บทที่ 6 คำอินหน้าบาก 2

“คุณท่าน...”

เด็กหนุ่มจึงต้องกลั้นใจพูดปรามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริก

“ได้โปรดหยุดเถิดจ้ะ...”

แม้จะรู้ดีว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นวาจาอ่อนน้อม ยิ่งจุดไฟโทสะในใจของเรียบให้ลุกโชนขึ้น

เพี๊ยะ!

เพียงเสี้ยวินาทีต่อมาที่ชายผู้นั้นถลาเข้ามาประชิดตัวแล้วตวัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของโกสุมหนุ่มไปฉาดใหญ่ แรงนั้นส่งร่างโปร่งบางให้ล้มกองไปกับพื้น

“มึงกล้าสั่งกูรึ! ไอ้ของเหลือเดน!”

มันก่นด่าด้วยความคลั่ง มือก็ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเข้าไปซ้ำร่างที่นอนคู้กายอยู่บนพื้นให้จมธรณี โดยไม่สนใจสายตาเวทนาของคนรอบข้างแม้แต่น้อย

ในวินาทีที่ฝ่ามือหนาของชายเหี้ยมเงื้อขึ้นสุดแขนเตรียมจะฟาดลงมา คำอินกลับทำได้เพียงปิดตาลงแน่นด้วยความขลาดกลัว 

ร่างกายหดคู้รอรับสัมผัสแห่งความเจ็บปวดที่เจอจนเคยชินไปแล้ว ในใจก็ปลอบตนได้เพียงว่าทนอีกสักที สองที มันก็จะจบลงแล้ว...

หมับ!

ทว่าสัมผัสที่คาดว่าจะได้รับกลับไม่เกิดขึ้น มีเพียงกระแสลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านใบหน้าไป

“ฮ...เฮ้ย! มึงเป็นใครวะ?!”

ตามด้วยน้ำเสียงแตกตื่นของเรียบที่เรียกให้เปลือกตาสวยเปิดขึ้นมองอีกครั้งอย่างตระหนก ก่อนจะได้เห็นว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า คือแผ่นหลังของชายคนหนึ่งซึ่งยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของคำอิน จับข้อมือของชายโฉดไว้ได้ทันท่วงที

แสงโคมที่แดงสาดกระทบใบหน้าคมเข้มที่คำอินจำได้ติดตาว่าคือชายแปลกหน้าจากคืนที่เกิดเหตุล้อมจับ หรือก็คือเสือเติง ผู้ที่คำอินยอมเดิมพันด้วยรอยแผลบนใบหน้าเพื่อช่วยชีวิตไว้นั่นเอง

"รังแกคนที่ไร้ทางสู้ มันไม่ใช่การกระทำของลูกผู้ชายเลยสักนิด" เสือร้ายแห่งแดนเหนือเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสุภาพก็จริง ทว่าคนฟังกลับแทบหยุดหายใจ

“ม...มึง! ไม่รู้รึว่ากูเป็นใคร?! กล้าดียั...อ๊ากก!” 

ไม่รอให้ปากเน่า ๆ นั่นได้พ่นวาจาอวดเบ่ง เจ้าของร่างกำยำพลันออกแรงบิดข้อมือของอีกฝ่ายไปเต็มแรงจนเรียบต้องแผดเสียงลั่น

"มึง... มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร! กูเป็นแขกคนสำคัญนะเว้ย! มึงกล้าดียังไงมาแตะต้องกูฮะ!"

เรียบหน้าถอดสี ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด รีบอวดอ้างยศตำแหน่งอันน้อยนิดของตน หวังจะข่มขู่ให้คนตรงหน้าเกรงใจ

แต่เติงกลับแสยะยิ้ม แววตาแน่นิ่งมองดูท่าทีดิ้นรนนั้น ประหนึ่งมองดูแมลงตัวจ้อยน่ารำคาญ เขาไม่เสียเวลาเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดต่อ เพียงแค่สะบัดข้อมือข้างนั้นทิ้งราวกับมันเป็นสิ่งปฏิกูล

“อั่ก...!”

ก่อนจะวาดเท้าเตะเสยคางของชายผู้จองหองเข้าอย่างจังจนร่างมันลอยละลิ่ว ล้มตึงสลบเหมือดไปต่อหน้าต่อตา ไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะปริปากร้องซ้ำ

ความเงียบงันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วโถงกลางหลังจากนั้น สายตาตกตะลึงนับสิบของบรรดาแขกเหรื่อและเหล่าโสเภณีทุกคู่ ก็ล้วนแต่จับจ้องมายังบุรุษลึกลับผู้เยือกเย็นคนนี้ แม้กระทั่งคำอินเองก็ยังคงนั่งนิ่งอึ้ง อวัยวะใต้อกบางเต้นรัวแรงด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันไปหมด

ทั้งไม่แน่ใจว่าควรจะหวาดกลัวหรือไม่ และไอ้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดที่ได้รับจากพยัคฆ์ร้ายเช่นนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?

ร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งสยบคนพาลลงก็หันกลับมาหาเขาอย่างเชื่องช้า

“ไม่ลุกขึ้นมาหรือ?” เสือเติงว่าพลางโน้มกายลง ฝ่ามือที่ถูกยื่นมาตรงหน้า หมายจะช่วยพยุงร่างที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นเรียกเด็กหนุ่มให้ต้องเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมที่ดุนั้น

นิ่งอยู่เพียงครู่ เจ้าตัวก็ส่งยิ้มซีดเซียวตอบกลับไป พร้อมกับพยักหน้าขอบคุณในความเมตตา ด้วยสำเหนียกอยู่เสมอว่า ตนเองนั้นมีมลทินเกินกว่าจะเอื้อมมือไปแตะต้องบุรุษที่องอาจเช่นคนผู้นี้ จึงเลือกที่จะเลี่ยงสัมผัสจากมือหนานั้นเสีย 

คำอินใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดยันกายลุกขึ้นยืนด้วยตนเองอย่างเจียมตนซะได้...

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลงและคนรอบข้างเริ่มละความสนใจ แยกย้ายกันไป เสือเติงจึงพาเด็กหนุ่มเลี่ยงออกมายังมุมสงบ แสงจากโคมกระดาษแดงสาดส่องลงมาทาบทับใบหน้าของคนทั้งคู่พอดิบพอดี

ชายที่นิ่งเงียบมาตลอด พลันหยุดชะงักฝีเท้าลง ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังรอยแผลเป็นบากหน้าที่ลากยาวผ่านนวลแก้มของเด็กหนุ่มตรงหน้า ซึ่งยังไม่สมานดีนัก ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจของจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่

เขาจดจำดวงตาคู่เศร้าและร่างโปร่งบางนี้ได้แม่นยำ เด็กน้อยคนนี้คือคนเดียวกับที่ยอมเดิมพันชีวิตพาเขาหนีลงใต้ถุนโรงน้ำชาในคืนที่ความตายมาเยือน และเป็นคนที่วิ่งล่อกระสุนปืนออกไปเพียงเพื่อให้เขามีโอกาสรอดชีวิต

รอยแผลอัปลักษณ์ที่ใครต่อใครต่างรังเกียจนี้ แท้จริงแล้วมันคือตราประทับแห่งความเสียสละที่เจ้าตัวยอมรับเคราะห์แทนเขาอย่างไม่นึกเสียดายชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว

เสือเติงไม่สนสายตาของใครต่อใครที่ยังเหลือบมองมา เขาทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าหัวหน้าโจรผู้ทรงอิทธิพล จะยอมกระทำต่อโสเภณีชั้นต่ำ

ฟลุบ...

ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าคำอินอย่างนอบน้อม สำนึกในบุญคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

“ค...คุณ?!” คำอินถึงกับหลุดเสียงทักด้วยความตกใจ

“... รอยแผลนี้ เธอได้รับมาเพราะฉันใช่ไหม” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวของเติงกลับพร่าสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

“...”

“ขอบใจเธอนะ... ขอบใจที่ช่วยฉันเอาไว้”

เจ้าของใบหน้าพริ้มเพราได้แต่ยืนเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างทำอะไรไม่ถูก แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเองว่าบุรุษที่ดูน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ จะมายอมลดเกียรติคุกเข่าลงต่อหน้าตนที่เป็นเพียงเศษเดนของสังคม

หยาดน้ำตาอุ่น ๆ ที่กักเก็บไว้มานานแสนนาน พลันร่วงเผาะลงบนนวลแก้มที่เจ็บช้ำ ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากบาดแผลนั่นหรอก แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่แผ่ซ่านเข้ามาในใจซึ่งทำให้เขาสำนึกเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยว่าตนเองนั้นยังพอมีค่า มีตัวตนและก็สมควรได้รับเกียรติ เยี่ยงมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน

ด้วยนิสัยโจรผู้รักดีที่ยึดมั่นในบุญคุณยิ่งชีพ เสือเติงจึงไม่รอช้าที่จะตอบแทนสิ่งที่คำอินเสียสละให้ เขาขอเข้าพบนายแม่ประจำซ่องโคมแดงแห่งนี้ เป็นการส่วนตัวในทันที ยามนี้คำอินจึงต้องมานั่งประจันหน้าหญิงคนนั้นอยู่ข้างเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เท่านี้คงพอแล้วใช่หรือไม่?”

บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงชั่วขณะ ครั้นเจ้าของฉายาพยัคฆ์แดนเหนือควักถุงเงินก้อนโตวางลงบนโต๊ะ จำนวนเงินเหล่านั้นมากพอที่จะซื้อชีวิตคนได้ทั้งชีวิต หรืออาจจะสร้างเรือนโคมแดงแห่งใหม่ได้อีกหลังด้วยซ้ำ

ชายวัยกลางคนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยมความโลภของหญิงเบื้องหน้า สำทับน้ำเสียงเรียบ

"เงินนี่สำหรับค่าตัวของคำอิน ฉันจะไถ่ถอนเขาออกไปจากการเป็นคนของที่นี่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หวังว่าจำนวนเงินพวกนี้คงจะปิดปากและจบเรื่องราวทั้งหมดที่แม่มีต่อเด็กคนนี้ได้"

หญิงคู่สนทนาเห็นจำนวนเงินมหาศาลที่กองอยู่ตรงหน้า ดวงตาก็วาวโรจน์ทันที นางรีบคว้ามันไปลูบคลำ พลางแสยะยิ้มประจบ

"แหม คุณท่านนี่ช่างตาถึงนัก ในเมื่อท่านเอ็นดูถึงขั้นควักเงินก้อนโตขนาดนี้ มีหรือที่ฉันจะขัดใจได้... "

"จำคำของแม่ไว้ให้ดี หากฉันได้ยินว่าคนของที่นี่ไปยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนเขาอีก ดีไม่ดี... เงินพวกนี้อาจจะกลายเป็นค่าโลงศพของแม่แทน" เติงทิ้งท้าย

แววตาเหี้ยมเกรียมจนนางต้องรีบพยักหน้ารับคำละล่ำละลัก คำอินจึงได้รับอิสรภาพอย่างที่ไม่คาดฝันมาก่อนในวินาทีนั้นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป