บทที่ 11 เสือกาฬไม่สนใจ
"มึงคิดหรือว่าภูบาลอย่างเสือกาฬจะพิศวาสของเหลือเดนแบบมึงได้นาน อีกไม่กี่น้ำเขาก็คงเขี่ยมึงทิ้งให้ไปนอนรอความตายที่ท้ายป่าโน่นแหละ!"
รำเพยว่ากลั้วหัวเราะ มือก็พลางขยับพัดโบกไล่ลม ด้วยรังเกียจเต็มประดา แม้คำอินจะก้มหน้านิ่งไม่โต้ตอบ ด้วยรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับสตรีตรงหน้ามีแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย
ทว่ารำเพยที่ตั้งใจมาหาเรื่องก็ยังไม่สาแก่ใจ นางแกล้งขยับเท้าไปเตะอ่างน้ำไม้ใบใหญ่ที่คำอินเพิ่งหาบมาจนคว่ำคะมำ สาดกระเซ็นเข้าใส่ร่างกำยำจนเสื้อผ้าเปียกปอนแนบไปกับกาย กองผ้าที่ซักเสร็จแล้วก็เปื้อนดินเลนอีกครั้ง
"อุ๊ย... แข้งขากูมันอ่อนน่ะ”
สุ้มเสียงยียวนเอ่ยอย่างไร้จิตสำนัก ก่อนนางจะปั้นยิ้ม เดินฉวดฉาดจากไปครั้นได้สนุกจนพอใจ
โดยไม่รู้เลยว่าที่ศาลากลางค่ายซึ่งกำลังครึกครื้นด้วยวงเหล้าของเหล่าชายฉกรรจ์ เสือกาฬรู้เห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้น
เขานั่งอยู่กลางวงเหล้าตั้งนานแล้ว กระทั่งก่อนหน้านี้ ขณะที่มือหนายกจอกปั้นดินเผาขึ้นดื่ม พลางสนทนากับลูกน้องเรื่องการวางแผนปล้นที่กำลังจะมาถึง สายตาก็ดันเห็นเหตุการณ์ทางลานซักล้างเข้า
เสือกาฬเห็นชัดเต็มสองตาว่ารำเพยมันเดินเข้าไปวางอำนาจ ใช้พัดเชิดคางคำอิน รวมถึงไอ้จังหวะที่อ่างน้ำนั่นถูกเตะจนคว่ำคะมำ สาดซัดใส่ร่างเด็กคนนั้นจนเปียกโชก แนบไปกับผิวเนื้อนั่นก็ด้วย
แต่แทนที่จะขยับกายไปห้ามปรามหรือตวาดไล่หญิงสาวผู้นั้น เขาแค่เลือกที่จะนั่งนิ่งเฉย ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มเพียงนิด ก่อนจะหันไปประสานสายตากับลูกน้องที่เพิ่งเล่ามุกตลกจบพอดี
เขาไม่ได้ใส่ใจต่อภาพการถูกรังแกนั่นแม้แต่น้อย จะว่าจงใจเมินเฉยต่อแผ่นหลังที่สั่นเทาของเด็กผู้นั้นก็ยังได้
อย่างไรซะเมียที่ถูกยัดเยียดมาคนนี้ มันก็ไม่มีค่าพอให้คนอย่างเขาต้องออกโรงปกป้องอยู่แล้ว
ถัดมาในบ่ายวันใหม่ รำเพยก็ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะทวงคืนที่เดิมของตน นางเริ่มรุกคืบเข้าหาเสือกาฬด้วยท่าทีออดอ้อนยั่วยวนอย่างออกนอกหน้า
ทุกครั้งที่เห็นคำอินเดินผ่านไปมาในบริเวณนั้น รำเพยก็จะจงใจส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิก แสดงจริตจะก้านระริกระรี้เข้าหาเสือกาฬอย่างใกล้ชิดเกินงาม
ฝั่งชายเอง แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีเสน่หาตอบรับชัดเจนนัก แต่เขาก็ไม่ได้ผลักไสหรือห้ามปรามรำเพย กาฬยังคงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนประหนึ่งการกระทำของหญิงสาวข้างกายเป็นเพียงลมพัดผ่านที่เขาไม่ได้ใส่ใจจะแยแส
แต่ยังไงภาพเหล่านั้นก็ชัดเจนอยู่ในสายตาของทุกคนในค่าย โดยเฉพาะเสือพลที่ขณะนี้ยืนอยู่ข้างเสือบุญส่งคุมลูกน้องจัดเรียงอาวุธลงกล่องไม้
หนุ่มกระล่อนเห็นภาพนางรำเพยที่พยายามจะเอาผ้าเช็ดหน้าไปซับเหงื่อให้เสือกาฬจนฝ่ายชายทำหน้ามุ่ยรำคาญแล้วเดินหนีไปอีกทางก็ถึงกับต้องถอนหายใจทิ้งอย่างเอือมระอา
"อีนังนี่มันร้อยเล่ห์มารยาจริงว่ะ...”
ก่อนจะเอ่ยกับรุ่นพี่ข้างกาย
“เห็นเลิกยุ่งกับพี่กาฬไปได้พักใหญ่ พอแม่นายเข้ามาหน่อยเดียว สงสัยจะกลัวเป็นหมาหัวเน่า ถึงได้ออกมาทำระริกระรี้เรียกคะแนนเช่นนี้"
ปากว่าดังนั้น ตาก็เหลือบมองไปทางคำอินที่อยู่อีกมุมของลานกว้างกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ช่วยพวกป้า ๆ ยาย ๆ ในค่ายเก็บผ้าผ่อนอย่างขยันขันแข็ง
บุญส่งปรายตาดูเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
"พยายามทำไปก็เท่านั้น หากเสือกาฬเขาจะเอามันจริงคงทำไปตั้งนานแล้ว” คนฟังได้ยินคำตอบที่ถูกใจก็หลุดหัวเราะฮึ ๆ
"ฉันก็ว่างั้นแหละพี่"
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของพลพลันเหลือบไปเห็นเข้าว่าเสือกาฬซึ่งเดินหนีรำเพยไปอยู่อีกมุมของศาลา แม้ใบหน้าจะดูบึ้งตึงปั้นปึ่งขรึมขราม
ทว่า... นัยน์ตาคมกริบของเจ้าตัวกลับเปรยตาไปยังทิศทางที่คำอินยืนอยู่เสียได้ ดูจะจดจ่ออยู่กับเด็กคนนั้น มากกว่าหญิงที่พยายามปรนนิบัติตนแทบตายเสียอีก
พลยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัยพลางพยักพเยิดหน้าให้บุญส่งดู
"เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าพี่กาฬเขาเลือกใคร"
บุญส่งมองตามแล้วก็นิ่งไป ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ มีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ ของพลที่สะท้อนถึงความนัยบางอย่างซึ่งเจ้าตัวอย่างเสือกาฬเองก็อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
ยามพลายฟ้ามืดมิดคืบคลานเข้าปกคลุมทั่วค่ายทิศบูรพาเหมือนทุกวัน กลับปรากฏบางสิ่งที่ผิดแปดออกไป นั่นคือภาพร่างโปร่งที่กำลังเดินลากขาที่เจ็บแปลบตามทางเพื่อกลับไปยังเรือนพักอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในใจคำอินตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากถ้อยคำดุด่าของเสือกาฬ ด้วยรู้ตัวดีว่าวันนี้กลับมาช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็นมากนัก หน้าที่เตรียมสำรับข้าวและน้ำท่าสำหรับชายผู้เป็นสามีขาดจึงได้ตกบกพร่องไปอย่างสมควรถูกตำหนิจริง
ความจริงแล้ว คำอินควรจะถึงเรือน ตั้งแต่ตะวันยังไม่สิ้นแสงเหมือนทุกครั้งแท้ ๆ
ทว่าระหว่างทางกลับจากงานชิ้นสุดท้าย เขาดันดวงตก ต้องไปปะเข้ากับนางรำเพยที่ดักรออยู่ริมลำธารราวกับจงใจเสียได้
หญิงผู้นั้นไม่ได้เข้ามาลงไม้ลงมือในคราแรก แต่กลับพร่ำพรรณนาถึงความหลังครั้งเก่า ระหว่างตนกับเสือกาฬจงใจจะยั่วโทสะ หวังให้คำอินรู้สึกต้อยต่ำและเจ็บช้ำจนทนไม่ได้
ในตอนนั้น คำอินก็เพียงเลือกที่จะเลี่ยงเดินผ่านไปเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากโต้ตอบแม้แต่คำเดียว
กระทั่งในจังหวะที่แผ่นหลังบางพ้นร่างของนางไปได้เพียงนิด รำเพยมันถึงได้ถลาตัวเข้ามากระชากสาบเสื้อเขาไว้สุดแรง ก่อนจะออกแรงผลักจนร่างทั้งร่างเสียหลักล้มคะมำลงไปในลำธารเบื้องล่าง!
โครม!
ร่างของคำอินปะทะกับมวลน้ำเย็นจัด เลวร้ายยิ่งกว่าคือขาข้างหนึ่งที่ดันไปฟาดเข้ากับโขดหินแหลมคมในน้ำอย่างจัง ความเจ็บปวดถึงได้แล่นริ้วขึ้นมาจนหน้ามืดสมประดี
ทว่านางหญิงใจเหี้ยมก็ไม่ได้สลด ยืนยิ้มแสยะมองผลงานของตนอยู่บนฝั่งครู่หนึ่งแล้วก็เยื้องกรายเดินหนีไป ทิ้งให้คนเคราะห์ร้ายอย่างคำอินต้องพยุงร่างเปียกปอนขึ้นจากน้ำด้วยความยากลำบาก
“อึก...!”
เจ้าของใบหน้าพริ้มเพรากัดฟันสู้กับความเจ็บปวดที่แปลบปลาบทุกครั้งที่ลงน้ำหนักเท้า เขาเดินกะเผลกพากายที่สั่นเทาขึ้นมาบนเรือนไม้ ใจก็พะวงถึงคนข้างบน...
เสือกาฬในยามที่หิวและหงุดหงิดนั้นน่ากลัวเพียงใด คำอินรู้ดี แต่สิ่งที่เขากังวลยิ่งกว่าการถูกด่าคือการที่เขาไม่สามารถทำหน้าที่ให้ดีพอ จะตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนที่ชายผู้นี้มอบให้จริงต่างหาก
ทันทีที่ปลายเท้าเล็กก้าวขึ้นมาบนตัวเรือน แสงตะเกียงสลัวก็เผยให้เห็นร่างกำยำของใครอีกคนนั่งคอยอยู่ก่อน สีหน้ามืดครึ้มประหนึ่งฟ้ายามพายุใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำ
“หายหัวไปอยู่ไห......?!”
คำอินก้มหน้าลงต่ำ ครั้นเห็นว่าเสือกาฬอ้าปากเตรียมจะก่นด่าโวยวายตามนิสัย
กระทั่งสายตาเสือร้ายสะดุดเข้ากับข้อเท้าขาวที่บวมแดงจนเห็นได้ชัดเสียก่อน รวมถึงท่าทางการเดินกะเผลก ๆ อย่างน่าเวทนาของคนตรงหน้า กาฬถึงได้ชะงักคำด่าไปกลางประโยค
คนเด็กกว่าเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ด่าทอก็นึกโล่งใจไปกึ่งหนึ่ง เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและเหนื่อยล้าเต็มที
“ฉ...ฉันจะรีบไปเปลี่ยนผ้าและออกมาเตรียมของให้นะจ๊ะ”
เสือกาฬหน้านิ่วหนักกว่าเดิม สภาพคำอินดูยังไงก็รู้ว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา และเขาเดาได้ไม่ยากว่าคงหนีไม่พ้นฝีมือของนังรำเพยที่แสนน่ารำคาญผู้นั้น
เจ้าของร่างกำยำกว่าไม่พูดให้มากความ ลุกมาขวางทางไว้ทันควัน ก่อนมือหนาจะบีบเข้าที่ต้นแขนของคำอินอย่างแรงจนร่างโปร่งนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ทำไมถึงไม่รู้จักสู้คนเขาบ้าง?!” เขาถามน้ำเสียงกึ่งสมเพชกึ่งรำคาญใจ
“…”
“ใจคอจะยอมให้คนอื่นเขารังแกเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้ไปตลอดหรือไง!”
คำอินแน่นิ่งไปชั่วครู่ นัยน์ตาโศกช้อนขึ้นสบกับใครอีกคน ก่อนจะตอบกลับเพียงแผ่วเบา
“ฉันมาที่นี่เพียงเพื่อให้มีที่ซุกหัวนอน... ไม่ได้มาเพราะอยากทะเลาะกับใครทั้งนั้นจ้ะ”
คำตอบไม่เข้าหูนั้นทำเอาเสือกาฬถึงกับชะงัก ก่อนเจ้าตัวจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างนึกฉุนเฉียว ฝ่ามือหยาบกร้านสะบัดออกอย่างแรงจนเด็กหนุ่มเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ
“โง่เง่า!” เขาสบถทิ้งท้ายแล้วเดินหนีเข้าห้องไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามองอีก
บรรยากาศกลางลานค่ายในช่วงพักเย็นวันนี้ดูจะคุกรุ่นด้วยผิดวิสัยไปมาก รำเพยยังคงไม่ทิ้งนิสัยเดิม เมื่อเห็นคำอินกะเผลกกายทำงานอย่างลำบากลุ่ม ๆ ดอน ๆ นางก็ยิ่งได้ใจ เยื้องกรายเข้าหาเสือกาฬที่นั่งพักอยู่กลางสมุนบริวารมากมาย
ร่างระหงแสร้งเอนกายเข้าไปออเซาะยั่วยวน จัดแจงขยับคอเสื้อและลูบไล้ไหล่หนาของภูบาลหนุ่มอย่างใกล้ชิดเกินงาม เสียงหัวเราะต่อกระซิกของนางดังระริก หวังจะให้มันบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของเมียหน้าบากที่ยืนอยู่อีกมุม
"โถ่... พี่กาฬจ๊ะ จะไปมองมันทำไมให้เสียสายตา รอยแผลเป็นน่ารังเกียจพรรค์นั้นน่ะ มองไปก็มีแต่จะพาให้ไม่สบอารมณ์" นางจีบปากจีบคอพูด พลางปรายตามองจิกไปทางคำอิน
"มันที่มีตำหนิแถมยังไร้กลิ่นจรุง จืดชืดแบบนี้ ไม่เหมาะกับพี่หรอก"
ไม่มีทางที่คำอินจะไม่ได้ยินถ้อยคำหยามเหยียดพวกนั้น แต่เขาก็ยังคงทำเพียงก้มหน้านิ่ง สองมือบีบเข้าหากันแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเหมือนที่ทำมาตลอด
แม้จะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าเขานั้นเป็นเพียงผู้อาศัย แต่ภาพความสนิทสนม ระหว่างรำเพยกับสามีในนาม มันก็ยังทำให้ดวงตาคู่โศกไหวระริกอยู่บ่อยครั้ง
รำเพยยังคงไม่ลดละกิริยา นั่งเบียดกระแซะเสือกาฬ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางซับเหงื่อบนดวงหน้าคมสันของจอมโจรหนุ่มอย่างประจบสอพลอ
“ดูสิจะพี่กาฬ...ตำหนิเต็มตัวแบบนี้ ใครเขาจะไปเอ็นดูมันได้ลง สู้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา หน้าเรียบเนียนอย่างฉันก็ไม่ได้จริงไหมจ๊ะ” นางว่า ก่อนจะปรายตาจิกมองคำอินที่กะเผลกเท้าขนฟืนอยู่ไม่ไกล
“เดินเหินไม่ระวังจนขาแข้งพังแบบนั้น สภาพอุจาดตาชะมัด” คราวนี้เจ้าตัวป้องปากหัวเราะไปด้วย
“ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพราะเสือเติง ป่านนี้มึงคงได้ไปนอนให้นอนอ้าขาเป็นเชลยให้ไอ้พวกยุ่นมันผลัดกันกระซวกเข้าแล้วมั้ง“
เป็นตอนนั้นเองที่พลซึ่งยืนตรวจอาวุธอยู่ข้างบุญส่งเริ่มขบกรามแน่น หลังจากที่ต้องอดทนฟังคำพูดหมา ๆ พวกนั้นมาเสียนาน
เช้านี้เขาก็เพิ่งได้ยินพวกคนในค่ายมันซุบซิบกันว่าเมื่อวาน มีคนเห็นตอนที่รำเพยดักรังแกคำอินที่ริมธารจนเจ้าตัวล้มฟาดโขดหินเข้า
พอต้องมาเห็นสภาพเด็กนิสัยดีอย่างคำอินกัดฟันทำงานทั้งที่เจ็บจนหน้าซีด ซ้ำกับจริตจะก้านของแม่ดาวค่ายเก่า มันก็อดไม่ได้จริง ๆ
ปัง!
ฝ่ามือหนาฟาดโต๊ะดัง เรียกความสนใจจากทุกผู้รอบข้างให้หันมองขวับ
“อีรำเพย! มึงจะพูดจาพล่อย ๆ ไปถึงเมื่อไหร่ฮะ?! มึงคิดว่ากูไม่รู้รึว่าที่แม่นายเขาขาเจ็บแบบนั้นมันเป็นเพราะฝีมือใคร!”
เสือหนุ่มจอมกะล่อนความอดทนขาดสะบั้น ออกปากตะโกนข้ามวงออกมา น้ำเสียงเดือดดาลจนรำเพยมันชะงักไปนิด ก่อนจะแสร้งปั้นหน้าซื่อตาใส
“พูดเรื่องอะไรของมึงไอ้พล มึงอย่ามากล่าวหากูสุ่มสี่สุ่มห้า อีกอย่างกูก็แค่นั่งคุยกับพี่กาฬดี ๆ มึงแส่อะไรด้วยวะ“
“กล่าวหาห่าอะไรล่ะ!” ชายร่างใหญ่สาวเท้าเข้ามายืนประจันหน้าหญิงแพศยา สายตาดุดันไม่เหลือคาบเดิม
“คนเขาเห็นกันทั้งค่ายว่ามึงไปดักรังแกเขาที่ลำธารเมื่อวาน ผลักเขาตกน้ำจนขาเจ็บ พอมาวันนี้มึงยังจะมาเสนอหน้าพูดยั่วประสาทเขาต่อหน้าพี่กาฬอีก มึงนี่มันตัวแพศยาจริง ๆ”
อีกฝ่ายได้ยินแบบนั้นก็ฉุนกึก ลุกพรวดขึ้นมาทันที โมโหที่ตนถูกฉีกหน้าต่อหน้าคนนับสิบเช่นนี้
“เออ! แล้วมันจะทำไมล่ะ กูก็แค่สั่งสอนอีพวกต่ำต้อยให้มันรู้ที่ทางของมัน มึงอยากจะโดนด้วยอีกคนไหมล่ะ เป็นแค่ลูกน้องพี่กาฬ มีสิทธิ์อะไรมาตะคอกใส่กูฮะ กูกับพี่กาฬสนิทกันมานานก่อนไอ้บากนั่นจะมาเหยียบค่ายนี้ด้วยซ้ำ”
“กูไม่สนว่ามึงจะสนิทกะใครมานานแค่ไหนมันเรื่องของมึง อีขี้ครอก” พลตวาดกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“ไอ้พล!”
“แต่อย่าริอาจคิดว่ากูจะยอมมึงนะ กูรับใช้แค่พี่กาฬกับเมียพี่กาฬเท่านั้น คนที่มีหน้าที่รองรับอารมณ์แค่ครั้งสองครั้งแบบมึง ไม่จำเป็นที่กูต้องเกรงใจ”
