บทที่ 9 .
“ขี้อ้อนจังเลยนะ” มือใหญ่วางทาบลงบนศีรษะของฉัน และจับโยกเบาๆ ก่อนที่จะเคลื่อนลงมากอบกุมข้อมือบาง “แต่อย่าไปอ้อนใครแบบนี้ล่ะ”
“ไม่หรอกค่ะ เดี๋ยวแด๊ดจะตามไปฆ่าคนนั้น” ยังคงจำได้ดีว่าตอนที่ฉันเป็นเด็กแด๊ดดี้พูดอะไรเอาไว้บ้าง “หวงลูกสาวขนาดนี้หนูคงต้องขึ้นคานแล้วล่ะ”
“ช่างพูด” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้ม พลางส่ายหน้าไปมาให้กับคำพูดคำจาเมื่อครู่ของฉัน
“แด๊ดจะทำอะไรให้หนูทานเหรอคะ” ฉันเปิดปากถาม หลังจากที่เราสองคนเดินเข้ามาภายในห้องครัวเรียบร้อยแล้ว
บางทีฉันก็อยากให้แด๊ดซื้อบ้านหลังเล็กๆ อยู่ เพราะฉันขี้เกียจเดิน อีกทั้งมันยังทำให้ฉันรู้สึกถึงความเงียบเหงาเวลาที่แด๊ดไม่อยู่ แม้ว่ารอบๆ จะมีลูกน้องของแด๊ดเดินกันเต็มไปหมดก็ตาม
“น้องเรย์อยากทานอะไร” ร่างสูงเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้เย็นเพื่อเปิดหาของสดมาทำอาหารให้ฉันทาน
“ตามใจแด๊ดเลยค่ะ” ฉันเป็นคนไม่เรื่องมากกับการกินอยู่แล้ว ขอแค่มันอร่อยก็พอ และแน่นอนว่าแด๊ดไม่ทำให้ฉันต้องผิดหวัง
“หนูเป็นคนทานนะ จะมาตามใจแด๊ดได้ยังไงหืม?” แด๊ดหันหน้ากลับมามองฉัน พร้อมเลิกคิ้วขึ้นสูง
“อะไรที่แด๊ดว่าดี หนูก็คิดว่าดีหมดนั่นแหละค่ะ” ฉันพูดอย่างเอาอกเอาใจ
แด๊ดดี้ยกยิ้มข้างมุมปากหนา ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง
“งั้นไปนั่งรอก่อนไป เดี๋ยวแด๊ดทำให้” ถุงผักและของสดที่อยู่ภายในตู้เย็นถูกหยิบออกมาวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งนั่นสามารถบ่งบอกได้ว่าแเด๊ดดี้คิดเมนูที่จะทำให้ฉันทานได้แล้ว
“ให้หนูช่วยมั้ย” ฉันขยับเท้าเดินเข้าไปยืนข้างๆ แด๊ดที่กำลังหยิบจับวัตถุดิบ
“ช่วยพังครัวน่ะเหรอ?”
แด๊ดดี้ก็พูดเกินไป ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นสักหน่อย
“หนูไม่เคยพังครัวนะ” ฉันส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน จนเส้นผมนุ่มยาวสลวยสะบัดไปมาตามการเคลื่อนไหว ขณะที่ริมฝีปากก็ขยับพูดอย่างแข็งขัน
“ไม่เคยพัง แต่เกือบจะทำให้ไฟไหม้ห้องครัว” แม้ว่าน้ำเสียงแด๊ดจะเรียบนิ่ง ทว่าก็ทำให้คนฟังอย่างฉันรู้สึกสะอึกเมื่อถูกพูดจี้ใจดำ
คนเรามันก็ต้องมีเรื่องผิดพลาดกันเป็นธรรมดา เหตุการณ์ครั้งนั้นฉันแค่อยากจะทำเมนูง่ายๆ ให้แด๊ดทานเพื่อเอาใจ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าการพยายามทอดไข่เจียวในวันนั้นจะทำให้ไฟเกือบไหม้ห้องครัว
หนำซ้ำแด๊ดดี้ยังต้องเสียเงินเป็นแสนเพื่อรีโนเวทห้องครัวใหม่ เนื่องจากว่าผนังและอุปกรณ์ต่างๆ กลายเป็นสีดำ
เรียกได้ว่าอาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่แพงที่สุดก็ว่าได้...
ทว่าถึงจะมีอุปสรรคแต่ฉันก็สามารถทำไข่เจียวได้สำเร็จ ก็แค่แยกไม่ออกเท่านั้นเอง ว่าระหว่างผนังห้องครัวกับไข่เจียวฝีมือฉันอะไรมันจะดำมากกว่ากัน
“ก็ตอนนั้นหนูยังเด็กนี่นา” อันที่จริงฉันควรที่จะให้แม่ครัวหรือป้าพิณช่วยเหลือ แต่เนื่องจากว่าลองเปิดดูคลิปในยูทูปดูแล้วมันเหมือนจะง่ายฉันเลยลองทำอย่างคนร้อนวิชา
วันนั้นจึงเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ยังจำได้ดีเลยว่า นอกจากแด๊ดจะไม่ยอมทานไข่เจียวแล้ว ฉันยังถูกแด๊ดดุอีกต่างหาก
“ตอนนี้ก็เด็ก” แด๊ดพูดสวนกลับมาทันควัน พร้อมตวัดสายตามองฉันนิ่งๆ
บอกตามตรงเลยว่าตั้งแต่เป็นลูกสาวของแด๊ดมาฉันเห็นท่าทีนิ่งๆ ของแด๊ดมาจนชินตาแล้ว น้อยครั้งที่จะเห็นแด๊ดแสดงความรู้สึกอย่างอื่น
“หนูโตแล้ว” ฉันเถียง แทบจะแยกเขี้ยวขู่ฟ่อใส่แด๊ด แต่ก็กลัวว่าจะดูขัดกับคำพูดของตัวเอง ฉันจึงสงบท่าทีและเก๊กหน้าขรึม
“เหรอ” แด๊ดพูดเพียงสั้นๆ พลางเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อ “แต่ในสายตาแด๊ดหนูยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย”
ที่พูดไม่รู้ว่าแด๊ดหมายถึงส่วนสูง หรือสมองของฉันกันแน่
“แล้วหนูต้องทำยังไงให้แด๊ดเห็นว่าหนูโตคะ”
“ไม่ต้องหรอก แด๊ดชอบที่หนูเป็นแบบนี้” แด๊ดหันหลังเพื่อนำผักไปล้าง ทว่าฉันก็เดินตามไปติดๆ
“ถ้าโตขึ้นแล้วมีผู้ชายมาชอบหนู แด๊ดดี้จะทำยังไงคะ?” ถามออกไปอย่างหยั่งเชิง และปฏิกิริยาของแด๊ดที่โต้ตอบกลับมาก็คือการชะงักมือที่กำลังหยิบผักออกจากถุง ก่อนที่ใบหน้าหล่อคมคายเสมอต้นเสมอปลายนั้นจะหันมาสบตากับฉันด้วยแววตาวาวโรจน์
“ฆ่ามัน” แด๊ดดี้เอ่ยออกมาเสียงนิ่ง แต่ฉันกลับรับรู้ได้ถึงความจริงจัง
“หนูแค่สมมติเฉยๆ” ฉันรีบแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เสียวสันหลังวาบเมื่อครู่ “ผักนี่หนูล้างให้นะคะ ครัวไม่พังหรอก”
มือบางรีบคว้าถุงผักมาจัดการซะเอง ทว่าแด๊ดก็ยังยืนนิ่งและมองฉันด้วยสายตาที่แฝงเร้นไปด้วยนัยบางอย่าง ซึ่งฉันก็ไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่ามันหมายความว่ายังไง
“น้องเรย์” จู่ๆ ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เอ่ยพูดขึ้นมา “ถ้ามีผู้ชายคนไหนมาจีบหนูต้องบอกแด๊ดนะ”
“ค่าาา” ฉันรับคำเสียงยาวเพื่อเอาใจคนที่ยืนทำหน้าดุอยู่ข้างๆ
ทำไมแด๊ดต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย อาการนี้คืออาการพ่อหวงลูกสาวสินะ...
วันหยุดสุดสัปดาห์ของฉันได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงโรงเรียนทุกอย่างยังคงปกติ ไม่มีเสียงซุบซิบนินทาแม้ว่าวันนั้นฉันจะก่อเรื่องเอาไว้ก็ตาม
“นี่เรย์วี่!” ‘น้ำหนาว’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันตะโกนเรียกเสียงดัง ขณะที่สองเท้าก็กำลังเดินเร็วๆ เพื่อตรงเข้ามาหา “มากับฉันหน่อย มีเรื่องจะบอก”
ท่าทางกระตือรือร้นนั้นทำให้ฉันต้องจำยอมเดินไปตามแรงดึง พอเอี้ยวหน้าหันไปมองทางด้านหลังก็เห็นพี่ภูมิคอยเดินตามมาอยู่ห่างๆ
“มีอะไรเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมด้วยสีหน้าฉงนหลังจากที่น้ำหนาวหยุดดึงแขนฉันแล้ว
“รู้หรือยังว่าอมยิ้มลาออกจากโรงเรียนแล้ว”
“เรื่องจริงหรือล้อเล่น” บอกเลยว่าฉันไม่ตลกด้วยหรอกนะ แต่น้ำเสียงและสีหน้าของน้ำหนาวฉายชัดถึงความจริงจังนี่สิ
“เรื่องจริง” น้ำหนาวพูดเสียงหนักแน่นมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ “ได้ยินมาว่าแม่ของอมยิ้มมาทำเรื่องให้ แถมยังเข้าไปในห้องผู้อำนวยการด้วยนะ พอเดินออกมาเช็ดน้ำตาใหญ่เลย”
น้ำหนาวพูดเสริม และจากที่ฟังก็ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ใครบอกมา เขาอาจจะแต่งเติมเรื่องให้ดูโอเวอร์ก็ได้”
“ไม่แต่งเรื่องแน่นอน เป็นคนที่เราเชื่อถือได้” คนตรงหน้าโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน หนำซ้ำยังพูดแก้ตัวให้คนที่ปล่อยข่าว
“แล้วทำไมต้องลาออกด้วย” วันนั้นฉันก็ไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงนอกจากต่อยจมูกของอมยิ้มสักหน่อย หรือเธอจะอายจนไม่กล้ามาเรียน
แต่ระดับอมยิ้มถ้าไม่ได้กลับมาเอาคืน เธอไม่น่าจะยอมถอยไปง่ายๆ แบบนี้
“ลองกลับไปถามแด๊ดดี้เธอดูสิ อาจจะรู้อะไรก็ได้นะ” น้ำหนาวชะโงกหน้าเข้ามากระซิบพูดข้างหูฉัน สายตาก็คอยลอบมองไปยังจุดที่พี่ภูมิยืนอยู่
“แด๊ดจะไปรู้ได้ยังไงกัน” ฉันสวนกลับทันควัน ทว่าก็ยังคงรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบใจในประโยคเมื่อครู่ของน้ำหนาวก็ตาม
และถึงปากจะเข้าข้างแด๊ด ทว่าลึกๆ แล้วฉันก็อยากไปถามให้รู้ข้อเท็จจริง เผื่อทุกอย่างที่น้ำหนาวบอกมามันคือเรื่องที่คนอื่นแต่งขึ้น ฉันจะได้ไปจัดการคนนั้น...
เสียงกริ่งบ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นยาวๆ หนึ่งครั้ง ฉันรีบโกยทุกสิ่งทุกอย่างลงกระเป๋าเป้แล้วตวัดขึ้นสะพายไหล่ ก่อนจะรีบพุ่งตัวออกจากห้องเรียนเพื่อตรงไปหาที่พี่ภูมิโดยไม่ฟังเสียงร้องเรียกของน้ำหนาวที่ดังตามไล่หลังมา
หมับ...
“พี่ภูมิเร็วๆ” ฉันคว้าจับเข้าที่ข้อมือของพี่ภูมิ ก่อนจะดึงให้ร่างสูงกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไป
“คุณหนูรีบไปไหนเหรอครับ”
“ถึงรถค่อยคุยนะคะ” ฉันรีบเบรก เพราะถ้าให้คุยไปเดินไปแบบนี้ฉันคงหอบตาย พี่ภูมิน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ขาเขายาวอยู่แล้ว ก้าวแค่ไม่กี่ครั้งก็ตามมาทัน แต่ฉันนี่สิ แค่เดินเร็วๆ ยังเหนื่อยเลย
“มีอะไรเหรอครับ? ทำไมเราต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย” พี่ภูมิเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เราเข้ามานั่งอยู่ในรถแล้ว
“เรย์อยากไปหาแด๊ดที่บริษัท พี่ภูมิพาเรย์ไปหน่อยนะคะ”
“ปกติไม่เคยเข้าไปหนิครับ ทำไมวันนี้ถึงอยากไปล่ะ” พี่ภูมิย้อนถาม ขณะเงยหน้าขึ้นมองกระจกส่องหลังเพื่อสบตาฉัน
“เรย์คิดถึงแด๊ด”
คิดถึงเสียจนอยากจะรู้เรื่องของอมยิ้มเร็วๆ...
