บทที่ 6 .

[บันทึกพิเศษ: เรย์วี่]

“แด๊ดมาช้า” ฉันถึงกับบ่นอุบ หลังจากการรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อแด๊ดดี้เปิดประตูห้องทำงานเข้ามา

“หนูสั่งอาหารหรือยัง?” แด๊ดทำทีเป็นเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะเดินมาทรุดนั่งลงข้างๆ ฉัน

“พี่ภูมิจัดการให้แล้วค่ะ” ฉันรู้ว่าพี่ภูมิสั่งอาหารไว้แล้ว แต่ยังไม่ให้ทำเพราะกลัวว่าแด๊ดจะมาช้าและอาหารจะเย็นชืดซะหมด

ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่พี่ภูมิคาดการณ์เอาไว้จริงๆ

แหงสิ พี่ภูมิเป็นถึงมือซ้ายของแด๊ดที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้มาดูแลฉัน จึงไม่แปลกที่พี่ภูมิจะรู้ใจแด๊ดไปซะทุกเรื่องแบบนี้

“ภูมิ ให้พ่อครัวทำเลย” แด๊ดหันไปบอกพี่ภูมิที่ยืนอยู่

บางทีฉันก็อยากกวักมือเรียกให้พี่ภูมิมานั่งด้วยกัน เพราะกลัวว่าพี่เค้าจะเมื่อย

“ครับนาย” สิ้นประโยคนั้นพี่ภูมิก็จัดการตามคำสั่ง รอเพียงไม่นานอาหารทุกอย่างก็ถูกนำมาเสิร์ฟเรียงรายอยู่บนโต๊ะกระจกด้านหน้า

“หนูให้พี่ภูมิสั่งเมนูที่แด๊ดชอบมาหมดเลยนะ” รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มบนใบหน้าของฉัน ที่พูดแบบนี้ก็เพราะอยากให้แด๊ดเห็นว่าฉันยังคงคอยเอาใจใส่แด๊ดเสมอ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

“แล้วน้องเรย์ไม่อยากทานอะไรเป็นพิเศษเหรอหืม?” มือใหญ่วางลงบนศีรษะของฉันพลางโยกเบาๆ อย่างที่แด๊ดชอบทำ

“แค่แด๊ดทานข้าวกับหนูก็ถือว่าพิเศษแล้วค่ะ” หลังจากที่ประโยคนั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกไป แด๊ดก็ระบายยิ้มเอ็นดูส่งมาให้

ฉันไม่ต้องการอะไรนอกเหนือจากนี้ แค่ได้อยู่ใกล้ๆ แด๊ดก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดแล้วสำหรับฉัน

“งั้นทานเถอะ หนูจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน” สิ้นประโยคนั้นแด๊ดก็คอยตักอาหารใส่จานให้ฉันไม่หยุด จนตอนนี้ฉันไม่รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่ต้องเป็นฝ่ายดูแลใคร…

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ แด๊ดก็นั่งตรวจเอกสารในแฟ้มที่วางกองอยู่บนโต๊ะสักพัก ก่อนจะพาฉันเดินออกมาจากห้องทำงานเมื่อถึงเวลากลับบ้าน ทว่าก็เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นซะก่อน

พี่เมฆเป็นคนมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้แด๊ดทราบ จากนั้นแด๊ดก็ปลีกตัวออกไป และฝากฝังให้พี่ภูมิพาฉันกลับบ้านโดยไม่ต้องรอแด๊ด

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ” ฉันหันไปถามร่างสูงที่เดินอยู่ข้างกัน ด้านหลังก็มีลูกน้องของแด๊ดอีกสองคนรั้งท้าย

ถึงสีหน้าแด๊ดจะเรียบเฉย แต่ฉันก็รับรู้ผ่านแววตาของแด๊ดได้ว่ากำลังกังวลกับเรื่องอะไรบางอย่าง

ยิ่งเห็นท่าทีของพี่ภูมิที่หันไปมองซ้ายขวา ฉันก็สามารถคาดเดาได้เลยว่าเรื่องนี้เข้าขั้นร้ายแรงเลยทีเดียว

“ไว้รอกลับถึงบ้านเดี๋ยวผมเล่าให้ฟังนะครับ” พี่ภูมิหันกลับมาสบตากับฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง

ปัง!...พรึบ!

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ก่อนที่ร่างของฉันจะถูกดึงให้ไปหลบอยู่หลังเสาขนาดใหญ่ภายในลานจอดรถด้วยความรวดเร็วว่องไว

“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” พี่ภูมิถามฉันด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ขณะที่ดวงตาคมคู่นั้นก็กวาดมองสำรวจบนตัวฉันเพื่อค้นหาร่องรอยที่อาจเกิดจากการลอบทำร้ายไปด้วย

“มะ...ไม่ค่ะ” ถึงปากจะบอกแบบนั้น แต่ร่างกายของฉันกลับสั่นเทาเนื่องด้วยความตกใจ

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฉันไม่อาจตั้งรับเหตุการณ์ตรงหน้าได้ทัน ก็แค่ตกใจแต่ยังพอมีสติอยู่บ้างที่จะไม่ปล่อยโฮ และร้องกรี๊ดจนพานทำให้คนที่ยิงรับรู้ว่าเราซ่อนอยู่ตรงไหน

“เอายังไงดีพี่ภูมิ” ลูกน้องของแด๊ดสองคนนั้นหลบอยู่หลังเสาที่อยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาค่อนข้างเบา เพื่อให้ได้ยินกันเพียงเท่านี้

“ใครสักคนไปตามนายมา กูสู้พวกมันไม่ไหว” พี่ภูมิหันไปสั่ง หนึ่งในนั้นจึงรีบพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆ ปลีกตัวออกไปอย่างแนบเนียน

“ไอ้ภูมิ! กูรู้ว่ามึงยังอยู่แถวนี้ จะส่งตัวเด็กผู้หญิงคนนั้นมาให้กูดีๆ หรือจะรอให้มึงกลายเป็นศพซะก่อน!!”

“คุณหนูนั่งหลบอยู่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะออกไปล่อพวกมันให้” มือใหญ่กดไหล่ฉันให้ทรุดตัวลงนั่ง บริเวณนี้มีรถยนต์คันใหญ่จอดขนาบข้างซ้ายขวา ดังนั้นจึงเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับฉันในเวลานี้

ถ้าจะให้ฉันปลีกตัวออกไปเหมือนอย่างลูกน้องคนนั้นของแด๊ดก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉันไม่ได้มีสกิลว่องไวและย่องเบาได้ขนาดนั้น เพียงแค่ขยับเท้าเสียงรองเท้าก็สะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งลานจอดรถ เพราะฉะนั้นฉันเห็นด้วยกับการที่พี่ภูมิบอกให้นั่งรออยู่ตรงนี้

ฉันพยักหน้ารับคำหงึกหงัก ขณะที่เหงื่อก็เริ่มไหลซึมออกมาตามฝ่ามือและกรอบหน้า ยิ่งพี่ภูมิปลีกตัวออกไปพร้อมกับลูกน้องแด๊ด จังหวะการเต้นของหัวใจก็กระหน่ำรุนแรงขึ้นราวกับจะทะลุออกมาจากอกเสียให้ได้

ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน ทว่าสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือค่อยๆ ผ่อนลมหายใจช้าๆ เพื่อระงับสติอารมณ์

มือทั้งสองข้างกุมผสานเข้าหากัน ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ หลับลงเพื่อภาวนาให้แด๊ดมาช่วยพวกเราได้ทัน เวลาเดียวกันนั้นหูก็ยังคงได้ยินบทสนทนาที่พี่ภูมิ และคนพวกนั้นซัดสาดใส่กันด้วยเพลิงแห่งโทสะ

“ถ้ามึงอยากได้ ก็ข้ามศพกูไปก่อนแล้วกัน!” สิ้นประโยคนั้นของพี่ภูมิทุกอย่างก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงปืน ที่ต่างฝ่ายต่างกระหน่ำยิงใส่กัน

พานทำให้ฉันนึกกลัวว่าลูกกระสุนเหล่านั้นจะพลาดพลั้งไปถูกคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย

“ชอบแส่หาเรื่องทั้งนายทั้งลูกน้อง” กระแสน้ำเสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ถ้าให้ฉันเดา คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้แด๊ดกังวลอยู่แน่ๆ

“มึงต่างหากที่แส่หาเรื่อง” พี่ภูมิโต้กลับทันควัน อันที่จริงตั้งแต่อยู่กับแด๊ดมาฉันเพิ่งตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายแบบนี้เป็นครั้งแรก และคาดว่าต่อไปต้องมีอะไรให้ฉันสะพรึงมากกว่านี้เป็นแน่

แกร๊ก…

ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งหลับตาภาวนาอยู่นั้น วัตถุเย็นเฉียบก็แตะสัมผัสอยู่กลางหน้าผาก และถูกกดลงจนแทบจะจมฝังลงไปบนผิวหนัง

“เจอแล้ว...เล่นซ่อนหาสนุกหรือเปล่าเด็กน้อย” น้ำเสียงเย็นยะเยือกชวนขนลุกดังขึ้นอยู่เหนือหัว แม้ไม่อยากจะลืมเปลือกตาขึ้นมองทว่าก็ทำไม่ได้ “ลุก!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป