บทที่ 13 ใจเสือมันแกว่ง
เขาไม่อยากติดหนี้บุญคุณ หรือแม้แต่จะแสดงความอ่อนแอให้โกสุมที่เขาเคยดูถูกดูแคลนเห็นเด็ดขาด ขอยอมให้เลือดไหลจนหมดตัวตายมันเสียตรงนี้ ยังจะดีซะกว่า
“มึงไม่ได้ยินที่กูพูดรึ กูบอกให้ออกไปไง”
ทว่าเจ้าของนัยน์ตาโศกก็เพียงแต่นิ่ง จดจ้องมองโลหิตสดที่ไหลรินออกมาไม่หยุด
คำอินรู้ดีว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้ คงไม่ดีแน่จึงได้รวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดในชีวิตตอบกลับไปสั้น ๆ
"ไม่ไป"
เท่านั้นคนฟังชะงักงันไปทันที นัยน์ตาคมเสือร้ายกริบเบิกกว้างอย่างนึกตะลึง เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เสือกาฬได้ยินเด็กอย่างคำอิน มันพูดจาห้วนจัด ไร้หางเสียงใส่เช่นนี้
อีกฝ่ายเองก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย อาศัยจังหวะที่เจ้าตัวมัวแต่ตกใจอยู่นั่นขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
"ฉันยอมปล่อยให้คุณทนเจ็บอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอก หากโกรธฉันมากนักก็รีบหายดีแล้วค่อยมาจัดการกับฉันให้สมใจคุณเอาเถอะ"
ประโยคเหล่านั้น สยบเสือกาฬให้นิ่งสนิทไปราวกับถูกสาป
ใครจะไปคิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินถ้อยคำเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ จากปากของไอ้คนที่เคยมองว่าอ่อนแอมาก่อน
มือเรียวซึ่งจับกรรไกรตัดเสื้อที่ปกปิดออกบริเวณแผลฉกรรจ์ออกเสร็จ ก็เริ่มขยับทำความสะอาดบาดต่ออย่างเบามือ
“อึก...!"
ทว่ายามสัมผัสเย็น ๆ ของน้ำยาฆ่าเชื้อถูกเช็ดไปรอบแผล ร่างกำยำพลันกระตุกนิด
“เจ็บมากไหม ขอโทษจ้ะ ฉันจะเบามือกว่านี้”
เขาไม่ได้ตอบคำใดกลับไป เดิมทีที่เสือกาฬตั้งท่าจะผลักไส ตอนนี้กลับนิ่งงันอย่างประหลาดจนยามที่เด็กคนนั้นโน้มตัวลงมาใกล้ ชายโตกว่าจึงได้สบมองใบหน้าหวานพริ้มนั้นในระยะประชิด
เป็นครั้งแรก... แม้จะพอรู้ว่าหน้าตาคำอินมันไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร
ก็แค่มีรอยบากเล็กๆ ข้างแก้ม ไม่ได้ลดทอนใบหน้าคมแต่หวานนั้นได้เลย ซ้ำยังตรงแบบที่เขาชอบจริงอย่างที่พี่เติงว่าไว้
แต่พอได้มาอยู่ใกล้กันจนลมหายใจอุ่น ๆ ของอีกฝ่ายปะทะกับผิวกายของเขาเช่นนี้ ไม่ว่าจะดวงตาคู่โศกที่บัดนี้เปี่ยมไปด้วยแววความห่วงใยและจดจ่ออยู่กับบาดแผลของเขา หรือดวงหน้าของคำอินที่เขามักจะมองว่าละสายตาหนี มันกลับดูงดงามขึ้นมามาก จนรอยแผลเป็นหน้าบากนั้นเลือนหายไปจากสายตา
ตึก ตึก...
และเป็นห้วงขณะนั้นเองที่หัวใจซึ่งเคยด้านชาดั่งหินผาพลันเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันรุนแรงและร้อนรุ่มยิ่งกว่าพิษบาดแผลนั้น ก็เพื่อจะบอกให้พยัคฆ์ร้ายผู้เกรียงไกรอย่างกาฬได้รู้ตัวเสียที ว่าในสักวันเขาอาจจะพ่ายแพ้ให้แก่ความอ่อนโยนของโกสุมหน้าบากคนนี้ไปอย่างหมดรูปก็ได้
เจ้าของใบหน้าคมคายนิ่งขึง ขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ครั้นรู้ดีว่าในใจเขาตอนนี้มีบางอย่างผิดแปลกไป ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ระหว่างเขาทั้งสองอีก
จนกระทั่ง...
“เสร็จแล้วจ้ะ โชคยังดีที่แผลไม่ลึกมาก เดี๋ยวฉันเตรียมยา…“
คำอินที่พันผ้าพันแผลรอบเอวเสร็จสิ้นในที่สุด พลันแหงนเงยหน้าขึ้นโดยไม่ทันคิดอะไร ก่อนดวงตาโศกจะสบเข้ากับใครอีกคนที่จ้องมองตนอยู่ก่อนแล้ว
“...”
เสือกาฬไม่รู้ตัวว่าเขาเผลอใจจ้องเด็กคนนี้อยู่นานแค่ไหนแล้ว รู้เพียงแต่ว่าแววตาของคำอินมันสว่างไสว สวยงามจนเขาละสายตาหนีไม่ได้ เขาเองก็กำลังสับสนอย่างหนักว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ ทว่าสุดท้ายก็กลับเลือกที่จะทำลายช่วงเวลาอ้อยอิ่งนั้นลง
“อะ ออกไปให้พ้นหน้ากูเดี๋ยวนี้ จะไปไหนก็ไป…!”
เสียงทุ้มแผดลั่น ยามที่เจ้าตัวชักแขนกลับอย่างแรง ปัดถูกข้าวของรอบกายตกกระจาย แท้จริงแล้ว นับตั้งแต่ที่เขาคิดสั้นไปจูบกับคำอินกลางลานค่ายวันนั้น เสือกาฬก็รู้ดีว่าตนเองต่างจากเดิมไปมาก
จากที่เคยเมินเฉยได้เป็นปรกติ กลับกลายเป็นว่ายามใดที่ไม่เห็นหน้าเด็กคนนี้ เขาก็จะเริ่มอยู่ไม่สุข พล่านไปทั่วประหนึ่งพยัคฆ์ติดจั่น ตอนแรกเขาก็หลอกตัวเองว่ามันคงเป็นเพียงความเวทนา กลัวว่าคนอ่อนแออย่างคำอินมันจะไปถูกใครรังแกที่ไหนอีก
ทว่าไอ้ความจริงที่เจ็บแสบ คือเขายังคงฝันถึงสัมผัส ยามที่ริมฝีปากบดเบียดเข้าหากันในวันนั้น...
ฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอดโมโหตัวเองไม่ได้
“...จ๊ะ”
คนตัวเล็กกว่าชะงักงัน คำอินที่ได้รับเพียงคำขับไล่ แทนคำขอบคุณจากปากสามีในนาม ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น
เขาก้มหน้าเก็บอุปกรณ์ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะจำต้องเดินออกจากกระโจมพยาบาลไปด้วยความชอกช้ำใจลึก ๆ พยายามทำดีไปเท่าใดก็มีแต่จะถูกเหยียบย่ำด้วยความชิงชังที่ดูคล้ายจะไม่มีวันจางหาย
เขาเองก็คงต้องยอมรับกับตัวเองได้แล้ว...
ว่าบางทีโกสุมหน้าบากอย่างเขา คงไม่ควรคาดหวังจะได้รับความเมตตาจากเสือร้ายที่หัวใจทำด้วยหินผาคนนี้แต่แรกเลยจริง ๆ
“โธ่เว้ย!” เสียงทุ้มต่ำแผดคำรามออกมาลั่น สบถกับตัวเองด้วยความหัวเสีย ฝ่ามือหนากำไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้หนาหนัก เสือกาฬหนีกลับมาที่เรือนพักเพียงลำพัง สายตาคมดุจ้องมองไปยังผ้าพันแผลสีขาวสะอาดที่โอบล้อมรอบเอวตนอย่างประณีต
สัมผัสที่ยังหลงเหลือในความทรงจำ ความอุ่นจาง ๆ จากปลายนิ้วของคำอินราวกับเข็มเล่มเล็กนับพันที่คอยทิ่มแทงหัวใจด้านชาของเขาให้สั่นคลอน
เสือกาฬพยายามอย่างยิ่งที่จะมองข้ามความดีของคำอินที่เริ่มปรากฏชัดแจ้งขึ้นทุกวัน ทว่ายิ่งเขาพยายามปัดลบเลือนเหล่านั้นทิ้งไปมากเท่าไหร่...
ภาพแววตาโศกเศร้าคู่นั้นที่คอยจ้องมองเขา ก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น
ไอ้ความรู้สึกหวั่นไหว ใจไม่มั่นคงที่มันจู่โจมเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ ช่างน่ากลัวและน่ารำคาญใจยิ่งนัก สำหรับจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา การมีจุดอ่อนเช่นความรู้สึกรักใคร่ ย่อมนับเป็นความโชคร้ายที่ไม่อาจยอมรับได้
หากเขาไม่เด็ดขาด ทุกอย่างคงแย่กว่านี้ เขาจะต้องตอกตะปู ปิดตายประตูใจนี้ให้มิดชิด กดข่มความรู้สึกที่เขาคิดว่าเป็นความอ่อนแอเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น และจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพยัคฆ์ร้ายอย่างเขา...
ไม่มีวันที่จะตกหลุมพรางความดีของโสเภณีชั้นต่ำที่ตนเคยดูแคลนไว้เด็ดขาด!
ทว่า... ภายหลังเหตุการณ์นั้น
ชายที่ตั้งมั่นจะลบลืมทุกอย่าง กลับต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความกระวนกระวายใจอย่างหนัก ภาพท่าทีที่ตื่นตระหนกและสัมผัสจากริมฝีปากของคำอินยังคงติดตาและรบกวนจิตใจของเขาไม่เลิกรา หลอกหลอนทั้งยามตื่นและหลับ
ภูบาลหนุ่มโมโหตัวเองอย่างรุนแรงที่เผลอปล่อยให้หัวใจเต้นแรงไปกับคนที่เขาเคยปรามาสไว้ว่าไร้ราคา เพื่อจะสยบความสับสนและต้องการเอาชนะความอ่อนแอในใจตนเอง เจ้าตัวจึงเลือกที่จะจมดิ่งอยู่กับน้ำเมา ใช้ฤทธิ์สุรา หวังจะดับความวุ่นวายที่โหมกระหน่ำอยู่ในอก มอมเมาสติสัมปชัญญะเพื่อลบเลือนความรู้สึกหวั่นไหวที่เขามองว่าเป็นความน่าสมเพช
“แม่ง ระยำเอ๊ย... กูเป็นเหี้ยอะไรวะเนี่ย…” เขาทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ วัน
ดื่มหนักจนเมามายไม่ได้สติอยู่บนแคร่ไม้หน้าเรือน สภาพของจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเช่นนี้ ย่อมสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก
แม้แต่พลและบุญส่งที่รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่มานานปี ยังอดรนทนเฉยไม่ได้ เมื่อเห็นนายใหญ่ของตนตกอยู่ในสภาพเสียศูนย์ถึงเพียงนี้
“หนักแล้วพี่กู...” เสือจอมกะล่อนพึมพำกับเพื่อนร่วมตายแผ่ว
ขณะทอดสายตามองแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างสง่างามของเจ้านายอย่างเสือกาฬ ซึ่งยามนี้ห่อเหี่ยวและโงนเงนอยู่ ท่ามกลางขวดเหล้ายาที่วางระเกะระกะบนแคร่ไม้หน้าเรือน
บุญส่งที่ยืนกอดอกอยู่ข้างกัน นัยน์ตาคู่นั้นขรึมขรามและฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างปิดไม่มิด ครั้นเห็นว่าชายที่เขาเทิดทูนนักหนา ชายที่เป็นดั่งเสาหลักผู้เข้มแข็งและเด็ดขาดกำลังทำอะไรที่ไม่เคยทำ เพียงเพราะเด็กจากหอโคมแดงคนเดียว
"เพราะแบบนี้ไงกูถึงไม่ไว้ใจมัน"
เสือหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่น
"ตั้งแต่เข้ามาเหยียบ ที่นี่ก็วุ่นวายเพราะมันไปหมด"
คนฟังชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง พลเข้าใจดีว่าเหตุใดบุญส่งถึงมีความคิดเช่นนี้
สำหรับบุญส่ง เสือกาฬไม่ใช่แค่พี่ชายหรือหัวหน้า แต่เขาคือลมหายใจและชื่อเสียงของกลุ่มโจรทิศบูรพา
บุญส่งขึ้นชื่อเรื่องความยึดถือในกฎระเบียบของค่ายและความหัวโบราณเป็นที่สุด เขาเชื่อมั่นในอำนาจการควบคุมและมองว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้นำเริ่มไขว้เขวเพราะอารมณ์ใคร่หรือมีความรัก
โดยเฉพาะกับโกสุมที่มีตำหนิ มันย่อมหมายถึงรอยร้าวที่อาจนำมาซึ่งความล่มสลายของกองโจรทั้งมวลได้
ความกลัวที่จะสูญเสียผู้นำที่สมบูรณ์แบบไป ทำให้บุญส่งกลายเป็นป้อมปราการที่เต็มไปด้วยความระแวงและอคติเช่นนี้
เสือรุ่นน้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตบไหล่ชายอีกคนเบา ๆ เชิงปลอบใจว่าตนเข้าใจในความปรารถนาดีนั้นดี
"ฉันเข้าใจพี่ทุกอย่างนั่นแหละพี่ส่ง... ฉันก็กลัวเหมือนพี่ กลัวว่าพี่กาฬแกจะเสียคน แต่พี่ลองมองดูดี ๆ สิ ถ้าไม่ใช่คำอินคนนี้” เขาเอ่ยปากพูดในสิ่งที่แอบคิดอยู่เงียบ ๆ คนเดียวมาตลอด
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีใครบนโลกที่ทำให้เสือร้ายอย่างพี่กาฬแกเป็นได้ขนาดนี้แล้วเหมือนกัน"
พลเว้นวรรคไป พลางมองร่างของเสือกาฬที่ยกเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่
"พี่กับฉันเราก็อยู่กับพี่กาฬมานาน ย่อมรู้ดีว่าแกไม่เคยเปิดใจให้ใครมาก่อน... การที่แกเป็นได้ถึงเพียงนี้ มันก็แปลว่าแม่นายเขา มีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?"
“แล้วทำไมต้องเป็นไอ้เด็กนั่น จะหนุ่มจะสาวมีตั้งเยอะแยะ จะว่าหลงกลิ่นก็ไม่มีกลิ่นให้หลง แล้วหลงอะไร”
“พี่… ความชอบมันไม่เลือกสูงต่ำดีชั่วหรอกนะ ชอบก็คือชอบ เขาอาจถูกลิขิตมาอย่างนั้น ไม่งั้นอีรำเพยจะพยานามยกตนข่มท่านปานนั้นรึ แล้วมันก็คงหันมามองที่พี่ไปนานแล้ว”
“…”
ตะวันลับเหลี่ยมเขา เปรยแสงสีส้มหม่นที่ค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนกินเข้าไปทุกเมื่อ
ณ มุมหนึ่งของค่าย ปรากฏร่างเจ้าของใบหน้าพริ้มเพราที่กำลังเดินกลับเรือนพัก ท่าทีผ่อนคลายกว่าทุกวัน
ในอ้อมแขนของคำอินยามนี้ มีดอกพุดพิชญาสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ นับสิบดอกที่ถูกจัดใส่ช่อใบตอง ซึ่งคุณป้าในชุมชนหลังค่ายตั้งใจตัดมาให้เพื่อแทนคำขอบคุณที่ช่วงหลังมานี้ คำอินคอยเทียวไปช่วยดูแลและสอนหนังสือให้พวกเด็ก ๆ อยู่เสมอ
แม้จะเป็นเพียงดอกไม้ป่าธรรมดา แต่น่าเหลือเชื่อที่มันกลับเติมเต็มหัวใจแห้งผากของคำอินให้ชุ่มชื่นขึ้นมาได้อย่างดี
“...”
ทว่า ความสุขเล็ก ๆ นั้นพลันมลายหายไป ครั้นนัยน์ตาขลับเข้มปะทะเข้ากับภาพร่างกำยำที่นั่งโงนเงนอยู่บนแคร่ไม้ท่ามกลางกองขวดเหล้าที่ระเกะระกะ
เสือกาฬในยามนี้ดูไม่ต่างจากพวกขี้เมา ไม่เอาไหนดี ๆ นี่เอง หมดราศีเสือร้ายแบบไม่ต้องสงสัย เด็กหนุ่มถอนหายใจแผ่วด้วยนึกหน่ายใจ
หลังจากวันที่ทำแผลให้ไปวันนั้น คำอินก็เริ่มถอดใจที่เคยคิดจะชนะใจชายผู้นี้ไปแล้ว จะว่าโชคดีหรือร้ายก็ไม่รู้ที่ดูเหมือนอีกฝ่ายเอง ก็คิดเห็นไม่ต่างกันเท่าใดนัก
พักหลังมานี้ นอกเสียจากเวลาเมามายจนไม่ได้สติ เสือกาฬก็เอาแต่หลบหน้าหลบตา เจอกันครั้งใดก็ทำเพียงนิ่งงันประหนึ่งคนไม่รู้จักกัน เมินเขาได้หน้าตาเฉย
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องดีที่คำอินไม่ต้องคอยรองรับอารมณ์หรือถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเหมือนแต่ก่อน ยกเว้นเพียงยามที่ฤทธิ์สุราเข้าปากอีกฝ่ายเท่านั้น
ทว่าในขณะเดียวกัน ไอ้ระยะห่างที่ทวีคูณเพิ่มขึ้นมานั้น ก็ยิ่งตอกย้ำให้คำอินตระหนักรู้ถึงสถานะของตนเอง
ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบังคับมันคงไปได้ไกลที่สุดเพียงเท่านี้นั่นแหละ...
คือต่างคนต่างอยู่ และรอวันที่จะหลุดพ้นจากกันไปในที่สุด
ร่างล่ำสันเดินทอดน่องเข้าไปหยุดยืนนิ่งตรงหน้าสามีในนาม อีกฝ่ายช้อนนัยน์ตาแดงก่ำขึ้นมองเขา ยังเปี่ยมด้วยแววหยิ่งพยศเหมือนเคย
"ทานข้าวหรือยังจ๊ะ? ถ้ายังฉันจะไปจัดให้เดี๋ยวนี้เลย" คำอินเอ่ยถามเสียงเรียบไปตามหน้าที่
ฝั่งเสือกาฬก็นิ่งงันไปครู่ใหญ่ สายตาเจ้าตัวเพียงแต่เลื่อนจากใบหน้าของคำอิน ลงไปหยุดอยู่ที่ช่อดอกพุดพิชญาในมือเงียบ ๆ ครู่เดียวก็แสยะยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสั่นออกมา
"ใครเขาให้มึงมา?"
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกประหลาดใจ
"คนในชุมชนหลังค่ายจ้ะ... ถ้าคุณไม่ชอบ ฉันจะเอาไปเก็บให้พ้นหูพ้นตา…"
คำพูดยังไม่ทันจบประโยค เสือกาฬที่วันนี้ดูจะนิ่งงัน ไม่โวยวายอะไรแท้ ๆ ก็ดันคว้าแก้วที่มีเหล้าอยู่เต็มขึ้นมาสาดใส่หน้าคำอินไปเต็ม ๆ น้ำเมากลิ่นฉุนกึกราดรดใบหน้าและซึมลงสู่สาบเสื้อจนคำอินชะงักงันไปทั้งร่าง
ขายโตกว่าแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงเย็นเยียบไร้แววสำนึก
"
สำส่อนจริงนะ... มีผัวรออยู่ที่เรือนแท้ ๆ ยังหน้าด้านไปรับของสุ่มสี่สุ่มห้าจากคนอื่นเขามาอีก ลืมสันดานเดิมที่ชอบแหกขาให้เขาไปทั่วไม่ได้รึไง"
