บทที่ 3 คำอินเลือกช่วยเสือเติง 1
รัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุมย่านโคมแดงอย่างเป็นทางการ แสงจากโคมกระดาษสีชาดที่ถูกแขวนตัวนับร้อยเรียงรายหน้าเรือนไม้จึงได้คราวส่องสว่างวิบวับ ล้อไปกับสายลมยามวิกาล เย้าเหล่าผีเสื้อกลางคืนให้บินมา
โถงกลางยามนี้ก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักแสวงหาความสำราญที่หลั่งไหลเข้ามาเฉกเช่นทุกคืน ราวกับพวกฝูงแมลงเม่าที่หลงใหลในแสงสีเสียง เสียงดนตรีบรรเลงสอดประสานไปกับเสียงหัวเราะกักขฬะของชายฉกรรจ์มากมาย กลิ่นน้ำเมาฉุนกึกและควันยาสูบที่ข้นคลั่กหนาตาขึ้นกว่าเมื่อกลางวันหลายเท่าตัว มอมเมาทุกผู้ให้จมดิ่งลงในห้วงแห่งราคะเพื่อลืมเลือนความทุกข์ยากจากภัยสงครามที่ยังเดือดดาลภายนอก
“รู้ตัวไหมว่ามึงมันโชคดีนัก คำอิน”
ใจกลางความจอแจนั้น เจ้าของใบหน้าหวานพริ้มก็ยังคงทำหน้าที่ทอดกายนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนตั่งไม้ไม่ห่างกายเรียบ ลูกค้าคนเดิมที่วันนี้มาปรากฏตัวไวกว่าปกติตามคำที่ให้ไว้ ชายผู้นี้ก็ยังคงกุมอำนาจเหนือร่างกายของคำอินด้วยเงินทอง
“จะมีพวกอีตัวที่ไหน หาคนใจใหญ่เช่นกูคอยดูแลอย่างมึงได้เล่า?”
เพราะได้เหล้าเข้าปากไปมาก เจ้าตัวจึงอยู่ในสภาพกึ่งเมามาย ใบหน้าแดงก่ำและดวงตาฉ่ำวาวด้วยฤทธิ์เมรัย ได้พูดเสียหน่อย เขาก็กระดกเหล้าลงคอไปอีกอึกใหญ่ ก่อนจะเริ่มพร่ำพรรณนาโอ้อวดตัวเองต่ออย่างออกรสเหมือนที่เคยทำเป็นกิจวัตร
“มึงรู้ไหมคำอิน... ในสิงห์บุรีนี่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าหักหน้ากูหรอก ขนาดพวกทหารญี่ปุ่นมันยังต้องเกรงใจกู เวลาจะขนเสบียงเลย” เรียบเอ่ยพลางเอื้อมมือหนามาบีบเค้นต้นแขนคล้ำแดดของเด็กหนุ่มอย่างแรงตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ในสายตาคำอินแม้จะพอรู้จักกิตติศักดิ์ร่ำลือของชายหนุ่มผู้เป็นถึงลูกน้องคนสนิทของร้อยตำรวจเอกอำนาจมาบ้าง แต่เขาคร้านจะสนใจฟังนักเพราะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องจริง ที่ได้ยินมาก็มักจะมาจากปากนายเรียบผู้นี้เท่านั้น จะจริงเท็จยังไงเขาก็แค่ทำตามหน้าที่ตามเม็ดเงินที่ได้รับเท่านั้น
“หากมึงรู้จักออดอ้อนกูบ้าง หรือคิดหาหนทางสบายอย่างอีตัวอื่นมันบ้าง ป่านนี้กูคงพามึงออกไปเป็นเมียเก็บนานแล้ว ท่านอำนาจน่ะไว้ใจแค่กูแล้วใครมันจะใหญ่ไปกว่ากูในท้องที่นี้ได้วะ”
คำว่าเมียเก็บทำคนฟังนิ่งงัน เขาเพียงปั้นยิ้มสำรวมฉาบไว้บนใบหน้าพอเป็นพิธี ขณะที่มือคอยรินเหล้าเติมใส่จอกให้ไม่ขาดสาย ส่งเสียงขานรับเออออไปตามน้ำอย่างรู้หน้าที่ แม้ในอกจะเอียนต่อถ้อยคำโอ้อวดเหล่านั้นแทบตาย แต่เรียบที่เป็นเช่นนี้ ย่อมดีกว่าตอนอาละวาดเป็นไหน ๆ
เวลาเดียวกันนั้น ดวงตาคู่เศร้าก็ไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของลูกค้าชายเหมือนเคย ลอบมองผ่านความโกลาหลในโถงกลาง หมายจะหาที่พักสายตาจากชายตรงหน้า
“...”
ทว่าในจังหวะนั้นเองที่สายตาของคำอินพลันไปสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่นั่งนิ่งสงบอยู่อีกมุมของร้าน มุมที่แสงไฟจากโคมแดงส่องไปไม่ถึงนัก
ชายคนนั้นนั่งอยู่กับพรรคพวกสองสามคน ตรงโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่ในหลืบ คำอินสะดุดตากับหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ด้วยร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำผิดกับคนอื่น ผิวพรรณเข้มขราม โดดเด่นได้กระทั่งอยู่ท่ามกลางแสงสลัว แม้จะสวมชุดเรียบง่ายก็ยังเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความองอาจที่แผ่ซ่านออกมา ผู้ใดก็ตามที่ได้สบสายตาคงต้องนึกหวั่น
ด้วยความที่คำอินเกลือกกลั้วอยู่ในวงการนี้มานาน ย่อมรู้ได้ทันทีด้วยสัญชาตญาณว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ตาสีตาสาทั่วไป มองดูอย่างไรก็ไม่ใช่แขกขาจรที่ไร้หน้าตาในสังคม แต่ก็ไม่น่าจะใช่พวกคนของหลวงหรือข้าราชการจากทางรัฐด้วยเช่นกัน หัวก็พลันนึกย้อนไปถึงที่พี่สายและพี่พิกุลเคยเตือนเอาไว้...
หรือจะเป็นคนผู้นี้?
เด็กหนุ่มจดจ้องใบหน้าคมคายที่มีรอยหนวดเคราบาง ๆ นั้นอย่างเผลอตัว ความสงสัยใคร่รู้ก่อตัวขึ้นในหัวกลม ๆ แทนที่ความเบื่อหน่าย
“คำอิน!” กระทั่งเสียงตวาดของเรียบ ปลุกให้คำอินสะดุ้งหลุดจากภวังค์
“จ๊ะ คุณท่าน” ใบหน้าหวานจึงต้องรีบละสายตาหันกลับมาประจบประแจงชายตรงหน้า
แม้จะยังไม่วางใจจากคำที่พี่สาวทั้งสองกำชับไว้เมื่อตอนสาย รูปพรรณสัณฐานของชายผู้นี้เหมือนจะตรงตามที่เขาได้ยินมาไม่มีผิดเพี้ยน ต่อให้ทางการจะไม่มีรูปใบหน้าที่ชัดเจนมาป่าวประกาศ แต่คำอินกลับรู้สึกได้ว่าบุรุษผู้นี้มีบางอย่างแน่นอน
“มัวแต่เหม่อลอยไปไหนของมึง อยากเร่งอ้าขาให้กูขนาดนั้นเชียวรึ”
สัมผัสจากลูกค้าขาประจำดึงสติเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่แสนชอกช้ำ เรียบเริ่มแสดงอาการรุ่มร่ามหนักขึ้น มือหนาสากระคายนั้นถือวิสาสะลูบไล้จับไม้จับมือเด็กหนุ่มไป
"มาเถอะ คำอิน... อย่ามัวแต่นั่งเซื่องซึมอยู่เลย กูเองก็อยากจะขึ้นห้องไปจัดมึงใจจะขาดแล้ว" น้ำเสียงกระเส่าเอ่ยเพียงเท่านั้น เรียบก็กึ่งใช้แรงดึงร่างโปร่งบางให้ลุกขึ้น
คำอินฝืนยิ้มประจบ พยายามบังคับหัวใจที่เต้นโครมครามให้สงบลง เตรียมจะเดินไปตามหน้าที่ของโสเภณีที่ต้องยอมจำนน ทว่าในทุกจังหวะที่ก้าวเดิน สายตาก็ยังคงลอบมองไปยังชายแปลกหน้าผู้นั้นอยู่เป็นระยะอย่างเสียไม่ได้ จนได้แต่ภาวนาในใจขอให้สิ่งที่เขาคิดไม่เป็นความจริง
และราตรีนี้คงจะผ่านพ้นไปได้แม้จะเจ็บร้าวเฉกเช่นทุกครา... ทว่า...
พลั่ก!
ไม่ทันที่คำอินจะได้ไปไหนไกล บานประตูไม้หนาหนักของซ่องโคมแดงพลันถูกกระแทกออกอย่างแรงจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงที่เกาะกรังอยู่ตามขื่อคานร่วงหล่นลงมาประหนึ่งห่าฝน ยิ่งก่อตัวกับควันยาสูบจนมันพร่ามัว มองเห็นใบหน้ากันไม่ชัดแจ้งนัก
เงาร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบตำรวจและทหารญี่ปุ่นนับสิบ พร้อมอาวุธครบมือก้าวเข้ามาในพริบตา
ปัง ปัง ปัง
นำโดยร้อยตำรวจเอกอำนาจ เสียงกัมปนาทจากกระบอกปืนที่เขาชักยิงขึ้นฟ้าดังสนั่น แสงสีแดงสลัวที่ทาบทับใบหน้าของผู้คนไว้ยามนี้ ดูไม่ต่างจากสีโลหิตที่กำลังจะรินไหล เหล่านักเที่ยวและหญิงโสเภณีต่างพากันกรีดร้องระงม ก่อเป็นความโกลาหลที่เข้าครอบงำพื้นที่ไว้ในชั่วอึดใจ นายตำรวจก้าวมาข้างหน้า ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ว่าไงไอ้เติง หนีเก่งขนาดนี้มึงเป็นเสือหรือเป็นกระต่ายวะ ใครจะคิดวะว่าคนที่ระวังตัวเก่งขนาดนั้น จะตกม้าตายเพราะความเงี่ยน มึงได้สิ้นชื่อวันนี้แหละ!”
คำอินใจหายวาบมองไปยังเรียบที่ดูตกใจไม่แพ้กัน สงสัยคำอวดอ้างจะแค่ราคาคุย มือเรียวที่ถูกเรียบบีบไว้แน่นสั่นระริก ขณะที่สายตาหลุบมองไปยังมุมมืดซึ่งปรากฏชายร่างสูงใหญ่คนเดิมยังนั่งอยู่ คนในโต๊ะเริ่มล้วงจับชักปืนออกมาจากบริเวณสะโพก
แท้จริงแล้วก็เป็นดั่งที่คำอินคาดไว้...
“กระต่ายบ้านพ่อมึงสิ...!” ชายผู้นั้นหรือก็คือเสือเติงนั่งสบถคำหยาบรอดไรฟันอย่างนึกเดือดดาล
ปัง... ปัง... ปัง...
พวกตำรวจทหารพากันหลบกระสุนปืนที่สวนกลับมาหลายนัด ผู้คนในสถานที่นั้นกรีดร้องตกใจเมื่อสถานเริงรมย์กลายเป็นสนามยิงปืนขนาดย่อม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกอำนาจมันกางตาข่ายล้อมจับจนเสียรู้เข้าให้เช่นนี้ ทั้งที่เขาคิดว่าระวังตัวดีแล้วแท้ ๆ ต้องมีหนอนอยู่ในหมู่เขาแน่นอน กลุ่มเสือเติงไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่ผู้คนกำลังแตกฮือนั้นแทรกตัวเข้าหาฝูงชน หมายจะฉวยโอกาสหนีออกไปทางประตูหลังอย่างว่องไว
“แม่งเอ๊ย!”
