บทที่ 12 จูบแรกกลางค่าย

“มึงกล้าว่ากูเหรอฮะ! ไอ้พล! กรี๊ด!” 

นางรำเพยหวีดร้อง ก้าวเข้าไปหวังจะตบหน้าชายอีกคนจนรอบบรรยากาศรอบข้างเริ่มย่ำแย่หนักกว่าเก่า 

“เฮ้ย... เฮ้ยพอแล้ว! อีรำเพย! เกรงใจพี่กาฬเขาบ้าง!” 

ถึงคราวที่บุญส่งซึ่งนิ่งเงียบมานานต้องรีบปราดเข้ามาคว้าข้อมือนางไว้แน่นจนนางยิ่งฟึดฟัดโวยวายที่สะบัดไม่หลุด

“ปล่อยกูนะพี่บุญ! กูจะตบสั่งสอนมัน!”

 “พอได้แล้วอีรำเพย… มึงเองก็รู้ดีว่าที่ไอ้พลพูดน่ะมันจริง” 

ชายโตกว่าเค้นเสียงลั่นด้วยความระอาเต็มที สายตาก็เหลือบมองผู้เป็นนายอย่างเสือกาฬที่ยังคงนั่งนิ่งประหนึ่งรูปปั้นโขน

รำเพยสะบัดตัวออกจนพ้นในที่สุด นางรีบหันไปหาเสือกาฬ หวังจะให้เขาออกโรงปกป้อง

 “พี่กาฬ! ดูลูกน้องพี่สิ! ไอ้พวกเวรนี่มันรุมรังแกฉันนะ!” 

ชายที่นั่งเงียบมานานเพียงแต่ค่อย ๆ วางจอกเหล้าลงช้า นัยน์ตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ตัวปัญหาอย่างรำเพย ไปยังพลและบุญส่ง

“...” 

ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของใครอีกคน ซึ่งไม่พ้นเป็นคำอินที่ยืนตัวสั่นถือฟืนค้างมานานอย่างทำตัวไม่ถูก

อารมณ์ขุ่นเคืองพลันตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก เขาไม่ได้หงุดหงิดแค่เพราะความรำคาญที่นางรำเพยมันล้ำเส้นมาดูถูกเมียของเขาต่อหน้าลูกน้องคนอื่น แต่มันคือความรู้สึกเสียศักดิ์ศรีของจ่าฝูงที่มีคนบังอาจมาท้าทายอำนาจการปกครองเหนือคนในโอวาท

ภาพของคำอินที่เดินกะเผลกกลับเรือนมาในสภาพเปียกปอน และแววตาตัดพ้อ ตอนที่ตอบเขาเมื่อคืนนั้นยังคงวนเวียนในหัวหลอกหลอนเขาซ้ำไปซ้ำมา ประหนึ่งจะตอกย้ำว่าเขามันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้แค่ไหน

ยิ่งได้สบมองท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวจนดูน่าเวทนาของคำอิน สลับกับใบหน้าที่เชิดรั้นด้วยความเย่อหยิ่งของนางรำเพย 

ความอดทนของภูบาลหนุ่มก็ขาดผึงลงในบัดดล 

คิดได้ว่าคงต้องจบความวุ่นวายนี้ลงเสียทีด้วยการประกาศสถานะให้ชัดเจน...

 ชนิดที่ว่าต่อจากนี้จะไม่มีสุนัขตัวใดในค่ายกล้าเห่าหอนได้อีก

“พ...พี่กาฬ… พี่จะไปไหน” 

เจ้าของใบหน้าคมคายไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้าตรงดิ่งเข้าไปหาคำอินที่ยืนถือฟืนค้างอยู่

 “...!” 

ฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแข็งแรง กระชากร่างเตี้ยกว่าเข้ามาหาตัวสุดแรงจนเด็กหนุ่มเซถลามาปะทะอกแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว

"ค...คุณ...อื้อ…!" 

เสียงหวานไม่ทันจะได้เอ่ยถามสิ่งใด เสือกาฬก็โน้มใบหน้าลงมาประทับริมฝีปากบดจูบลงไปอย่างดุดันเร่าร้อนต่อหน้าสายตาคนนับสิบ

สัมผัสนั้นจาบจ้วงและรุกล้ำประหนึ่งจะตีตราชัดว่าโกสุมหน้าบากผู้นี้ คือสมบัติส่วนตัวที่เขาครอบครองเพียงผู้เดียว

รสสุราจาง ๆ จากริมฝีปากของเสือกาฬมอมเมาจนคำอินได้แต่ช็อกตัวแข็งทื่อ หัวสมองพร่าเบลอไปหมดด้วยสับสนและตระหนกอย่างถึงที่สุด 

หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก จนแม้แต่มือเรียวที่เคยถือฟืนไว้ก็อ่อนแรงจนมันร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง

 ตุบ!

ขณะที่คนทั้งค่ายตกอยู่ในความตะลึงงัน ไอ้พลที่ได้สติก่อนใครเพื่อนก็พลันกระโดดตัวลอย พร้อมแหกปากโห่ร้องออกมาอย่างสะใจ

 "วู้~! ชัดเจนไหมล่ะอีรำเพย ฮ่า ๆ ๆ แหกตาดูเข้าไป ดูหน้าสิวะ จืดสนิทเป็นน้ำล้างตีนเลยมั้ยมึง" มันตะโกนซ้ำเติมด้วยแววตาเริงร่า 

"ไปสิ! วิ่งหนีไปเสียอีหมาหัวเน่า!"

นางหญิงใจเหี้ยมยืนตัวสั่นเทิ้ม โกรธแค้นและอับอายจนถึงขีดสุด ใบหน้าที่เคยสะสวยบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ เมื่อเห็นสายตาเยาะเย้ยจากรอบทิศและภาพบาดตาเบื้องหน้า นางกรีดร้องออกมาสั้น ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีไปทางท้ายค่ายอย่างไม่คิดชีวิต

ตอนนั้นเอง ประจวบเหมาะกับที่กำปั้นเล็ก ๆ ของคำอินทุบลงบนอกหนาเพราะเริ่มหายใจไม่ออก เสือกาฬจึงได้ยอมผละริมฝีปากออก 

“แฮ่ก...แฮ่ก....”

 ขณะที่เด็กหนุ่มกอบโกยลมหายใจเข้าไป เขากลับทำท่าทีเหมือนไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น

แววตาดุดันคู่นั้นกวาดมองไปรอบลานค่าย ก็เพียงพอให้ทุกคนต้องก้มหน้าหลบ 

"กูถือว่านี่ชัดเจนแล้ว..." เสียงทุ้มกังวานประกาศกร้าว "

จากนี้ไปอย่าให้กูเห็นใครทำไม่ดีกับไอ้นี่อีก เสือเติงฝากมันไว้กับกู ยังไงมันก็เมียกู ใครหยามมันก็เท่ากับหยามกู"

 จบคำ เจ้าตัวก็เพียงปัดมือเข้าหากันเหมือนแค่สลัดฝุ่นผงทิ้งอย่างไม่แยแสแล้วเดินอาด ๆ กลับขึ้นเรือนไปโดยไม่สนว่าคำอินยังคงยืนตะลึงพรึงเพริด

มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงร้อนผ่าวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำนิยามได้ แม้จะรู้ดีว่าเสือกาฬไม่ได้ทำจากใจ 

แต่สัมผัสที่ดุดันนั้น กลับทิ้งรอยแผลเป็นที่ใหญ่ยิ่งกว่าบนใบหน้าเอาไว้เสียแล้ว...

หลังจากการเกิดการกระทำอันอื้อฉาวผ่านพ้นไป ชีวิตของคำอินก็คล้ายจะได้พบจุดที่สงบสุขเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาเยือนค่ายนี้ เขาไม่ถูกรำเพยก่อกวนอีกต่อไป เวลาที่บังเอิญพบกันก็ดูเหมือนจะเป็นเจ้าตัวที่หลบหน้าคำอินด้วยซ้ำ

ฝั่งเสือกาฬเองก็ยังคงเป็นพยัคฆ์ร้ายจอมยโสคนเดิม เขาทำราวกับว่าจูบที่ดุดันกลางลานค่ายนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 ยังคงเมินเฉยและปฏิบัติกับคำอินด้วยถ้อยคำก้าวร้าวระคายหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทว่าไอ้คนที่มีรอยร้าวในใจ ดันกลายเป็นคำอินเสียเองนี่สิ...

 ทุกครั้งที่สบกับดวงตาคมกริบคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมก็มักจะเต้นรัวแรงอย่างไร้เหตุผลขึ้นมา ทรยศต่อความเจ็บช้ำที่เคยได้รับมา

วันนี้ถึงกำหนดสำคัญที่เสือกาฬต้องนำพรรคพวกส่วนใหญ่ออกไปล้อมปล้นเสบียงของทหารญี่ปุ่น ค่ายทั้งค่ายจึงเงียบเหงากว่าทุก ๆ วัน 

คำอินใช้โอกาสที่สามีไม่อยู่พากายที่เริ่มหายดีขึ้นออกไปทำประโยชน์เท่าที่ไหว เขาหยิบเอาความรู้เรื่องยาสมุนไพรที่เคยพอมีติดตัวออกมาใช้ดูแลคนแก่คนเฒ่าและเด็ก ๆ ในชุมชนเล็ก ๆ หลังค่ายของเสือกาฬ

เริ่มจากเข้าไปช่วยพยุงยายคนหนึ่งที่กำลังหาบน้ำทุลักทุเลจนตัวโยน

 "มาจ้ะ ยาย... ฉันช่วยนะจ๊ะ" 

แม้ในช่วงแรกชาวบ้านบางคนจะยังมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวงเพราะรู้ดีถึงที่มาที่ไปของเด็กหน้าบากผู้นี้ ทว่าคำอินก็หาได้ย่อท้อ เขายิ่งขยันกว่าเก่า นั่งนิ่งได้เดี๋ยวเดียวก็ขยับกายไปช่วยซักผ้าห่มผืนเกินกำลังคนชราจะทำไหว

พอเรื่องผ้าเรื่องผ่อนสิ้นสุด คำอินก็ดันเหลือบไปเห็นเด็กน้อยวัยกำลังซน ลูกชายของลูกน้องเสือกาฬคนหนึ่งในค่ายนั่งกุมเท้าใบหน้าเหยเกอยู่ใต้ถุนเรือนใกล้ ๆ เข้า 

เมื่อเข้าไปสำรวจดูจึงได้พบว่าที่ฝ่าเท้าเล็กๆ นั้นมีแต่แผลพุพองหนองไหลซึม ส่งผลให้เด็กน้อยเดินเหินลำบากจนน้ำตาคลอเบ้า

คำอินไม่รอช้ารีบกุลีกุจอไปเสาะหาสมุนไพรเท่าที่พอจะหาได้ในป่าหลังค่าย เขาหยิบจับใบเสลดพังพอนและว่านหางจระเข้มาตำจนละเอียด ก่อนจะประคองเท้าเล็ก ๆ นั้นขึ้นมาวางบนตักอย่างไม่นึกรังเกียจแล้วใช้มือเรียวบรรจงพอกยาสมุนไพรลงบนแผลอย่างเบามือ 

“อดทนหน่อยนะ แผลจะได้หายไวๆ ”

น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังประกอบกับท่าทีอ่อนโยนนั้น สะกดให้เด็กน้อยที่เคยสะอื้นไห้เริ่มสงบลงจนได้ 

ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เดิมทีไม่ต้อนรับคำอินเท่าไหร่ก็เริ่มทยอยกันเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ สายตาที่เคยจ้องจับผิดเริ่มเปลี่ยนเป็นความฉงนฉงาย

เมื่อเห็นว่าไอ้คนจากซ่องที่ใครต่อใครพากันยัดเยียดความโสโครกให้ กลับมีกิริยาที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยเมตตาเช่นนี้

จากที่เคยถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงของเหลือเดนไร้ค่า ยามนี้ก็เริ่มมีหลายคนเดินเข้ามาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คำอิน พร้อมกับยื่นขันน้ำมาให้เจ้าตัวพักดื่ม แทนการถ่มน้ำลายลงพื้นใส่เหมือนวันแรก

“กินน้ำกินท่าก่อนเถิดแม่นาย ทำงานมาทั้งวันเหนื่อยแย่แล้ว”

 เด็กหนุ่มได้แต่รับขันน้ำมาด้วยมือที่สั่นเทาน้อย ๆ ตื้นตันจนเกือบจะเอ่ยขอบคุณไม่ออก นับเป็นครั้งแรกเลยที่นอกจากพี่พลแล้ว จะมีคนเรียกเขาด้วยคำนั้น

ถึงคำอินจะไม่ได้ยึดติดกับฐานะแม่นายที่ได้รับมา แต่การได้สัมผัสกับตัวว่ามีคนที่ไม่ได้รังเกียจการมีอยู่ของเขา มันก็ทำให้ใจที่เหี่ยวเฉาฟื้นฟูขึ้นมาได้ เสือกาฬอาจจะไม่ได้อยู่ดูชัยชนะเล็ก ๆ นี้ด้วยตาตนเองก็จริง 

ทว่าบัดนี้... โกสุมหน้าบากของเขาก็ได้เริ่มเบ่งบานเป็นบุบฝางามไปทั่วทั้งค่ายเสียแล้ว

เมื่อตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ขบวนควบม้าของเสือกาฬก็เคลื่อนกลับเข้าสู่ค่ายพร้อมเสบียงที่ปล้นชิงมาจากทหารญี่ปุ่นได้สำเร็จ เสียงฝีเท้าพลับพลาพลุ่งพล่านเคียงคู่ไปกับเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะ กอปรเสือกาฬที่กระโดดลงจากหลังม้าด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเต็มที

"เฮ้ย นี่ฉันหิวจนตาฟาดหรือวะ... ทำไมแม่นาย..." 

เป็นตอนนั้นเองที่เสียงของพลซึ่งโดดลงจากม้าอีกตัวข้าง ๆ กันจะทักขึ้นด้วยความฉงน คำพูดที่ขาดห้วงเรียกให้เสือรุ่นพี่ต้องปรายตาหันไปมองตามอย่างไม่ทันคิดอะไร ก่อนเขาจะต้องชะงักงันให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า

ชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังรุมล้อมใครคนหนึ่งอยู่... 

คำอิน… เมียในนามของเขาที่ยืนยิ้มแย้มอยู่หน้าโรงครัว ร่างล่ำสันในชุดปอน ๆ กำลังโน้มตัวส่งรอยยิ้มอุ่นให้กับเด็ก ๆ และประคองผู้เฒ่าผู้แก่ในค่ายด้วยท่าทีประหนึ่งญาติสนิท

เสือจอมกะล่อนถึงกับอ้าปากค้าง หันไปกระซิบกระซาบกับบุญส่ง

 "พวกเราพลาดอะไรไปไหมวะพี่? ออกค่ายไปไม่นาน กลับมาอีกที นายแม่เขาสนิทกับทุกคนไปขนาดนี้แล้วหรือ" 

ขณะที่เสือกาฬเองก็ยังมองภาพนั้นไม่วางตาด้วยความทึ่งไม่แพ้กัน

หลายวันหลังจากนั้น แม้ปากหนาจะยังไม่เอ่ยชม ทว่ากาฬก็รู้ดีกว่าใครว่าความเกลียดชังที่เคยมีต่อเด็กคนนั้น กลับเบาบางลงไปมากโข... 

ไอ้ความรู้สึกขัดหูขัดจาทุกครั้งที่เห็นหน้าคำอิน ถูกแทนที่ด้วยความวูบไหวบางอย่างที่ยากจะอธิบายในอกของพยัคฆ์ร้าย

กระทั่ง ในบ่ายวันหนึ่งที่เสือกาฬและพรรคพวกกลับมาจากการปะทะกับทหารญี่ปุ่นอย่างดุเดือด เสียงฝีเท้าพยับพลาที่เคยองอาจกลับหนักอึ้งและโรยแรง

 “ไอ้แสง! ไอ้เขียว! พวกมึงไปไหนกันหมดวะ รีบมาดูพี่กาฬก่อนสิเฮ้ย!”

ยามนี้บุญส่งต้องประคองเสือกาฬที่เดินกะเผลกเข้ามาในกระโจมพยาบาลด้วยสภาพสะบักสะบอม 

ร่างกำยำของเสือร้ายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ทว่าที่น่ากังวลที่สุดคือบาดแผลฉกรรจ์จากกระสุนที่ถากเข้าที่เอวจนเลือดสีแดงฉานอาบย้อมเสื้อผ้าเปียกชุ่มเป็นวงกว้างนั่นต่างหาก

คำอินซึ่งอาสามาช่วยรับหน้าที่เฝ้าดูแลคนป่วยมาตลอดทั้งวัน เมื่อเห็นภาพนั้นหัวใจก็หล่นวูบตัดสินใจผละจากงานตรงหน้า ส่งต่อให้คนอื่นแล้วรีบปราดตามเข้าไปในกระโจมทันทีด้วยความกระวนกระวายจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ 

“ข...ขอฉันช่วยได้ไหมจ๊ะ?”

เสียงคนมาใหม่เรียกให้บุญส่งต้องเหลือบไปมอง

 “พี่เขียว พี่แสงแกดูลุงน้อยอยู่น่ะจ้ะ แล้วนอกจากฉันตอนนี้คนอื่น ๆ ก็กำลังยุ่งเพราะมีคนเจ็บมาเยอะกว่าที่คิด ถึงจะรังเกียจฉัน แต่หากไม่เป็นฉันก็คงไม่มี…” เสียงทุ้มเอ่ยตัดประโยคลากยาว 

“เออน่า รู้แล้วๆ เช่นนั้นก็รีบเข้ามาดู จะยืนพูดพร่ำอะไรนักหนา”

แม้บุญส่งจะไม่ได้ชอบใจแม่นายคนนี้มากเท่ากับไอ้พล ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของเสือกาฬที่เริ่มซีดเผือดลงเรื่อย ๆ และเลือดที่แผลก็ยังออกไม่ขาดสาย เขาก็รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาถือยศถืออย่าง ความเป็นความตายของนายย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

“จ...จ๊ะ” 

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลดมือที่พยุงเสือกาฬลงเพื่อส่งมอบภาระหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ให้แก่ร่างโปร่งตรงหน้า 

“ฉันฝากเสือกาฬด้วย... ไอ้พลมันก็เจ็บหนัก ฉันจะรีบออกไปดูมันก่อน” เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับทันที แววตามุ่งมั่นไม่สั่นคลอน 

“ได้จ้ะ พี่บุญส่งก็รีบไปดูทางนั้นเถอะ ส่วนทางนี้ ฉันจะจัดการให้ดีที่สุด”

เมื่อได้ฟังคำมั่น บุญส่งก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อให้มากความ เขาเพียงแต่พยักหน้าให้คำอินหนึ่งครั้งแทนคำขอบคุณที่ติดอยู่ในคอ ก่อนจะรีบผลุนผลันออกจากกระโจมพยาบาล ทิ้งให้ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมคนสองคน ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและแสงโคมที่วูบไหว

ร่างล่ำสันไม่รอช้า เตรียมหยิบอุปกรณ์ทำแผลจะเข้าไปพยาบาลชายตรงหน้าให้ไว ทว่าก็ไม่วายถูกเสียงตวาดไล่ดังลั่นกระโจม 

"ออกไป... อย่ามาแตะต้องตัวกู!"

 เสือกาฬที่เมื่อกี้ก็เงียบอยู่ได้เสียนานขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป