บทที่ 10 เสือกาฬไม่ถูกใจสักอย่าง
“...”
เห็นที ไอ้คำที่เคยบอกตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้ว่าแค่เปลี่ยนใจผู้ชายคนเดียว คำอินทำได้อยู่แล้วนั่น เขาคงต้องถอนคำพูด
ร่างล่ำสันยามนี้ยืนนิ่งประหม่าอยู่เบื้องหน้าศาลาไม้หลังใหญ่ หลังจากที่เขาจัดการแจกจ่ายอาหารเช้าให้คนในค่ายจนถ้วนหน้า เสียงตอบรับด้วยอาการยกถ้วยซดน้ำยาดังโฮกฮาก จากพวกผู้ชายหยาบกระด้างเหล่านั้นก็ช่วยให้ใจที่ฝัดแกว่งของคำอินสงบลงได้มากน่าดูเชียว
ยิ่งหลายคนถึงกับเอ่ยปากชมว่ารสมือดี คำอินก็ยิ่งชื้นใจว่าวิชาที่เคยครูพักลักจำมาจากบ้านที่หนองคายยังไม่ขึ้นสนิม
แต่ไอ้ความมั่นใจที่มีอยู่เพียงหยิบมือ มันก็กลับมลายหายไปสิ้น...
ครั้นต้องยกอีกชุดมาให้แก่เสือกาฬ พร้อมด้วยบุญส่งและพล สองสมุนคู่ใจที่ก่อนหน้านี้กำลังนั่งขมวดคิ้วร่วมหัวกันกับผู้เป็นนาย กางแผนที่เตรียมการออกปล้นเสบียงทหารญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้า
บรรยากาศดูเคร่งเครียดจนคำอินคิดไม่ตกว่าควรเข้าไปรบกวนให้พวกเขาทานมื้อเช้ากันจริง ๆ หรือ แต่ถึงอย่างไรก็มาหยุดยืนอยู่ตรงนี้แล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมนูวันนี้ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร เป็นเพียงขนมจีนน้ำยาป่า สูตรพื้นบ้านที่เน้นเครื่องแกงจัดจ้านถึงใจ คำอินจัดเรียงถ้วยลงตรงหน้าชายทั้งสาม เสือกาฬที่ปรายตามองอยู่ครู่ พอได้ตักเส้นขนมจีนเข้าปากคำแรก คิ้วหนาก็ขมวดมุ่นจนคนมองใจเสีย
‘หรือว่ามันจะเค็มไป... หรือเผ็ดไปกันนะ’
ร่างโปร่งได้แต่ยืนบีบมือตัวเองแน่น ขณะต้องลอบมองปฏิกิริยาของสามีในนามที่เคี้ยวหยับ ๆ ด้วยสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน
"โอ้โห! นี่ไปได้สูตรมาจากไหนเนี่ย?!" กระทั่งเสียงของพล มือขวาจอมกะล่อนดังขึ้นทำลายความเงียบ ว่าแล้วก็ซดน้ำยาเข้าไปอีกอึกใหญ่จนตาโต หันมาซักไซ้ด้วยความตื่นตา
"ทั้งชีวิต ฉันไม่เคยได้กินของอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย! รสมือนายนี่มันสุดจริง ๆ "
เพราะได้ยินคำนั้น คำอินถึงเริ่มคลี่รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏภายใต้ผ้าปิดหน้าขึ้นมาได้บ้าง แต่พลก็ยังไม่หยุดแค่นั้น หันไปสะกิดบุญส่ง มือซ้ายผู้เงียบขรึมของกาฬที่กำลังก้มหน้าก้มตาทานอย่างตั้งใจ
"เฮ้ยพี่ส่ง พี่ว่าไง อร่อยจริงอย่างที่ฉันว่าไหม"
ชายอีกคนชะงักไปอึดใจหนึ่ง คำอินเห็นว่าเขาเหลือบมองสีหน้าดุ ๆ ของผู้เป็นนายครู่ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับแบบไม่เต็มใจนัก "เออ... ก็ดี รสชาติใช้ได้" ทว่าไม่ทันไร ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะดีขึ้น เสือกาฬที่เห็นว่านั่งนิ่งมาได้เสียนานกลับนึกคึก วางช้อนลงเสียงดังแล้วปล่อยหมาออกจากปากตามนิสัยเดิม
"พวกมึงลิ้นด้านกันหมดหรือไง รสชาติไม่ได้เรื่องสักนิด ถ้าไม่ติดว่ากูกินเพื่อให้อยู่ล่ะก็คงเทให้หมามันกินไปนานแล้ว" พลที่กำลังหัวเราะเอิ้กอ้ากชะงักค้างในบัดดล ก่อนสิ่งที่น่าฉงนใจยิ่งกว่าจะปรากฏชัดแจ้งเบื้องหน้าทุกคน
ทั้งที่ปากบ่นว่าไม่ได้ความ แต่เสือกาฬกลับก้มหน้าก้มตากินต่อ ซดน้ำจนหยดสุดท้าย... ขนมจีนที่ตอนแรกมาพูนในถ้วยใบโตถูกจัดการจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่เส้นเดียวอย่างหน้าตาเฉย!
ทันทีที่ฝ่ามือหยาบกร้านวางถ้วยเปล่าที่ยามนี้สะอาดเอี่ยมลงแล้วเงยหน้าขึ้นมา กาฬถึงได้เห็นว่าทั้งไอ้พล บุญส่งและคำอินมันต่างพากันจ้องมองถ้วยเปล่าใบนั้น สลับกับใบหน้าของเขาเป็นตาเดียว
"มองอะไรกันนักหนา! กู... กูก็แค่เสียดายของ!"
เขาดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่เผลอทำ มันขัดกับคำพูดเพียงใด จึงได้ร้องโวยวายออกมาแก้เกี้ยวแล้วผุดลุกขึ้น สะบัดตัวเดินหนีลงจากศาลาไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ไอ้พลที่ตามองตามหลังลูกพี่ไม่ละ ต้องส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหลุดปากพูดออกมา
"โถ่... พี่กู ปากบอกจะให้หมา แต่ซัดซะเรียบไม่เหลือให้หมาซักหยดเลยนะนั่น"
คำอินเองก็ยังยืนมองถ้วยใบนั้น ด้วยความรู้สึกในอกที่บรรยายไม่ถูก ไอ้ที่เจ็บช้ำจากคำพูดเมื่อครู่ ถูกเจือจางลงด้วยภาพความตะกละตะกลาม แสนจะขัดแย้งของชายปากร้ายไปแล้ว
อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้สิ่งหนึ่งแน่ล่ะ... ว่าถึงเสือกาฬจะเกลียดหน้าเขาเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าท้องของพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ จะเลี่ยงไม่ได้ นอกจากต้องยอมสยบให้แก่โกสุมหน้าบากอย่างเขาเข้าเสียแล้ว
แดดร่มลมตก อาทิตย์ก็เริ่มทอแสงสีส้มจัดอาบไล้ไปทั่วแนวป่า เจ้าของใบหน้าพริ้มเพราหอบสังขารที่อ่อนล้าจากการกรำงานในครัวมาทั้งวัน มุ่งหน้าสู่ลำธารท้ายค่ายพร้อมเสื้อผ้ามหึมาของบรรดาเสือทั้งหลายในค่าย
คำอินทิ้งร่างนั่งยอง ๆ อยู่ริมโขดหิน มือเรียวจัดการขยี้ผ้าเนื้อหยาบลงกับแผ่นหินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปลายนิ้วซีดเซียวและเริ่มถลอกปอกเปิกแดงช้ำ ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่มีปริปากบ่นแม้แต้น้อยก้มหน้าก้มตาจัดการงานที่ได้รับมอบหมายอย่างขะมักเขม้น
"โอ้โฮ... ขยันขันแข็งจริงนะจ๊ะแม่นายจ๋า นิ้วจะหลุดออกมาพร้อมผ้าแล้วมั้งนั่น" เสียงยียวน กลั้วรอยยิ้มกว้างดังขึ้นเรียกสติ
ดวงตาคู่โศกเงยหน้าขึ้นมอง พลางยกหลังมือปาดเหงื่อจึงได้เห็นว่าเป็นพล เสือหนุ่มจอมกะล่อนที่เดินนวยนาดเข้ามาหา เจ้าตัวน่ะ ทำทีเป็นเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบค่ายตามหน้าที่ไปงั้น แต่ที่ตั้งใจจริง ๆ คือจะมาลอบสังเกตแม่นายต่างหาก!
"พี่... เอ่อ คุณ"
คนเด็กกว่าเห็นดังนั้นก็ประหม่า รีบร้อนดึงผ้าปิดหน้าให้เข้าที่ด้วยกลัวว่าพลเองก็คงไม่สะดวกใจจะมองมัน
"โถ่! เรียกคงเรียกคุณอะไรกันล่ะ เรียกฉันไอ้เหมือนที่เสือกาฬเรียกนั่นแหละ คนกันเองทั้งนั้น" หนุ่มเจ้าสำราญหัวเราะร่า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองบนโขดหินใกล้ ๆ
"ได้จ้ะๆ"
"แล้วเป็นไง งานครัวเมื่อเช้าเหนื่อยน่าดูเลยไหม แต่แม่นายนี่เก่งเสียจริง ทำเอาพวกเด็กในค่ายมันเพ้อถึงน้ำยาปลาของแม่นายไม่หยุดเลยนะ ว่าแต่ไปหัดทำมาจากไหนน่ะ หรือนายคิดสูตรเอง"
เด็กหนุ่มก้มหน้า ลอบอมยิ้มบาง
"ฉันพอจำมาได้จากผู้ใหญ่ที่บ้านน่ะจ้ะ... แต่ยังไง ฉันก็เรียกตามเสือกาฬเขาไม่ได้หรอกนะจ้ะ ดูแล้วพี่พลน่าจะโตกว่าฉันหลายปีเลย ขอฉันเรียกพี่พลเถอะนะจ๊ะ"
"ฮะๆๆ เอ้า! ตามใจนาย เรียกอะไรฉันก็ไม่ถือหรอก" คนฟังตบเข่าฉาดหัวเราะร่าอย่างชอบใจ "แต่แม่นายนี่เก่งจริง ๆ นะจ๊ะ งานครัวก็ดี งานบ้านก็ไม่ขาดตกบกพร่อง แถมยังอดทนเก่งเสียนี่กะไร"
คราวนี้เจ้าตัวพูดไปก็พลางแกล้งชะเง้อหน้าไปทางพุ่มไม้หนาไม่ไกลนัก ซึ่งมีร่างสูงใหญ่ของเสือกาฬยืนกอดอกนิ่งมองมาทางนี้อยู่ พลจึงจงใจเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม หมายจะกวนประสาทลูกพี่ตัวเอง
"แหม ใครได้เป็นเมียนี่นับว่าโชคดีจริง ใช่ไหมจ๊ะพี่กาฬ!" คำอินได้ยินพลันสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าภายใต้ผ้าปิดหน้าร้อนผ่าว
"พี่พล..."
ถึงขั้นคำอินเผลอสะกิดปรามเสือหนุ่มข้างกายที่กำลังหัวเราะคิกคักชอบใจ ฝั่งเสือกาฬที่ยืนปั้นหน้าบึ้งตึงอยู่ไกล ๆ เพียงแค่พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างนึกรำคาญ
"ไอ้พล! ว่างนักหรือไง ถึงได้ไปยืนพ่นน้ำลายอยู่นั่นน่ะฮะ งานการไม่มีทำแล้วใช่ไหม"
"จ้า ๆ พี่กาฬ! ไปเดี๋ยวนี้แหละ!" ปากตะโกนสวนกลับ ตาก็ขยิบให้คำอิน
"อย่าไปถือสาพี่กาฬเขาเลยนะจ๊ะแม่นาย แกก็เป็นแบบนี้แหละ ปากหมาแต่ตาจ้องไม่วางเชียว..."
เจ้าของใบหน้าคมคายสะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดที่ถูกจี้ใจดำ ลึก ๆ แล้ว เขาเองก็ห้ามตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมจึงแอบมองตามแผ่นหลังที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของเด็กคนนั้นอยู่เรื่อย คำอินชักจะน่าหงุดหงิดเข้าไปทุกวันแล้วจริง ๆ
หนึ่งสัปดาห์ผันผ่านไปไวเหมือนโกหก ชีวิตใหม่ของคำอิน ภายใต้ร่มเงาของค่ายเสือร้ายแห่งทิศบูรพาก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย
ความอึดอัดใจที่เคยรัดตรึงราวกับโซ่ตรวน มันก็คลายเกลียวลงทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนในค่ายก็เริ่มชินชากับการมีอยู่ของเมียหน้าบาและเลิกราการด่าทอไปตามระเบียบ แม้จะยังมีสายตาจิกกัดจากคนบางกลุ่มอยู่บ้าง ทว่าก็นับว่าเบาบางลงมากโข
ส่วนกับเสือกาฬนั้น ก็นับว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ในคราแรก...
คำอินได้เรียนรู้ หลังจากใช้เวลาร่วมชายคามาสักพักว่าชายคนนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่ปากเขาว่าหรอก ต่อให้จะยังก่นด่าคำอินอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทว่าก็ไม่ได้พาลพาโลจนบีบคั้นให้เขาต้องไปทำงานหนักหนาสาหัสเกินกำลังแต่อย่างใด
มีเพียงวันแรกเท่านั้นที่ดูเจ้าตัวจะเล่นแรงไปเสียหน่อย ส่วนให้หลังจากนั้น เสือกาฬก็เพียงแต่มอบหมายให้เขาคุมโรงครัวของค่ายซึ่งมีลูกมือคอยช่วยหยิบจับ ไม่ได้ปล่อยให้ทำเพียงลำพังอีก คำอินเลยมีเวลาเหลือเฟือถึงขนาดที่ว่าหนังสือมากมายที่เสือเติงมักส่งมาให้อ่านคลายเหงา เขาก็ยังมีเวลาอ่านจนจบไปหลายเล่มแล้ว
กลับกัน ดันเป็นคำอินเองเสียมากกว่าที่เที่ยวรนหาที่เหนื่อย ด้วยนิสัยขี้เกรงใจและไม่อยากนั่งกินนอนกินให้ใครค้อนขวับ งานอื่นงานใดที่พอจะช่วยได้เขาก็ออกปากอาสาทำจนมัรล้นมือ เพราะไม่อยากปล่อยตนเองจะว่างเกินไป
เย็นวันนี้ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าทุกที คำอินพาร่างที่อ่อนล้าจนแทบสิ้นแรงกลับมายังเรือนพัก หลังจากเพิ่งจัดการงานตามคำสั่งสุดท้ายของวันจนเสร็จสิ้น
“...”
เว้นเสียก็แต่ที่ได้พบว่าเสือกาฬนั่งเอกเขนกอยู่บนแคร่ไม้หนานั่นแหละ
ใบหน้าคมสันดูดุดันเคร่งเครียดกว่าปกติ ในขณะที่มือหนาก็ยกจอกเหล้ากรอกลงคอไม่ขาดสาย พักหลังมานี้ นอกจากยามหลับยามกิน เราทั้งคู่ก็ไม่จะค่อยได้พบกันเท่าไหร่ ด้วยเป็นช่วงที่เสือกาฬต้องเตรียมการออกปล้นเสบียงทหารญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้า อีกฝ่ายจึงดูจะยุ่งจนหัวหมุน
จะบอกว่าโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ร้าย ๆ ของชายผู้นี้ คำอินก็โล่งไม่สุดหรอก
สุดท้ายหัวใจไม่รักดี มันก็ยังพะวงหา แอบห่วงใยสามีในนามอย่างห้ามไม่ได้ว่าไปอยู่ที่ใดหรือเหนื่อยยากเพียงไหน...
ครั้นเห็นว่าใครอีกคนเดินขยับกายเข้ามาในสภาพสะบักสะบอม เหงื่อกาฬโซมกายจนผ้าแถบเปียกชื้น เสือกาฬแทนที่จะเอ่ยถามไถ่ ก็ยังไม่วายตวาดแหวขึ้นด้วยสุ้มเสียงห้วนจัดตามนิสัย
“มาช้าจริงนะ! ไปเตรียมน้ำให้กูอาบแล้วจัดข้าวมาสักที!”
เจ้าตัวก็รับคำแผ่วเบาตามเคย “จ้ะ”
ร่างโปร่งกุลีกุจอไปหลังเรือนเพื่อตักน้ำใส่ถังไม้หนาหนัก จังหวะที่คำอินกำลังแบกถังน้ำเดินผ่านแคร่เพื่อไปเทลงในอ่างดินเผา เสือกาฬที่นั่งดื่มอยู่ใกล้ ๆ ก็เผลอสายตาจ้องมองไปยังร่างนั้นอย่างลืมตัว
นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้จ้องมองรอยแผลเป็นหน้าบากของคำอินในระยะประชิด...
ในอกของพยัคฆ์ร้ายวูบไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าที่เขาเพียรกลั่นแกล้งและก่นด่าไม่เคยปริปากบ่น เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนอย่างสุดกำลังประหนึ่งผึ้งงานผู้โง่เขลา แล้วเพียงครู่ก็รีบสะบัดหน้าหนี กระดกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่เพื่อดับความรู้สึกปั่นป่วนในอกที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
“ชักช้า! มัวแต่อ้อยอิ่งน้ำมันจะเต็มได้เองหรือไง” ปากเขาตวาดกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจ
ซ่าส์...!
บ่ายวันนี้ที่แสงแดดแผดจ้าลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบผิวน้ำ ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มนั่งยอง ๆ อยู่ริมลำธารท้ายค่ายเพียงลำพัง
มือเรียวคู่เดิมขยี้สาบเสื้อตัวหนาของเสือกาฬลงกับแผ่นหินอย่างตั้งใจ งานซักล้างกองย่อม ๆ แค่ส่วนของผู้เป็นสามีที่ได้รับมอบหมายใกล้จะจบลงด้วยดีแล้ว กระทั่งความสงบรอบข้างถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าของใครอีกคนที่เยื้องกรายเข้ามาอย่างจงใจ
รำเพย หญิงสาวหน้าตาสะสวย ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นอดีตคนสนิทที่เสือกาฬเคยเรียกหาอยู่บ่อยครั้งเดินนวยนาดเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านข้างร่างโปร่ง ให้หลังมานี้ เธอเฝ้าลอบสังเกตไอ้เมียหน้าบากคนใหม่นี้มาตั้งแต่วันแรก ยามนี้สบโอกาสที่ไร้เงาบริวาร มีหรือที่นางจะพลาด
ปลายพัดในมือเรียวสวยถูกยื่นมาเชิดคางของคำอินขึ้นอย่างถือดี บังคับให้ใบหน้าที่มีผ้าปิดบดบังรอยแผลต้องเงยขึ้นสบตา
“...!”
เด็กหนุ่มแม้จะแปลกใจ ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยคำใด ปล่อยให้หญิงสาวที่พอเห็นหน้าคร่าตาอยู่บ้างในค่ายกระทำตามใจ
นางหรี่ตามองสำรวจรอยแผลเป็นที่โผล่พ้นขอบผ้าออกมา ด้วยสายตาเหยียดหยาม เห็นแล้วก็คิดได้ว่าคงต้องช่วยสั่งสอนให้มันรู้สำนึกถึงความต่ำต้อยเสียหน่อย
"หึ... นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน ที่แท้ก็แค่โกสุมมีตำหนิ แถมยังมีกลิ่นสาบซ่องโชยติดตัวมาเสียจนน่าสะอิดสะเอียน"
