บทที่ 7 คำอินเป็นอิสระ แต่ต้องเป็นเมียเสือ
ฝีเท้าที่ก้าวพ้นธรณีประตูเรือนโคมแดง ได้นำพาคำอินให้กลับสู่โลกกว้างที่เขาหลงลืมไปนานแสนนานอีกครั้ง ชายโตกว่าอย่างเสือเติงรับหน้าที่เดินนำ ผ่านความสลัวของยามวิกาลไปตามทางพาเด็กหนุ่มที่ยังคงอยู่ในอาการเซื่องซึมประหนึ่งคนละเมอเพ้อเข้าไปยังร้านอาหารขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ในตัวเมือง
สถานที่แห่งนี้ดูโอ่โถงและสะอาดตา ผิดกับห้องพักแคบอับที่คำอินเพิ่งจากมาอย่างลิบลับ เมื่อมาถึงโต๊ะ เติงก็เพียงขยับกายนั่งลงที่โต๊ะไม้ขัดมันมุมหนึ่ง ก่อนจะจัดแจงสั่งเมนูมากมายทั้งคาวและขนมหวานหลากชนิดเพราะรู้ดีว่านอกจากปิดปากเงียบ คู่สนทนาของเขาคงไม่กล้าทำอะไรไปอีกพักใหญ่
ไม่นานนัก อาหารหน้าตาสวยงามที่คำอินไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตก็ถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะ เจ้าของนัยน์ตาโศกเพียงแต่จ้องมองพวกมันด้วยความประหม่า มือเรียวทั้งสองข้างวางประสานกันบนตักแน่น เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปแตะต้องของเลิศรสเหล่านั้นหรอก ด้วยสำเหนียกอยู่เสมอว่าตนเองเป็นเพียงโสเภณีชั้นต่ำ อาหารที่หรูหราเช่นนี้ อย่าได้พูดถึงราคาเชียว คงไกลเกินเอื้อมที่คนอย่างเขาจะมีแม้สิทธิ์ได้ฝันถึง
“กินเสียสิ คำอิน ของพวกนี้ฉันตั้งใจสั่งมาให้เอ็งทั้งนั้น” ชายโตกว่าท้วงขึ้น เมื่อเห็นท่าทีเกรงอกเกรงใจของอีกฝ่ายว่ายังไม่มีแววจะดีขึ้น
“ฉัน... ฉันไม่กล้ากินหรอก เมื่อตะกี้... คุณก็เสียเงินไปมากเพื่อไถ่ฉันออกมาแล้ว ขอฉันรับไว้แค่น้ำใจก็พอจ้ะ” ริมฝีปากสวยขยับขึ้นลงตามรูปประโยค
นิสัยนอบน้อมนั้นทำเอาเสือร้ายอย่างเติงยังต้องนึกเอ็นดูจนคลี่ยิ้มจางที่มุมปาก ก่อนจะหยิบช้อนคันเล็กขึ้นมาตักกับข้าววางในจานของคำอินด้วยมือ ครั้นรอให้เจ้าหนูคนนี้ตักกินเอง น้ำแกงคงชืดหมดพอดี
“ไม่ต้องถ่อมตัวเพราะกลัวใครหน้าไหนอีกอีกแล้วนะ คำอิน เอ็งเป็นอิสระแล้ว แล้วยังเป็นคนที่มีบุญคุณต่อฉันเชียว กินให้ฉันสบายใจเสียหน่อยเถิด”
เมื่อเห็นว่าไม่อาจขัดศรัทธาของใครอีกคนได้ คำอินจึงได้แต่ต้องโน้มหัวขอบคุณแล้วจึงค่อย ๆ ตักเอาอาหารในจานเบื้องหน้าเข้าปาก ลิ้นที่เคยชินเพียงรสขมปร่าของชีวิตและอาหารบ้าน ๆ ที่ต้องกินแค่เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ พลันสัมผัสได้ถึงรสเลิศอันละเมียดละไมที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิตซึมซาบไปทั่วโสตประสาท
เกิดมาจนอายุเข้าเลขสอง คำอินก็เพิ่งรู้ซึ้งตอนนี้เองว่ารสชาติของอิสรภาพ มันหวานหอมและซึ้งกินใจได้เพียงนี้เชียว...
เมื่อรสหวานของขนมที่ตบท้ายมื้ออาหาร ช่วยประชุบชูใจเด็กหนุ่มให้พอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง เสือเติงจึงได้ทีวางจอกน้ำชาลง พลางทอดสายตามองเด็กหนุ่มที่นั่งก้มหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
"กินอิ่มแล้วก็คุยกันหน่อยเถอะ คำอิน ต่อจากนี้คิดจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อ? จะให้ฉันไปส่งที่ไหน หรือมีญาติพี่น้องที่พอจะพึ่งพาได้บ้างไหม"
เจ้าของใบหน้าพริ้มเพราชะงักมือแน่นิ่ง ก่อนจะวางช้อนลงอย่างสำรวม ตอบเสียงแผ่วเบาด้วยความละอาย
“ฉัน... ฉันไม่มีที่ไปหรอกจ้ะ”
เสือเติงได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้วถาม
"ไม่มีงั้นหรือ... แล้วบ้านเกิดเมืองนอนเธออยู่ไหน"
"บ้านฉันอยู่หนองคายจ้ะ แต่หากจะให้กลับไป..."
คำตอบของคำอินหยุดลงเพียงเท่านั้น สิ่งที่หมายมั่นจะพูดต่อ แค่คิดมันก็ฟังดูเวทนาเกินกว่าจะเปร่งเสียงออกไป จะให้บอกได้อย่างไรกันว่าแม่เลี้ยงของเขาเป็นคนที่ส่งตัวเขามาที่ซ่อง หนี้สินที่บ้านก็ยังรุงรังไม่จบสิ้นจนอดกลัวไม่ได้ว่าหากเหยียบย่างกลับไปที่นั่น จะไม่พ้นถูกจับไปขาย ไม่วายกลับเข้าซ่องโคมแดงอีกครั้งเป็นแน่
“คงมีเรื่องให้ลำบากใจงั้นสิ” กระทั่งเสือเติงที่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เอ่ยประโยคนั้นออกมา
เขาผ่านโลกมาก็เยอะ ย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่ทุกบ้านหรือครอบครัวจะเป็นที่ปลอดภัยเสมอ ทว่าเขาเองก็รู้ดีว่าจะให้คอยหอบหิ้วเด็กหนุ่มไปมาเช่นนี้ หรือปล่อยไปตามมีตามเกิดก็คงไม่ดี ยิ่งจะให้ไปอยู่ร่วมเป็นเสือด้วยกัน ก็ดันมีกฎห้ามพิลึกพิลั่นของไอ้ตัวดีบางคนค้ำไว้เสียได้
"คำอิน” ยามนี้ หนทางที่คิดออกก็ย่อมมีแค่ทางเดียว
"จ๊ะ?"
“ฉันมีน้องชายร่วมสาบานคนหนึ่ง มันเป็นหัวหน้าโจรที่มีอิทธิพลอยู่แถบทิศบูรพา แม้มันจะเป็นคนดุ ปากไม่ดีไปบ้าง แต่มันก็ยึดมั่นในคุณธรรมและรักพวกพ้องยิ่งกว่าชีวิต"
เด็กหนุ่มตั้งใจฟังอย่างไม่หืออือ กระทั่งประโยคต่อมาที่ทำให้เขาถึงกับชาวาบไปทั้งตัว
“เอ็ง... สะดวกใจจะไปอยู่กับมัน ในฐานะเมียหรือไม่?" ดวงตาคู่โศกเบิกกว้าง ก่อนเสียงหวานจะสำล่ำสะลักท้วงในทันที
"ห...ให้คนอย่างฉัน... ไปเป็นเมียค...ใครนะจ๊ะ?"
"ถึงพวกฉันจะขึ้นชื่อว่าเป็นโจรช่วยเหลือชาวบ้าน แต่โจรก็คือโจร ถ้าส่งเข้าไปในชุมโจรทั้งอย่างนี้ เอ็งอาจจะถูกคนอื่นรังแกเอาได้ แต่หากอยู่ในฐานะเมียของมัน อำนาจของมันก็จะช่วยปกป้องเอ็งได้ ฉันรับรองว่าถึงนิสัยมันจะใช้ไม่ได้ไปหน่อย แต่ขึ้นชื่อระดับไอ้กาฬมันแล้ว ใครหน้าไหนก็ไม่มีวันได้รังแกคนของมันเด็ดขาด" เติงย้ำเสียงหนักแน่น ให้คำอินนิ่งจมอยู่กับความสับสนในใจที่กู่ร้องดังระงม
เป็นเมียใครสักคนงั้นหรือ? คำอินไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้เพราะที่ผ่านมา เขาต้องคอยเกลือกกลั้วแต่กับพวกต่ำทราม คำอินจึงไม่เคยนึกสนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อะไรแบบนั้นเลย ทว่าเมื่อมองสภาพตนเองที่เป็นเพียงโกสุมต่ำต้อย หนำซ้ำยังมีรอยแผลเป็นเด่นหราบนใบหน้าเช่นนี้
การได้รับการยอมรับในฐานะเมียของชายผู้มีอำนาจคุ้มกะลาหัว ย่อมต้องดีกว่าการเร่ร่อนกลับไปสู่ขุมนรกเดิมที่รอคอยอยู่เป็นไหน ๆ ไม่ใช่หรือ...
"ฉ... ฉันเป็นเพียงคนมีตำหนิ เขาจะยอมรับฉันหรือจ๊ะ..." เด็กหนุ่มเปร่งถามเสียงสั่น
"ฮะๆๆ เรื่องนั้น ฉันจะจัดการเอง ขอแค่เอ็งเต็มใจก็พอ"
เมื่อข้อตกลงอันแสนประหลาดนั้นสิ้นสุดลงด้วยความยินยอมของคำอิน เสือเติงก็ไม่รอช้าที่จะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เขาสั่งการให้ลูกน้องคนสนิทรีบไปเตรียมม้าและจัดหาเสบียงให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะพาคำอินเลี่ยงออกไปพักยังเรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ในมุมสงบเงียบเพื่อความปลอดภัย
เมื่อกลับออกมาจากการชำระกาย ร่างสูงโปร่งในชุดผ้าฝ้ายสีสะอาดสะอ้านชุดใหม่ที่คนของเติงเพิ่งจัดหามาให้ก็ดูแปลกตาไปถนัดใจ อาจเพราะมันช่วยขับผิวที่ซีดเซียวของเจ้าตัวให้ดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างฉะนั้นเอง
แม้บนใบหน้าจะยังมีรอยบากอยู่ ทว่าดวงตาคู่เศร้าที่เคยหม่นแสงก็ดูจะเริ่มมีแววคประกายขึ้นมาบ้างแล้ว เสือเติงที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูอยู่ด้านหลังลอบมองภาพเด็กหนุ่มคนนั้นผ่านเงากระจก ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลางภาวนาในใจว่าขอแค่ให้มันเห็นแก่หน้าเขา...
อย่าได้รังเกียจเดียดฉันท์เด็กคนนี้เลย เขาก็คงจะได้หมดห่วงในหนี้ชีวิตที่ติดค้างคำอินไว้เสียที
อาทิตย์อุทัยทอแสงสีแสดอาบทาบไปตามเชิงทิวเขาที่สลับซับซ้อนกัน พอขบวนเดินทางของเสือเติงเริ่มมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตป่ารอยต่อชายแดนไทย...ลาว บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนจากทุ่งราบ เป็นป่าดิบชื้นที่หนาทึบ
แมกไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมจนแสงแดดแทบจะส่องไม่ถึงพื้นดิน เสียงนกป่าหวีดร้องรับส่งกันดังก้องไปทั่วหุบเขาที่คดเคี้ยวสลับซ้อนจนน่าเวียนหัว ผู้โดยสารอย่างคำอินนั่งเกร็งอยู่บนหลังม้าโดยมีลูกน้องของเติงคุมม้าให้มาตลอดทั้งเส้นทาง
ดวงตาคู่โศกภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีสะอาดก็คอยลอบมองเส้นทางที่ดูเหมือนยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งดิ่งลึกเข้าสู่ใจกลางพงไพร สถานที่อันเป็นที่ตั้งลับของค่ายโจรทิศบูรพาที่เสือเติงว่า แบบนี้คงไม่มีใครหน้าไหนหาเจอได้ หากคนในไม่นำทางให้
ตลอดระยะเวลาที่รอนแรมกันมา เสือเติงก็ไม่ได้ห่างไปไหนไกล มักจะควบม้ามาขนาบข้าง พลางพูดย้ำถึงกิตติศัพท์ความเก่งกาจของน้องชายร่วมสาบานอยู่ไม่ขาดปากซ้ำ ๆ เพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มนึกกังวลไปมากกว่าที่เป็นอยู่
"...พอเธอได้เจอมันตัวเป็น ๆ ก็คงจะเห็นด้วยกับที่ฉันว่ามันดุเหมือนชื่อ เหมือนหน้ามันนั่นล่ะ แต่ถึงกระนั้น เธอก็อย่าได้กลัวไปเลย คำอิน ขอเพียงเธอจริงใจต่อมัน มันก็จะคุ้มครองเธอจนถึงที่สุด" เขาว่า พลางใช้มือตบไหล่พยศของม้าให้สงบลง คำอินก็ขานรับแผ่วเบา แม้จะรู้สึกหวาดระแวงอย่างห้ามไม่อยู่ก็เถอะ
เมื่อขบวนม้าเลี้ยวผ่านช่องเขาแคบ ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คำอินต้องเบิกตากว้างเพราะมันคือชุมชนขนาดย่อมที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา มีเรือนไม้ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางลานกว้างใจกลางค่าย กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำกำลังซ้อมอาวุธทั้งดาบและปืนอย่างแข็งขัน
สายตาหลายสิบคู่ต่างพากันหยุดชะงักและจับจ้องมายังผู้มาใหม่อย่างใคร่รู้ โดยเฉพาะร่างล่ำสันบนหลังม้าตัวหนึ่งที่ปกปิดใบหน้าไว้เสียมิดชิด จนความเงียบงันเข้าปกคลุมลานฝึกไว้ชั่วขณะ ให้มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าที่ก้าวเดินมุ่งตรงมาตามทาง
เสือเติงบังคับม้าให้หยุดสนิท ก่อนเจ้าตัวจะกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลุดหัวเราะก้อง พลางส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของไอ้น้องชายร่วมสาบานตัวดีที่จนตอนนี้ก็ยังไม่ยอมปรากฏตัวออกมาต้อนรับ
"ไอ้กาฬ มึงไม่คิดจะโผล่หัวออกมาต้อนรับพี่กับเมียมึงเสียหน่อยรึ"
"..."
"มึงนี่มันเหลือเกินเสียจริง ใจคอจะรั้นกับกูให้ถึงที่สุดเชียวหรือ"
เด็กหนุ่มที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่บนหลังม้าได้แต่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง เขาไม่รู้ว่าเสือเติงกำลังพูดอยู่กับใครเพราะตรงหน้ามีชายอยู่นับร้อยชีวิต
ไม่มีเสียงตอบกลับของเติง จนกระทั่งเจ้าตัวเดินมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากม้าของคำอินนัก เสือจากแดนเหนือก้มลงหยิบหินก้อนเล็ก ๆ ที่พื้นขึ้นมาคลำเล่นอยู่ครู่ แล้วจู่ ๆ ก็ขว้างมันตรงไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนเบียดเสียดออกันอยู่เบื้องหน้า จนชายเหล่านั้นตกใจผละหนีออกไปคนละทิศละทาง
เปิดช่องให้ร่างกำยำของชายคนหนึ่งที่ยืนกอดอกนิ่งสนิท ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ตรงกลางปรากฏชัด
คำอินลอบสบตากับเขาได้เพียงวูบเดียวก็ต้องรีบหลบสายตาหนีด้วยความหวาดกลัว
"ยังจะยืนนิ่งอยู่อีก ทำไมมึงไม่มารับเมียมึงลงเสียล่ะ?" เติงเอ่ยสำทับ พลางพยักพเยิดมาทางเด็กหนุ่มที่ไม่รู้วิธีขึ้นลงม้า
"กูไม่มีเมีย!" ตอนนั้นเองที่ชายซึ่งดูเด็กกว่าเติงประมาณหนึ่ง สวนกลับไปทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดนั้นแสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง
"อีกเดี๋ยวมึงก็มีเองนั่นแหละ" เรียกให้เสือร้ายต้องสวนกลับกลั้วหัวเราะหยอกเย้าจนอีกฝ่ายหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม
“พ...พี่จ๊ะ ช่วยฉันลงหน่อยได้ไหมจ๊ะ คือฉั.......”
คำอินเห็นท่าไม่ดี บรรยากาศมันก็เริ่มอึดอัดจนเขาทำตัวไม่ถูกจึงได้พยายามหันไปขอความช่วยเหลือจากลูกน้องของเสือเติงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้ช่วยพยุงตนลงจากหลังม้าเสียที
ทว่ากลับไม่มีใครกล้าขยับกายเข้ามาใกล้แม้แต่คนเดียว ทุกคนต่างก็เกรงใจคำสั่งของเสือเติงที่ประกาศออกไปแล้วว่าให้ชายคนนั้นเป็นคนจัดการ
เจ้าของใบหน้าพริ้มเพราเลยต้องเริ่มขยับตัวยุกยิกไปมาด้วยความกระวนกระวาย จนใจจนต้องโน้มตัวลงกระซิบกับเสือเติงที่ยืนอยู่ข้างม้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"คุณท่านจ๊ะ... ช่วยฉันลงไปได้ไหมจ๊ะ ฉันว่า......" ทว่าเสือเติงเองก็ไม่สนใจคำขอร้องนั้นเช่นกัน ตะโกนแทรกเสียงดังลั่นไปทั่วลานฝึก
"มึงไม่ได้ยินหรือไง? เมียมึงเขาจะลงจากม้าแล้ว จะมัวยืนนิ่งอยู่ทำไม... ไอ้เสือกาฬ!"
เป็นตอนนั้นเองที่คำอินชาวาบไปทั้งตัว ได้ยินชื่อของชายผู้ที่จะมาเป็นสามีอย่างเต็มหูชัด ๆ เป็นครั้งแรกก็ตอนนี้เอง
หลังจากยืนนิ่งจ้องตากับพี่ชายร่วมสาบานอยู่ครู่ใหญ่ หนุ่มเจ้าของสมญานามก็พลันถอนหายใจออกมารุนแรง สุดท้ายเขาก็จำต้องยอมให้พี่ชายร่วมสาบาน พาร่างสูงใหญ่เดินหน้าบูดบึ้งตรงดิ่งมาหาคำอินที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่บนหลังม้า ปากก็ก่นด่าไม่ขาดสายจนคนฟังใจเสีย
"แค่มาถึงก็เป็นภาระกูแล้ว เมียพ่อมึงสิ"
เติงหัวเราะหึ ๆ ในลำคออย่างชอบใจที่ยั่วโมโหเด็กหัวรั้นได้สำเร็จ สายตาก็มองตามร่างของกาฬที่มาหยุดยืนอยู่ข้างม้าของคำอินนั่ง
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา มือหนาเอื้อมขึ้นมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวแล้วออกแรงกระชาก หวังจะให้คนบนหลังม้าลงมาเสียที จนคำอินตาเบิกกว้างด้วยความเจ็บจนหน้าเสีย
"จะให้กูแห่นางแมวเชิญมึงลงมารึไง น่ารำคาญฉิบหาย"
