บทที่ 1 ขายตัวแต่กลับไร้กลิ่น

“เอ้า! ยก... ยกเข้าไปพวกมึง วันนี้กูได้ยินข่าวดี พวกร้านยาเขาว่าไอ้พวกยุ่นมันเตรียมขนเสบียงผ่านมาทางนี้อีกแล้ว เหล้ายาดี ๆ ก็คงจะมาถึงปากกูด้วย ฮะๆๆ” 

ชายวัยกลางคนหัวเราะจนไอ คว้าบุหรี่ขี้โยขึ้นมาสูบอัดเข้าไปเต็มปอด ก่อนพ่นควันขาวขุ่นออกมาเสียจนคนข้าง ๆ ต้องยกมือปัด

เพลานี้ที่อัสดงทอดแสงสีส้มหม่นเหนือแผ่นดินสิงห์บุรี บรรยากาศโดยทั่วไป ในยุคสมัยที่สงครามยังคงมีแต่จะรุนแรงขึ้นทุกเชื่อเมื่อ จึงวังเวงและน่าหวาดหวั่น ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า คอยกดทับชาวบ้านไว้ใต้ฝ่าเท้า เว้นเสียก็แต่ใจกลางเมือง ย่านสีและสันแห่งนี้ที่แม้จะมีกองทัพทหารญี่ปุ่นเดินลาดตระเวนอยู่บนถนนดินลูกรังด้านนอกรอบข้าง ทว่าผู้ชายในร้านกลับนั่งอ้าขาเอกเขนก ราวกับสงครามกับความอดอยากเป็นเรื่องของคนอื่น

พวกเขายังคงกระเดือกเหล้ายาลงคอ ขับไล่ความกลัวและความทุกข์ยากออกไปจากอก ปากที่เหม็นน้ำเมาก็ส่งเสียงสบถ ด่าทอถึงโชคชะตาและกฎเกณฑ์ในช่วงสงครามเช่นนี้ ก่อนที่หัวข้อสนทนาจะเริ่มไหลลื่นไปสู่เรื่องที่น่าอภิรมย์ยิ่งกว่า นั่นคือความคาวราคีในย่านโคมแดงซึ่งไม่ไกลจากที่นี่นัก

“พุธโถ... พูดเหมือนไอ้พวกยุ่นมันจะใจดี แบ่งให้มึงสักแก้วง่าย ๆ ไปได้”

“เอาหน่า มึงจะไปใส่ใจพวกมันทำไมวะ ยิ่งคิด ก็ยิ่งหงุดหงิดเปล่าๆ สู้เอาเวลามาคิด มามองเรื่องเจริญหู เจริญตาในย่านแถวนี้ยังสบายใจกว่า”

ใบหน้ากร้านแดดจนร่องรอยเหี่ยวย่นลึกขยับยิ้ม ครั้นเห็นว่าคำของตน เรียกสายตาของเพื่อนทั้งวงให้หันมาจ้องมองเป็นตาเดียว

ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ สถานเริงรมณ์แห่งนั้นไม่ต่างอะไรจากวิมานบนดินที่ใครก็อยากจะลองเข้าไปสัมผัสดูสักครั้ง

“ว่าแต่มึงเคยเห็นไอ้โกสุมเขาเล่าลือกันไหม” คนเดิมเริ่มอีกคราวนี้น้ำเสียงต่ำลงเหมือนจะเล่าเรื่องขบขัน

“หมายถึงไอ้เด็กนั่นน่ะหรือ เห็นสิวะ จะไม่เห็นได้ยังไง ของแปลกประจำซ่องเชียวนา” อีกคนถามสวนทันควัน เหมือนอยากเร่งเข้าสู่บทสนทนาใจจะขาด

“เออๆ มันชื่อไอ้คำอะไรสักอย่าง ผิวพรรณมันก็พอได้อยู่หร๊อก แต่ตัวมันหนาไปเวลากระแทกมันเหมือนเอากับควาย ไม่สะใจเท่าไหร่ กลิ่นก็ไม่มีแปลกชะมัด”

“ข้าล่ะสงสัย ไม่มีดีสักอย่าง แล้วขายออกเหรอวะ เห็นจะมีแต่ไอ้เรียบที่เรียกใช้มันบ่อยๆ”

เขาเริ่มเปิดประเด็นด้วยความคึกคะนอง กระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดจอก ก่อนจะร่ายยาวต่อ พลางพ่นควันยาสูบพวยพุ่งออกมา ขณะที่ประเด็นถึง ‘ของแปลก’ แห่งซ่องโคมแดง

“ยิ่งกส่าขายออกเสียอีก กูได้ยินมาว่านายแม่ที่ซ่องนั่นใช้งานมันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ออกรับแขกไม่เว้นแต่ละวัน ป่านนี้ข้างในมันคงบานเบอะไปถึงไหนต่อไหนแล้วมั้ง ฮะๆๆ” ว่าแล้วก็หัวเราะร่วนจนพุงโตกระเพื่อม

“จริงอย่างเอ็งว่า ข้าล่ะงงใจนักว่าทำไมคนพวกนั้นถึงชอบของพิลึกพิลั่นเช่นนั้น” เพื่อนอีกคนตบโต๊ะเสียงดังพลางว่าเสริม

“สงสัยลีลามันจะเด็ดดวงเอาเรื่องเลยว่ะ~ หรือมันมีมนต์ดำคุณไสยอะไรหรือเปล่าวะ มัดใจพวกภูบาลได้เก่งนัก ทั้งที่กลิ่นก็ไม่มี พวกขายตัวที่หน้าตาดีกว่ามัน หอมกว่ามันก็มีถมไปทั่วเมือง”

“พูดแล้วก็พิลึกจริงเว้ย ว่าแต่กูเมารึยังวะเนี่ย ฮะๆๆ” ชายร่างผอมบางในวงเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ พลางเคี้ยวหยับ ๆ

“เออ เผื่อเมาๆ แล้วลองหลับตาคลำๆ ไปหามันดู เห็นชอบมาซื้อของแถวๆ นี้ อาจได้เอาสักทีสองทีถือว่าได้ปล่อยน้ำแบบไม่เสียกะตังสักแดง” 

ไม่มีใครบอกว่าคำพูดพวกนั้นต่ำทรามเพียงใด มีแต่เสียงหัวเราะกับกลิ่นเหล้าเหม็นเปรี้ยวที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ

เป็นความจริงอันโหดร้ายที่ว่าในยุคสมัยที่สงครามโหมกระหน่ำจนขวัญผู้คนแตกกระเจิงเช่นนี้ กามารมณ์ก็ย่อมเป็นสรณะเพียงหนึ่งเดียว สังคมรุมล้อมบุปผาที่หอมหวนและงดงาม หากโกสุม มันไร้ซึ่งรูปโฉมพึงใจและกลิ่นจรุงรัญจวน ประหนึ่งท่อนไม้จืดชืด ย่อมไร้ค่าไม่ต่างอะไรจากเศษเดนที่ถูกเขี่ยทิ้งไว้

เพราะในยุคสมัยเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดจักเจียดเสี้ยวเวลาอันน้อยนิดมาเวทนาผู้ที่ไร้ผลประโยชน์ แม้กระทั่งในเชิงกามกิจได้หรอก

ห่างจากวงล้อมของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังสำราญใจกับการได้รุมทึ้งศักดิ์ศรีของผู้อื่นเพียงหนึ่งช่วงตึก ร้านขายยาสมุนไพรเก่าแก่กลับเงียบราวอยู่อีกโลกหนึ่ง มีเพียงเสียงครกตำยาแว่วเป็นจังหวะอยู่หลังฉากไม้ และกลิ่นสมุนไพรขมฝาดที่อบอวลอยู่ในอากาศ

โกสุมหนุ่มวัยยี่สิบสองปีผู้หนึ่ง ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้นมาได้พักใหญ่ ห่อผ้าสีหม่นแนบชิดอก แผ่นหลังหนาปึกในเสื้อผ้าฝ้ายสีจืดดูซีดกว่าทุกวัน ดวงตาสีดำขลับเพียงแต่ทอดมองพื้นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองอะไรทั้งนั้น

คำอินไม่ใช่เด็กน้อยผู้ไม่รู้ความที่จะไม่เข้าใจความหมายของคำที่พวกเขาสาดซัดออกมาอย่างคึกคะนอง พวกมันพูดดังกันซะขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องได้ยิน

ร่างหนายืนสั่นน้อย ๆ รอรับห่อสมุนไพรบำรุงและยาระงับโรค สำหรับเหล่าโสเภณีที่แม่นายสั่งให้มารับ ปลายนิ้วที่กำกันแน่นเริ่มซีดขาว คำอินลอบสูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่งและอีกครั้ง เหมือนคนที่พยายามกลืนของขมลงคอ

คำดูถูกประหนึ่งเขาเคยไปฆ่าญาติติโกโหติกาฝั่งนั้นตาย เขาได้ยินมันมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วันแรกที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายขายมายังขุมนรกแห่งนี้

น้อยเนื้อต่ำใจก็จริงอยู่ ทว่าคำอินกลับทำได้เพียงต้องทนรับฟังมัน... 

เกิดเป็นชายที่มีเพศรองเป็นโกสุมก็นับว่าอัปโชคแล้ว แต่ยิ่งเกิดมาไร้กลิ่นจรุงชวนดอมดม สังคมก็ตราหน้าไปแล้วว่านั้นไร้ราคายิ่งกว่าเศษใบไม้แห้งที่ปลิวตกข้างถนน

 การจะออกไปเอ่ยปากโต้แย้งหรือเรียกร้องศักดิ์ศรีของตนคืนมา มันก็ย่อมเป็นได้แค่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

โชคดีที่ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของหญิงเจ้าของร้านยาก็เดินกลับมา พร้อมห่อสมุนไพรชุดใหญ่ที่มัดด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ลู่ลงของเด็กหนุ่มตรงหน้า สีหน้าลำบากใจและระอาอย่างเห็นได้ชัด วงเหล้าข้างร้านนั้นมันปากหมาดังลั่นจนเธอที่อยู่หลังร้านได้ยินทุกคำ นับประสาอะไรกับเด็กหนุ่มคนนี้

หญิงเจ้าของร้านยาถอนหายใจยาว ขณะยื่นห่อถุงยาให้ สายตาก็เหลือบมองไปด้านนอกแล้วสบถผ่วเบาด้วยความรำคาญใจ

“พวกปากไม่มีหูรูดเอ๊ยยย วัน ๆ ก็ดีแต่เห่าหอนเรื่องชาวบ้าน”

คำอินรับยามาก่อนจะเงยหน้าขึ้น พลางปั้นยิ้มหวานส่งให้ ด้วยเกรงใจและเจียมตน แม้สีหน้าจะบอกชัดว่าไม่สู้ดีก็ตาม

“เอ็งก็เหมือนกันนะคำอิน อย่าไปเก็บเอาคำคนพวกนั้นมาใส่ใจไปเลย เคยได้ยินไหมอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา” 

เธอรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ดี เพราะคำอินมักจะเป็นคนที่ถูกส่งมารับยาที่ร้านนี้อยู่เป็นประจำ แม้จะรู้เต็มอกว่าเขาทำงานอยู่ในซ่องที่คนดี ๆ ย่อมเบือนหน้าหนี แต่การวางตัวที่สุภาพเรียบร้อยและคำพูดคำจาอ่อนน้อมของคำอิน มันแตกต่างจากโสเภณีหลายคนที่เธอเคยเจอมา จึงไม่เคยนึกรังเกียจเด็กคนนี้ลงเลย

เจ้าตัวเพียงแต่ยิ้มรับด้วยดวงตาที่หม่นแสงลงอีกระดับ

“ฉันชินแล้วจ้ะป้า เขาจะพูดอย่างไรก็ช่างเถอะ ฉันก็เป็นอย่างที่พวกลุงแกพูด จะไปว่าอะไรได้ล่ะจ๊ะ”

หญิงเจ้าของร้านยาถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนมองชายหนุ่มที่กราบลาเธอด้วยกิริยาที่อ่อนช้อยที่สุดเท่าที่โสเภณีชั้นต่ำคนหนึ่งจะพึงกระทำได้

เวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเช่นนี้นั้น ถือเป็นอันตรายสำหรับคนในซ่องที่ต้องออกมาข้างนอกลำพัง เจ้าของดวงหน้าหวานก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก สองเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ผ่านหน้ากลุ่มผู้ชายพวกนั้นไป ปลายทางของเขาคือโรงน้ำชาโคมแดง สถานที่ซึ่งหลายปากอาจเรียกได้ว่าวิมานบนดิน 

แต่สำหรับคำอินและพี่น้องโสเภณีแล้ว มันคือกรงขังซึ่งโอบอุ้มชีวิตไม่ให้อดตายอย่างหมาข้างถนน

ที่ถ้าไม่ตายก็ออกไปไม่ได้…

ร่างกำยำเดินเหม่อลอย ประคองห่อสมุนไพรไว้แนบอกกลับมาถึงเรือนโคมแดงในที่สุด จิตใจล่องลอยไปไกลถึงไหนต่อไหน ทว่าในขณะที่ฝีเท้ายังคงก้าวเดินไปตามสัญชาตญาณ 

เสียงอื้ออึงขฬะก็แว่วมากระทบโสตประสาท ยิ่งคำอินก้าวเข้าใกล้เรือนโคมแดงมากเท่าใด เสียงความวุ่นวายนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนน่าใจหาย

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไปในโถงกว้าง กลิ่นเหล้าขาวฉุนกึกและควันยาสูบที่คุ้นเคยก็พุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างแรง บรรยากาศในซ่องคืนนี้ กลับต่างออกไป เบื้องหน้าเขาขณะนี้ มีกลุ่มคนเริ่มรุมล้อมเป็นวงกว้าง ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขนานใหญ่

ตอนนั้นเองที่นางสาย โสเภณีรุ่นพี่ที่ยืนพะหว้าพะวงอยู่รอบนอดวง ดันเห็นว่าคำอินเดินเข้ามาพอดี หล่อนจึงได้รีบปราดเข้าไปหา 

"คำอิน! มึงไปไหนมาฮึ! ไอ้ระยำนั่นมาถึงแล้วไม่เจอตัวมึง อาละวาดจนซ่องจะแตกแล้วนั่น!" หญิงรุ่นพี่ละล่ำละลักบอก พลางกระชากแขนเล็กด้วยความร้อนใจ

“ใครหรือ”

"เอาเถอะน่า รีบไปห้ามมันเร็วเข้า เดี๋ยวอีสร้อยมันจะตายเสียก่อน มันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยแท้ ๆ"

เด็กหนุ่มใจหายวาบ เขาไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่รีบยัดถุงยาสมุนไพรใส่มือสายไว้

"งั้นฝากยาให้แม่นายด้วยนะจ๊ะ พี่สาย เดี๋ยวฉันเข้าไปดูก่อน" 

ก่อนจะพาร่างสัดทัดแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของตนแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปยังกลางโถง

“กูถามว่ามันหายหัวไปไหน?!” 

ภาพที่คำอินได้เห็นที่แท้ก็คือ นายเรียบ ลูกค้าขาประจำของเขาที่กำลังแผดเสียงอาละวาด ราวกับสัตว์ร้าย 

ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ บีบข้อมือของสร้อยไว้แน่นจนหญิงสาวร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด หมายจะระบายอารมณ์ฉุนเฉียวใส่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เพียงเพราะสินค้าที่เขาปรารถนาไม่อยู่

"คุณท่าน! ฉันกลับมาแล้วจ้ะ อย่าได้ลงมือกับพี่สร้อยเลยนะจ๊ะ ฉันผิดเองจ้ะ" 

คำอินถลาเข้าไปขวางกั้นอย่างไม่ห่วงตัวกลัวตาย สายตาหวาดหวั่นสบมองกับเรียบ ดวงตาเหี้ยมเกรียมนั้นฉายแววอำมหิตยิ่งกว่าเดิม

 "มึงมาแล้วรึอีตัวดี! มึงกล้าดียังไงปล่อยให้กูคอยเช่นนี้ฮะ!"

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือหนักฟาดลงเต็มหน้าเสียจนคำอินเซไปทั้งตัว แก้มซ้ายชาวาบ หูอื้อไปชั่วขณะหนึ่ง ครั้นความเจ็บปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจนการมองเห็นพร่ามัวไปชั่วขณะ เขารู้สึกรสคาวเลือดอบอวลขึ้นมาที่ปลายลิ้น ก่อนนายเรียบมันยังไม่หนำใจ ก้าวเข้ามาบีบคางคำอินให้เงยขึ้นสบตา

คำอินเจ็บจนตาพร่า แต่ยังไม่กล้าหลบสายตา เขาเห็นสร้อยยืนร้องไห้อยู่ด้านหลัง เห็นสายยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล เห็นคนทั้งโถงเงียบลงราวกับกำลังกลัวว่าใครจะเป็นรายต่อไป

"จำใส่หัวไว้ มึงมีหน้าที่รอกู ไม่ใช่ปล่อยให้กูมารอ แล้วต้องออกมาตามหาจนเสียอารมณ์"

“...”

ด้วยความอัปยศที่สาดซัดเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน ทว่าในโลกที่เงินเป็นเจ้าชีวิต เขาหาได้มีสิทธิ์ร่ำไห้ดั่งใจปรารถนา โกสุมหนุ่มสะกดกลั้น พยายามปั้นยิ้มประจบที่ขมขื่นที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

"ฉันผิดไปแล้วจริง ๆ จ้ะ อย่าได้ถือสาฉันเลยนะจ๊ะ”

ริมฝีปากที่คาวเลือดคละคลุ้งก็ยังต้องเปล่งถ้อยคำหวานหูชโลมใจเพื่อดับไฟโทสะออกมา

“ขึ้นห้องก่อนเถิดจ้ะ ฉันขอไปเตรียมของแล้วจะรีบตามไปนวดเนื้อนวดตัวให้คุณเรียบเอง จะได้ผ่อนคลาย"

มือสองข้างยกขึ้นไหว้ วาจาอ่อนหวานที่ถูกกลั่นออกมาจากใจอันบอบช้ำเริ่มเห็นผล เรียบพ่นลมหายใจฟืดฟาด ท่าทีที่ขึงขังก็เริ่มอ่อนลง เมื่อเห็นกิริยาโอนอ่อนดั่งพยับแดดของโสเภณีคนโปรดอย่างคำอินเข้า เขาแสยะยิ้มอย่างพึงใจในอำนาจ

"เออ ถ้ารู้ตัวว่าผิดก็ดี รีบตามมาเร็วๆ กูปวดท่อนลำไปหมดแล้ว อย่าให้กูเสียเวลามากกว่านี้" สิ้นเสียงตวาดทิ้งท้าย เจ้าตัวก็สะบัดตัวจากไปอย่างไม่แยแส

คำอินยังคงคุกเข่าอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่ง เลือดตรงมุมปากไหลอุ่นลงมาถึงคาง สร้อยขยับเหมือนจะเข้ามาแต่ก็ชะงัก พี่น้องร่วมอาชีพที่ต่างก็เฝ้ามองด้วยความเวทนาจับใจ คำอินเองก็รู้ว่ามันเวทนาแค่ไหน

เขายกหลังมือขึ้นเช็ดเลือดลวก ๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงลุกตามขึ้นไปเงียบ ๆ โดยไม่หันมองผู้ใดอีก

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเลวทรามที่เพิ่งได้รับมา หรือการที่ต้องก้มหัวให้คนย่ำยีดูแคลนเหมือนเขาไม่ใช่คนก็ตาม เขาก็ทนได้ทั้งนั้น เพราะคำอินรู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกัดฟันข่มใจให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไป รวมถึงยอมรับรับคำพูดและการกระทำต่ำช้าพวกนั้น เพื่อรักษาลมหายใจและปากท้องของตัวเอง

ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้พาตัวเองออกไปจากสถานที่เลวทรามแห่งนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนเขาก็อยู่ได้ทั้งนั้น

หรือเขาควรภาวนาให้หมดลมหายใจไปเร็วๆ ขอแค่ได้ออกไปตากที่นี่ แม้ไปแต่ร่างกายก็ยังดี

บทถัดไป