บทที่ 2 คำอินต้องอดทน
“เอ็งไม่อยากได้ของสวย ๆ งาม ๆ กับเขาบ้างรึ? คำอิน” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกังวาน
ภายในห้องพักแคบอับที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไหมสีหม่นขาดวิ่น กลิ่นคาวเหงื่อผสมปนเปไปกับเทียนริบหรี่จวนเจียนจะดับมอดส่งกลิ่นไหม้จาง ๆ อบอวลไปทั่วห้อง มันคล้ายจะย้ำเตือนถึงเศษเสี้ยวจิตใจของคำอินที่เพิ่งถูกแผดเผาไปในกองไฟแห่งกามารมณ์ที่ตนไม่ได้ปรารถนาอีกครั้ง
ทุกบริเวณในพื้นที่แห่งนี้ ล้วนแต่บันทึกร่องรอยแห่งความอัปยศที่ซ้ำรอยเดิมครั้งแล้วครั้งเล่ามาตลอดหลายปีที่ถูกจองจำให้อยู่ที่นี่
“หากเอ็งรู้จักออดอ้อนข้าบ้างเสียหน่อย คงได้อยู่สบายไปนานแล้ว”
“หึ… ทึ่มเสียจริง”
สุ้มแสงจากภายนอกที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้สาดกระทบแผ่นหลังหนาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเรียบซึ่งยืนกายอยู่กลางห้อง เขาจัดการสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมของตน ท่าทางกระปรี้กระเปร่าและอารมณ์ดีกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยบึ้งตึง ถูกฉาบทับด้วยความพึงใจในกามกิจที่เพิ่งจบสิ้นลง เจ้าตัวขยับจัดแต่งสาบเสื้อ พลางฮัมเพลงเบา ๆ ในลำคอ
การได้รุมทึ้งและย่ำยีร่างโปร่งกำยำบนเตียงไม้นี้คงถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่เขาซื้อหามาได้ด้วยอำนาจหยาดเงินที่ก็ขูดรีดเอามาจากแรงงานในยุคสงครามเช่นนี้ล่ะมัง...
ขณะเดียวกันที่อีกมุมหนึ่ง เด็กหนุ่มเพียงแต่นั่งขดตัวคู้เข้าหากัน สองแขนเรียวกอดรัดผ้าห่มผืนบางไว้แน่น ปกปิดร่างกายทั้งเปลือยเปล่าและบอบช้ำเพราะต้องรอบรับแรงกระแทกกระทั้นที่ไร้ซึ่งความปรานีนั้นมาตลอดทั้งชั่วโมง
ผิวพรรณผุดผ่องปรากฏรอยแดงช้ำเป็นจ้ำ ราวกับบุบฝางามที่ถูกคนพาลปลิดทิ้งและขยี้จนแหลกลาญลงกับธุลีดิน
ดวงตาคู่เศร้าทอดมองไปยังความมืดสลัวที่มุมห้อง สะกดกลั้นความรู้สึกขยะแขยงที่มันเอ่อล้นอยู่ในอกจนแม้ลอบกลืนน้ำลายลงคอก็ยังยากลำบาก
ทุกสัมผัสที่เพิ่งผันผ่านยังคงฝังเด่นชัดอยู่บนกายเขา เป็นตราบาปที่ต่อให้ขัดล้างจนผิวแหกผิวร้าวอย่างไร ตัวเขาก็ไม่อาจสะอาดหมดจด
คำพูดที่ว่าเขาเป็นของเหลือเดน จากวงเหล้าที่ได้ยินมานั่น ดูช่างจะสอดรับกับความเป็นจริงที่กำลังเผชิญอยู่ในห้องนี้อย่างตลกร้ายเสียจริง
เป็นโกสุมที่สังคมตราหน้าว่าไร้ราคายิ่งกว่าผ้าเก่า เพียงเพราะสวรรค์ไม่ได้ประทานกลิ่นจรุงรัญจวนใจมาให้เหมือนคนอื่น ซ้ำยังต้องมาถูกตอกย้ำความอัปยศด้วยน้ำหนักตัวของไอ้พวกบุรุษมักมากที่โถมเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องประท้วงหรือเรียกร้องหาความอ่อนโยนใด ๆ
สิ่งเดียวที่คำอินทำได้คือการหลับตา กลั้นใจและภาวนาให้ค่ำคืนเหล่านั้นผ่านพ้นไปโดยเร็ว เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคตอันไกลนั้น เขาอาจจะได้ตื่นมาและพบว่าตัวเองหลุดพ้นจากนรกขุมนี้ไปแล้วเสียที
แม้มันจะไม่ง่ายก็ตาม
พอจัดการผ้าผ่อนของตนจนเข้าที่ เรียบก็เปลี่ยนท่าทีจากชายโฉดจอมเผด็จการมาเป็นชายหนุ่มผู้แสนอ่อนหวานเพียงชั่วแล่น มันขยับกายเข้ามาใกล้เตียงที่สั่นคลอน พลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วรั้งร่างของคำอินเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมแขน
“ข้าต้องไปแล้ว จะรีบกลับมาหาเอ็งให้เร็วที่สุด”
สัมผัสที่คำอินนึกรังเกียจสุดหัวใจทำให้เด็กหนุ่มต้องกลั้นหายใจด้วยความพะอืดพะอม เขานั่งนิ่งเป็นหุ่นให้เรียบมันได้หอมจนพอใจ พลางกระซิบถ้อยคำรักใคร่ที่ได้ฟังกี่ครั้ง ก็น่าสะอิดสะเอียนเกินจะพรรณนา
ใบหน้าหวานแต่คมด้วยกลิ่นอายบุรุษปั้นยิ้มตอบรับ เออออตามน้ำไปเพียงเพื่อให้บทละครที่แสนจอมปลอมนี้จบลงโดยเร็ว
เกิดเป็นโกสุมไร้กลิ่นเช่นเขา แม้ในอกจะแขยงจนใจมันจะขาดรอน ๆ อยากจะถีบยอดหน้าให้ไปไกลๆ แต่ก็นั่นแหละ มันทำไม่ได้อย่างใจคิด
เสียงบานประตูไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากการถูกผลักเปิดออกไปสงบลง พร้อมกับฝีเท้าหนัก ๆ ของเรียบที่ก้าวเดินห่างไป ทันทีที่แผ่นหลังของชายโฉดลับตา ความอดทนที่คำอินฝืนประคองไว้ก็ขาดสะบั้นลงในพริบตา
“อุแหว๊ะ…!”
ร่างเล็กกำยำที่บอบช้ำพุ่งลงจากเตียงไม้อย่างรวดเร็ว สองเท้าที่สั่นระริกพาเขาตรงไปยังกระโถนทองเหลืองใบเก่า
คำอินโก่งคออาเจียนออกมาอย่างหนักหน่วงจนตัวโยน ราวกับร่างกายเขาต้องการขับเอาสิ่งโสโครกจากตัณหาที่ยังตกค้างอยู่ให้ออกไปจนหมดสิ้น
เด็กหนุ่มสำลักจนน้ำตาหูไหล ก่อนฟุบหน้าลงกับขอบโถอย่างสิ้นแรง
“ฮะ ฮึก... ฮึก…”
ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศมันไหลนองใบหน้าอย่างไม่อาจกลั้น ด้วยน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรมของตัวเองเหลือเกิน เพราะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ต้องรับอารมณ์วิปริตและสัมผัสที่น่าสะอิดสะเอียนเพียงเพื่อรักษาลมหายใจที่แสนชอกช้ำนี้ไว้ไปวัน ๆ
ไอแดดแผดเผาในช่วงสายของจังหวัดสิงห์บุรีปีนี้ดูจะร้อนระอุยิ่งกว่าปีไหน ๆ ฝุ่นผงบนถนนดินลูกรังก็ปลิวว่อนเป็นสายตามแรงลมอยู่หน้าร้านน้ำตรงหัวมุมถนนแห่งหนึ่ง
“ลุง! โอเลี้ยงสอง!”
ภายในร้านยามนี้คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านในละแวกที่พากันมานั่งพักคลายร้อน ณ โต๊ะไม้ตัวในสุดที่ตั้งอยู่ชิดติดริมทางเดินก็เป็นที่ของชายชราสองคนที่กำลังนั่งล้อมวงคุยกันตามประสาคนแก่
“มึงดูนั่นสิ ไอ้มั่น...” ลุงแกว่า ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางฝั่งตรงข้ามของถนน ดวงตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลาคอยเหลือบมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง
“ตั้งแต่วันวานมานี้ กูเห็นพวกตำรวจนอกเครื่องแบบมันเดินเพ่นพ่านกันให้วุ่นไปหมด บางคนก็ปลอมตัวมาเป็นพ่อค้าบ้าง คนงานรถลากบ้าง แต่มันก็ปิดจริตสันติบาลขี้ฉ้อไม่มิดหร๊อก ไม่รู้มันมาทำห่าอะไรกันนัก?”
อ้ายมั่น ชายอีกคนที่กำลังใช้ช้อนคันเล็กคนกาแฟในแก้วให้เข้ากัน ถึงกับถอนหายใจยาว
“เออ... กูก็เห็นเหมือนมึงนั่นล่ะ ช่วงนี้พวกคนของหลวงกับไอ้ทหารญี่ปุ่นมันวิ่งวุ่นกันน่าดู วันก่อนกูเห็นมันแอบกางแผนที่คุยกันอยู่แถวท่าเรือ สงสัยที่เขาลือกันว่ามันเตรียมแผนรวบหัวหน้ากลุ่มโจรที่แอบมากบดานอยู่แถวนี้ ท่าจะจริงว่ะเฮ้ย...”
“โจรใหญ่รึ?” อีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาใกล้ “มึงหมายถึงพวกเสือสิงห์กระทิงแรดที่ทางการมันหมายหัวไว้น่ะรึ แต่ช่วงสงครามแบบนี้ ใครจะกล้าเข้ามาแหย่จมูกไอ้พวกยุ่นที่มันดุปานหมาบ้าเช่นนี้วะ?”
“ก็เพราะมันลำบากกันไปทั่วทุกหัวระแหงอย่างไรเล่า กองโจรบางพวก มันก็ถือโอกาสไปปล้นเอา ตอนทหารญี่ปุ่นขนเสบียง ขนอาวุธผ่านเส้นทางน้ำ... คงได้ปะทะกันบ่อยน่าดู” มั่นลดเสียงลงจนแทบคำกระซิบ
“กูได้ยินข่าววงในมาว่าเป้าหมายที่ทางการมันกัดไม่ปล่อยครานี้ เห็นว่าเป็นเสือจากทางเหนือเชียวนะมึง”
“ฉิบหายล่ะสิ... หากมันมีการปะทะกันจริง ๆ ตลาดเราคงได้นองเลือดแน่” ชายชราคนแรกเปรยขึ้น พร้อมกับแอบชำเลืองมองกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดลำลองที่เดินลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บริเวณหัวมุมถนน
“สงครามตอนนี้ก็ว่าหนักหนาแล้ว หากต้องมาเจอโจรกับตำรวจปะทะกลางเมืองอีก เห็นที มึงกับกูคงจะอยู่ไม่พ้นเดือนหน้า”
มั่นสรุปเพียงเท่านั้นด้วยก็จนใจมากแล้ว เขากระดกกาแฟที่เหลือเพียงก้นแก้วลงคอ
รสขมขื่นของมันช่างไม่ต่างอะไรกับชีวิตในยุคสมัยนี้ที่ความปลอดภัยเป็นได้เพียงเรื่องเพ้อฝัน...
แสงตะวันยามบ่ายแผดจ้าอาบไล้เรือนไม้ของโรงน้ำชาโคมแดงจนเห็นธุลีผงลอยละล่องอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิทได้ชัด ความร้อนเริ่มระอุขึ้นกว่าช่วงเช้ามากแล้ว
“ใช่ไหมล่ะ? กูไปคุยกับยายอ้อยแกมา แกว่าพวกยุ่นมันหาตัวใครบางคนอยู่”
คำอินที่เดินประคองกะละมังไม้เปล่าใบย่อมกลับเข้ามาด้านในทันได้ยินประโยคนั้นเข้า หลังจากเพิ่งจัดการตากผ้าผืนน้อยของตนเสร็จสิ้นลงบนราวไม้ไผ่ที่ขึงไว้อย่างลวก ๆ
“หรือจะเป็นอย่างที่ท้ายตลาดเขาว่ากันวะ วันก่อนกูแวะไป ได้ยินเขาพูดกันให้ทั่วว่ามีไอ้โจรจากเหนือคนหนึ่งมันมากบดานอยู่แถวนี้ พวกคนของหลวงมันเลยตามกลิ่นกันมาจนวุ่นวายไปทั่ว!”
ฝ่ามือเรียวยกปาดหยาดเหงื่อเม็ดใสที่ผุดซึมตามไรผมและนวลแก้มขาวซีด ขณะดวงตาคู่โศกทอดมองไปทั่วโถงเรือนเงียบงัน
ยามที่ปราศจากแขกเหรื่อ บรรยากาศมันนิ่งสงบจนชวนให้รู้สึกอึดอัดเสียจริง ยามที่กำลังจะก้าวผ่านบานเฟี้ยมไม้เพื่อกลับเข้าสู่ห้องพัก สายตาของก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของพี่สาวโสเภณีสองนาง คือพี่สายและพี่พิกุลเข้าก่อน
ทั้งคู่นั่งเบียดเสียดกันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ริมหน้าต่าง ท่วงท่าของพวกนาง ดูจะเคร่งเครียดผิดแผกไปจากทุกวัน จดจ้องลอดซี่ลูกกรงหน้าต่างออกไปทางปากซอย ท่าทีก็ดูมีลับลมคมใน พึมพำกระซิบกระซาบ
“โอ๊ย… อีพิกุล! มึงจะพูดเสียงดังกะเรียกพ่อมึงมารึไง เบาปากมึงลงหน่อย!”
“พุธโถ จะมีใครผ่านมาเวลานี้ล่ะ นอกจากกูกับมึงเนี่ย!”
เด็กหนุ่มหยุดชะงักฝีเท้า ความสงสัยใคร่รู้ก่อตัวขึ้นในอก เขาจึงขยับกายเข้าไปใกล้ พลางเอ่ยทักทายตามประสาคนคุ้นเคยที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันในซ่องบัดซบแห่งนี้มานาน
“นั่งทำอะไรกันอยู่หรือจ๊ะพี่สาย พี่พิกุล แดดออกจัดขนาดนี้ ไม่นอนพักผ่อนเอาแรงกันหรือ”
หญิงสาวทั้งสองสะดุ้งสุดตัวหันขวับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นคำอิน พวกนางก็ถึงถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่งอก ทว่าสีหน้ากังวลนั้นยังไม่ได้คลายลงแม้แต่น้อย สายขยับนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากเป็นเชิงให้คนเด็กกว่าเงียบเสียง ก่อนจะกวักมือเรียกให้คำอินเข้าไปหาใกล้ ๆ
“มานี่สิ คำอิน... เอ็งดูนั่น” นางกระซิบพลางบุ้ยปากออกไปทางหน้าต่าง
“เห็นพวกผู้ชายกลุ่มนั้นไหม ที่มันสวมเสื้อกุยม้งสีเข้มเดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยวปากซอยน่ะ”
เรียวคิ้วสวยขมวดเล็กน้อย ยามที่คำอินเพ่งมองตามไป เขาเห็นจริงว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสามสี่คนพยายามทำตัวกลมกลืนกับชาวบ้านอย่างที่พี่สายแกว่า
แต่ไอท่าทางของคนพวกนั้น กลับดูมีพิรุธเสียจนยากจะมองข้ามไปได้
“พวกคนของหลวงนอกเครื่องแบบรึจ๊ะพี่” เสียงอ่อนเอ่ยถามเบา
“เออน่ะสิ! มันวิ่งวุ่นกันน่าดู ตั้งแต่นกขมิ้นยังไม่ทันตื่นจากรัง!” พิกุลก็รีบเสริมด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น มือลอบกำชายผ้าซิ่นแน่น
“กูล่ะกลัวนัก คำอินเอ๊ยยยย มันจะเปิดฉากยิงฆ่ากันตายห่าวันไหนก็ไม่รู้ ขายตัวอยู่ดี ๆ กูก็ต้องมาเสี่ยงถูกกระสุนแหกหน้าผาก”
คำอินเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยถามถึงเรื่องที่พวกเธอกำลังหารือกันอย่างจริงจัง
“แล้วพี่รู้ไหมจ๊ะว่าพวกคนของหลวงเขามาตามหาใครถึงในย่านนี้กัน ปกติแถวซ่องเราก็มีแต่พวกแขกขาจรผ่านมาผ่านไป ไม่น่าจะมีเรื่องใหญ่โตถึงขนาดต้องระดมพลมาเดินป้วนเปี้ยนให้เสียบรรยากาศเช่นนี้เลย”
หญิงทั้งสองรีบหันมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีหูตาของแม่นายหรือคนอื่นแอบฟังอยู่ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนคำอินได้กลิ่นแป้งร่ำฉุนกึก
“เอ็งฟังพี่นะ คำอิน...” พี่สายเริ่มกระซิบเล่าด้วยความระมัดระวัง
“คนเขาเล่าลือกันหนาหูว่าตอนนี้มีเสือตัวฉกาจลอบมาซ่อนตัวอยู่แถวย่านเรานี่ล่ะ เห็นว่าเป็นโจรใหญ่จากเหนือที่ทางการมันหมายหัวไว้ให้จับตายเพราะมันทำเรื่องไว้แสบกับพวกหลวงไม่เบาเอาเสียเลย พวกตำรวจกับทหารญี่ปุ่นมันเลยวางแผนล้อมจับกันให้ควั่ก ตามหาตัวมาตั้งหลายวันแต่ก็หนีเก่งปานเสือนั่นแหละ”
“จากทางเหนือรึจ๊ะ“ เด็กหนุ่มทวนคำ
ในใจก็นึกไปถึงภาพโจรใจเหี้ยมที่จินตนาการขึ้นมาเองเพราะทั้งชีวิตก็ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน
“นี่กูจะบอกมึงเอาไว้นะ คำอิน...“ พิกุลสำทับด้วยสีหน้าพรั่นพรึง
“หากมึงเดินไปไหนมาไหนแล้วบังเอิญไปเจอชายรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางองอาจผิดชาวบ้านทั่วไปเข้าก็ให้อยู่ห่างมันไว้เสีย“
”อย่าได้เข้าไปใกล้เด็ดขาดเชียว จะได้ไม่โดนลูกหลงตายตามมันไปยามที่เขาลงมือกันน่ะ”
“เอกลักษณ์แค่ตัวสูงใหญ่เองเหรอจ๊ะ”
“คนเขาว่าหน้าตาหล่อเหลานะ แต่ถ้าเห็นรอยสักยันต์ก็ใช่เลย พวกเสือน่ะเล่นของเล่นอาคมกันทุกคน”
”จริงอย่างที่นังสายมันว่านะ ถ้าโดนจับไปมีหวังพวกมันพาเราไปรุมโทรมแน่นอน ไหนจะหัวหน้าไหนจะสมุนทั้งกองโจร นอนตายตาเหลือกแน่นอน“
คำอินเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของพี่สาวทั้งสองก็ใจอ่อนยวบ เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ส่งให้เป็นการขอบคุณ แม้ในใจจะไม่ได้นึกประพรั่นพรึงถึงคำขู่นั้นมากเท่าทั้งสองนักแต่ฟังหูไว้หูก็คงไม่เสียหายอะไร
“ขอบใจจ้ะพี่ที่เตือน แต่คนรูปร่างอย่างฉัน พวกมันคงไม่จับไปให้เสียเวลาหรอก ตัวบางร่างเล็กอย่างพวกพี่ก็ว่าไปอย่าง“ เสียงหวานทุ้มตอบรับคำอย่างไม่คิดอะไรมากนักในตอนนั้น
ในสายตาของโสเภณีไร้ค่าเช่นคำอิน เรื่องของโจรผู้ยิ่งใหญ่ หรือคนของหลวงผู้มีอำนาจอะไรพรรคนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวเกินกว่าจะเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง
ลำพังเพียงแค่การอดทนรับรองอารมณ์ของพวกกามวิปริตให้ผ่านไปได้ในแต่ละวันก็นับว่าเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเกินพอแล้ว สำหรับชีวิตที่น่าเวทนานี้
