ถ้าแด๊ดว่ามาอย่างนั้น ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเลิกสนใจเรื่องของอมยิ้มซะ เพราะต่อให้รบเร้าจะเอาคำตอบจากปากแด๊ด ยังไงก็คงไม่ได้อะไรกลับมาอยู่ดี
“ทั้งชีวิตนี้แด๊ดเหลือแค่หนูคนเดียวแล้วนะน้องเรย์” ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่มองมานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง “คนที่ทำให้น้องเรย์เสียใจ มันไม่ควรมีโอกาสได้เข้าใกล้หนูอีก”
แกร๊ก...
“ฮาย~ เจย์ขาฉันคิดถึงคุณมากๆ เลย ทำไมช่วงนี้ไม่มาเจอฉันเลยล่ะคะ” บานประตูห้องทำงานถูกเปิดพรวดเข้ามา
ร่างบางผอมเพรียวเดินย่างกรายอย่างสง่างามราวกับนางแบบที่กำลังเดินอยู่บนแคทวอล์ค
ผู้มาเยือนไม่ได้ชายตามองฉันเลยสักนิด ทันทีที่เข้าห้องมาได้เธอก็ตรงเข้าไปหาแด๊ด และโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มแด๊ดดี้ฟอดใหญ่ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของฉัน
“นาตาลีหยุดก่อน ลูกสาวฉันนั่งอยู่ด้วยไม่เห็นหรือไง” ยังดีที่แด๊ดดันตัวผู้หญิงคนนั้นให้ผละถอยห่าง พร้อมกับพูดบอกด้วยน้ำเสียงติดขุ่น หากไม่ทำอย่างนั้นเธอคงได้ทำมากกว่าหอมแก้มเป็นแน่
เพราะฉันสังเกตเห็นแล้วว่าริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกสีแดง กำลังจะเคลื่อนเปลี่ยนเป้าหมายไปยังปากหยักลึกของแด๊ด
“อุ๊ย! ซอรี่นะคะ หนูตัวเล็กน่ารักจังเลยลูก ฉันก็เลยมองไม่เห็นน่ะ” เธอยกมือขึ้นปิดปาก ระหว่างพูดก็ขยับเท้าเดินเข้ามาหาฉันที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้
ตัวเล็กเลยทำให้มองไม่เห็นอย่างนั้นเหรอ? เชื่อตายล่ะ เธอมัวแต่สนใจแด๊ดต่างหากเลยมองข้ามฉันไป แล้วนี่ถ้าแด๊ดไม่บอกว่าฉันเป็นลูกสาว คุณนาตาลีจะพูดชมออกนอกหน้าแบบนั้นเหรอ หนำซ้ำเธอยังเดินเข้ามาใกล้และอ้าแขนทำท่าราวกับจะกอดทักทายฉันอีก แต่อย่าหวังเลย...
“อย่าค่ะ เรย์ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าโดนตัว” ฉันใช้เท้าดันพื้นเพื่อให้เก้าอี้สไลด์ไปด้านข้าง “แล้วก็ไม่ต้องเรียกเรย์ว่าลูกหรอกค่ะ เรย์มีชื่อ”
ถ้าไม่เกรงใจแด๊ดดี้ที่นั่งมองอยู่ ฉันคงจะบอกว่าฉันมีแม่คนเดียว แล้วก็ไม่ต้องการมีเพิ่มมากกว่านี้ เพราะงั้นได้โปรดอย่ามาเรียกฉันว่าลูกเลย
จะด้วยความเอ็นดูหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันไม่ชอบ และผู้หญิงตรงหน้ายิ่งไม่มีสิทธิ์...
“มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า” แด๊ดคงสังเกตเห็นความไม่พอใจที่แผ่รังสีออกมาจากตัวฉัน ถึงได้พูดเปลี่ยนเรื่อง
“ฉันจะชวนคุณเจย์ไปดินเนอร์กันน่ะค่ะ สะดวกหรือเปล่าคะ แต่เราไม่ได้ไปทานข้าวด้วยกันหลายวันแล้วนะ” คุณนาตาลีเลิกสนใจฉันและหันไปตอบคำถามแด๊ด
หลายวันของเธอนี่มันจำนวนเท่าไหร่ล่ะ ของฉันเป็นเดือนยังไม่เห็นบุกมาหาแด๊ดถึงบริษัทเพื่อบอกให้ไปทานข้าวด้วยกันเลย
อีกอย่างถามว่าแด๊ดสะดวกไหม เธอก็ไม่วายปิดท้ายด้วยการกดดันอยู่กลายๆ
คุณนาตาลีอะไรนี่คงไม่ธรรมดาแน่ๆ...
“ได้สิ” แด๊ดดี้ตอบรับอย่างง่ายดาย ก่อนจะปรายตามามองฉัน คงจะบอกให้กลับไปล่ะสิ “น้องเรย์หนูอยากไปด้วยมั้ย”
“แด๊ดดี้อยากให้หนูไปเหรอ” ฉันถามเสียงอ่อย พยายามข่มกลั้นความอยากของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ออกนอกหน้าจนเกินไป
“ถ้าหนูจะไปด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร...ใช่มั้ยนาตาลี”
แด๊ดน่ะไม่มีปัญหา แต่อีกคนนี่สิ แววตาผิดหวังนั่นปิดให้มิดบ้างก็ดี คนอื่นเขามองออกหมดแล้ว
“คุณพูดแบบนี้ฉันจะมีปัญหาได้ยังไงล่ะคะ” ถึงปากจะฉีกยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นก็ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาของเธอเลยสักนิด หนำซ้ำยังใช้ประโยคคำพูดที่แลดูเหมือนประชดประชัน
“ก็ดี” แด๊ดเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ไปกันเถอะ”
จังหวะนั้นคุณนาตาลีทำท่าจะพุ่งเข้าไปเกาะคล้องแขนแด๊ดดี้ ทว่าร่างสูงกลับเบี่ยงตัวหลบและเดินเข้ามาฉวยข้อมือฉันไปกุมไว้
“แด๊ดดี้หวงลูกสาวน่ะค่ะ” ฉันหันกลับไปยิ้มกว้างส่งให้คนด้านหลัง ที่ทำหน้าตึงราวกับเพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มาหยกๆ
อยากเป็นแม่ให้ฉันเหรอ คงยากหน่อย เพราะฉันเองก็หวงแด๊ดดี้มากเหมือนกัน...
วันนี้พวกเรามาดินเนอร์กันที่ร้านอาหารประจำของฉันและแด๊ดดี้ ทว่าสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมก็คือการมีผู้ร่วมโต๊ะเพิ่มอีกหนึ่งคน
ตอนแรกฉันนึกว่าตัวเองจะไร้ตัวตนซะแล้ว แต่กลับกันแด๊ดดันดูแลฉันดีทุกอย่าง คนที่ไร้ตัวตนน่าจะเป็นคุณนาตาลีเสียมากกว่า
“ทำไมคุณนาตาลีไม่ทานเลยล่ะคะ เรย์ตักให้มั้ย” ฉันถามออกไปด้วยความหวังดี เพราะเห็นเธอเอาแต่นั่งมองฉันกับแด๊ดดี้ไม่วางตา อาหารที่วางอยู่ตรงหน้าก็ไม่ยอมแตะเลยสักนิดเดียว
ไหนตอนแรกทำเหมือนหิว พอเอาเข้าจริงก็กินทิ้งกินขว้าง
“คุณเจย์ตักให้ฉันหน่อยสิคะ”
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกเมิน ดูทรงแล้วคุณนาตาลีคงไม่ธรรมดาอย่างที่ฉันคิดไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้ปรักปรำหรอกนะ แต่พอมองสังเกตนานๆ มันก็ดูออกเอง และฉันก็เชื่อว่าแด๊ดเองคงรู้อยู่แก่ใจ
“ปกติฉันก็ไม่เคยตักให้เธออยู่แล้ว”
เพล้ง...
หากถามว่านั่นคือเสียงอะไร คงตอบเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเสียงใบหน้าของคุณนาตาลีที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ไม่คาดคิดเลยว่าแด๊ดดี้จะเป็นผู้ชายที่ปากคอเราะร้ายขนาดนี้ เพิ่งจะเคยเห็นก็วันนี้นี่แหละ เรียกได้ว่าเป็นบุญตาของฉันซะจริงๆ เลย
“มาค่ะ เรย์ตักให้” เพื่อไม่ให้คุณนาตาลีรู้สึกเสียเซลฟ์ไปมากกว่านี้ ฉันจึงทำหน้าที่คลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้าด้วยการเอื้อมมือไปหยิบช้อนกลางแล้วตักอาหารไปใส่ในจานข้าวของเธอ
ฉันไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดหลุดขำออกมา และมองคุณนาตาลีด้วยสายตาเยาะเย้ยหรอกนะ ไม่ใช่นางร้ายในละครหลังข่าวสักหน่อย
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีลืมไปว่าต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนต่อ” คุณนาตาลีลุกพรวดขึ้นยืน พร้อมถือกระเป๋าแบรนด์เนมติดมือมาด้วย ท่าทีของเธอฉายชัดถึงความไม่พอใจ
“อืม” ทว่าแด๊ดกลับตอบรับเพียงสั้นๆ แถมยังยื่นมือไปตักอาหารให้ฉันหน้าตาเฉย
เมื่อเห็นว่าเป็นดังนั้นคุณนาตาลีจึงรีบสะบัดตัวเดินหนีออกไป พร้อมด้วยท่าทางฮึดฮัดอย่างเห็นได้ชัด
“แด๊ดจะหาแม่ให้หนูเหรอคะ” คล้อยหลังคุณนาตาลีได้ไม่ทันไรฉันจึงโพล่งถามขึ้นมา
เล่นถามตรงๆ แบบนี้เลยแล้วกัน อ้อมไปก็ต้องคิดเยอะอีก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงจำพวกที่ชอบมโนเป็นตุเป็นตะจนพานทำให้ตัวเองต้องทุกข์ใจ
“ทำไมคิดอย่างนั้น” แด๊ดชะงักมือที่กำลังตักอาหารใส่จานฉัน
“ก็ท่าทางของคุณนาตาลีมันฟ้อง” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ไม่สามารถหยิบยกเหตุผลอื่นขึ้นมาพูดได้นอกเหนือจากสิ่งที่ตัวเองสังเกตเห็น
“แล้วไม่สังเกตท่าทางแด๊ดบ้างเหรอ?”
“...” พอถูกสวนกลับมาฉันก็เกิดอาการใบ้กินไปชั่วขณะ
ยอมรับเลยว่าฉันคอยลอบมองสังเกตท่าทีของทั้งแด๊ดดี้และคุณนาตาลี ทว่าฉันกลับดูแด๊ดไม่ออกเลย ว่ากันตามตรงผู้หญิงคนนั้นยังแสดงออกมามากกว่าอีกว่าชอบแด๊ด หรือจะเป็นเพราะว่าฉันนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย แด๊ดก็เลยไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมามากนัก
“อย่าห่วงเลยน้องเรย์ แด๊ดมีแค่หนูคนเดียวก็พอแล้ว” มือใหญ่เอื้อมมาลูบเส้นผมนุ่มแผ่วเบา ก่อนจะจับโยกไปมา “ลูกสาวตัวแค่นี้แด๊ดเลี้ยงได้”
“แด๊ดจะไม่หาแม่ให้เรย์จริงๆ ใช่มั้ยคะ?” ฉันถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ซึ่งแด๊ดก็ตอบรับด้วยการพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ดีแล้วค่ะ หนูน่ะหวงแด๊ดดี้มากๆ เลย”
“หวงเท่าที่แด๊ดหวงหนูหรือเปล่า”
“มากกว่าอีกค่ะ” น้ำเสียงในยามที่พูดประโยคนั้นของฉันเจือไปด้วยความกระตือรือร้นถึงขีดสุด
“เหรอ...แต่แด๊ดคิดว่าแด๊ดหวงน้องเรย์แบบที่หนูคาดไม่ถึงเลยนะ”
แบบที่ฉันคาดไม่ถึงอย่างนั้นน่ะเหรอ...แล้วมันเป็นยังไงกันล่ะ
