บทที่ 8 เสือกาฬยอมผูกข้อไม้ข้อมือ

"เบามือหน่อย ไอ้กาฬ..." เสือรุ่นพี่แกล้งเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงแววข่มขวัญชัด

"ถ้าคำอินได้แผลขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว กูกระทืบมึงจมดินแน่" คนโดนตำหนิชะงักมือลงทันควัน ไม่วายตีหน้าตาย เลิกคิ้วสวนพี่ชายร่วมสาบานอย่างท้าทาย

"หึ... นี่กูต้องกลัวมึงด้วยรึพี่?"

"ฮะๆๆ ถ้าจะมึงขนาดนั้นไม่ต้องเรียกกูว่าพี่หรอก"

เพียงเท่านั้น เติงพลันระเบิดเสียงหัวเราะร่าออกมาอีกครั้ง ทว่าแม้จะตอบไปอย่างหัวรั้น แต่กาฬก็ยังแอบผ่อนแรงที่จับข้อมือเรียวลงอยู่ดี ก่อนจะตวัดตาคมกริบจ้องมองใบหน้าใต้ผ้าคลุมของคำอินแล้วตะโกนใส่เสียงดังลั่นจนคนฟังสะดุ้งสุดตัว

"มึงก็ลงมาสักทีสิวะ นั่งนิ่งให้กูโดนด่าอยู่ได้ หรือต้องให้กูอุ้มลงมาประเคนถึงพื้นหรือไง!"

ด้านเด็กหนุ่มได้ยินดังนั้น ตกใจจนลนลานรีบตะเกียกตะกาย พยายามจะลงจากหลังม้าสูง ด้วยท่าทางทุกลักทุเล ทว่าเพราะความรีบร้อนและแข้งขาที่อ่อนแรงเป็นทุนเดิมก็ทำให้คำอินก้าวพลาดจนร่างเสียหลักถลาเข้าใส่ตัวเสือกาฬอย่างจัง

“อ๊ะ...!” โชคดีที่ชายหนุ่มเอื้อมแขนออกมารับร่างนั้นไว้ได้ทันตามสัญชาตญาณ แม้สีหน้าจะดูไม่สมอารมณ์และรังเกียจเดียดฉันท์เพียงใดก็ตาม

"เห็นพวกมึงเข้ากันได้ดีเช่นนี้... กูก็เบาใจ" 

ภาพนั้นถูกอกถูกใจชายอีกคนที่เดินเลี่ยงออกไปมากเหลือเกินจนต้องออกปากแซวทิ้งท้าย กาฬได้ยินเข้าก็กัดฟันกรอดอย่างนึกฉุน รีบผละมือออกจากร่างของคำอินในทันทีจนเด็กหนุ่มที่ยังทรงตัวไม่ได้ล้มลงไปกองกับพื้นดินอย่างแรง

"อ๊ะ...!" เสียงหวานหลุดแผ่ว ทว่าเสือกาฬก็หาได้แยแสไม่ เจ้าตัวฮึดฮัดรีบหมุนตัว เดินจ้ำอ่าวตามหลังพี่ชายร่วมสาบานไป ปากก็โพล่งออกมาเสียงแข็งจนนกป่ายังสะดุ้ง 

"มึงเอามันมาจากไหน เอาไปคืนที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย ในจดหมายกูก็พูดชัดแล้วว่ากูไม่อยากได้มันมาเป็นเมีย!"

เสือเติงทำตัวไม่รู้ร้อนหนาว หยุดเดินเพื่อรับน้ำจากลูกน้องของเสือเจ้าบ้านที่กุลีกุจอกันเข้ามาแสดงความเคารพใหญ่โต ใบหน้าคมเข้มก็ฉายแววระรื่น พลางกระตุกยิ้มกวนโทสะ 

"กูไม่ได้ถามความเห็นมึงเสียหน่อยไอ้กาฬ กูแค่บอก" ตอบไปหน้าตาย ก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่จนคนมองยิ่งฉุนเฉียว

"อะไรวะเอาอีตัวมาให้กูเพื่อ?! คิดว่ากูหาเองไม่ได้แล้วหรือไง ไม่รู้ล่ะจะเอามันไปให้หมาที่ไหนก็ไป ให้ไอ้พลมันก็ได้" 

เติงสวนกลับทันควัน "กูก็พามาให้หมาแล้วนี่ไง... เห็นว่ามันกำลังเป็นบ้าอยู่เสียด้วย"

"กูเป็นเสือไม่ใช่หมา"

"ก็นึกว่าใช่ ตั้งแต่มาเห็นเห่าไม่หยุด"

สิ้นคำจิกกัดนั้น ไอ้พลลูกสมุนคนโปรดของกาฬกับลูกน้องอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ ยังถึงกับต้องสำลักน้ำลาย เกือบจะหลุดขำกันออกมาเลยไม่วายโดนสายตาคาดโทษของเจ้านายตวัดมองจนต้องรีบก้มหน้าหลบตา

"คิดเสียว่าเห็นแก่กูเถิดไอ้กาฬเอ๊ย อย่างน้อย ๆ ก็ให้ที่หลับนอน ให้ข้าวน้ำเขาได้อยู่สบายเพื่อกูไม่ได้รึ"

 เสือจากแดนเหนือทิ้งลายยียวน ให้บทสนทนาจริงจังขึ้น สายตามองผ่านไปยังเด็กหนุ่มน่าสงสารที่ยืนตัวสั่นระริกอยู่เบื้องหลังน้องชาย

"หากวันนั้นไม่ได้คำอินช่วยกูไว้ พี่ชายร่วมสาบานคนนี้ของมึงคงไปนอนตายอยู่ใต้ตีนไอ้พวกยุ่นกับหลวงแล้ว"

"..."

"ถ้ามึงยังเห็นว่ากูเป็นพี่ ก็รับมันเป็นเมีย แต่ถ้าไม่เห็นหัวพี่มึงคนนี้แล้ว ก็บอกมาเดี๋ยวกูพาคำอินไปกับกูเอง"

ครานี้เสือกาฬไม่ได้โต้ตอบอะไรถึงกับใบ้กิน ใบหน้าคมดุยังคงนิ่วหน้าแสดงความไม่ยินดีก็จริง แต่ต่อให้ในอกจะหงุดหงิดพลุ่งพล่านเพียงไร ทว่าเขาก็เป็นเสือที่ยึดถือคุณธรรมและกตัญญูต่อบุญคุณยิ่งชีพไม่แพ้เสือเติง อีกทั้งใจจริงก็ไม่อยากจะขัดคำสั่งพี่ชายที่เคารพรัก เลยได้เพียงสบถคำหยาบคายออกมาด้วยความหัวเสีย 

“ระยำจริง ๆ เวรเอ๊ย” ก่อนจะสะบัดตัวหันกลับไปกระชากแขนคำอินที่ยืนงันอยู่ในทันจนร่างโปร่งแทบถลา 

"เห้ย มึงน่ะจำไว้กูไม่ได้อยากได้เมียแบบมึง อย่าคิดหาทางปล้ำกูเด็ดขาด ไม่งั้นเจอตีน" คนปากเก่งตะคอกใส่หน้าคนตัวเล็กกว่าจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง

"จ้ะ"

"แล้วก็ห้ามมาร้องขอความรักหรือความเมตตาโง่ ๆ จากกูเป็นอันขาด อยู่ไปให้เหมือนธาตุอากาศ อย่าให้กูรำคาญใจที่ต้องมาทนเห็นมึงในค่ายกูเชียว" 

หัวกลม ๆ นั่นทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้ ก่อนเสือกาฬจะสะบัดแขนทิ้งอย่างไม่ใยดี เดินฉับ ๆ จากไป ทิ้งให้คำอินยืนเคว้งคว้างท่ามกลางสายตาเยาะหยันของคนทั้งค่ายที่มองมา

ได้แต่ทอดถอนใจพร้อมน้ำตาที่คลอกหน่วงแต่ก้กลั้นไว้ได้ เขาเพียงก้มหน้าไม่ให้ใครเห็น เมื่อประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่าชีวิตใหม่ที่ตนเคยหวังอยู่เสี้ยวว่ามันจะร่มเย็น และเป็นสุข... กลับต้องเริ่มต้นด้วยการถูกชายว่าที่สามีตราหน้าว่าเป็นสิ่งของไร้ค่า เป็นเพียงภาระที่จำใจต้องแบกรับไว้ด้วยความจำนนเสียได้

ศึกปากเสียงระหว่างเสือสองพี่น้องร่วมสาบานสิ้นสุดลง เจ้าบ้านอย่างกาฬก็สะบัดตัวเดินนำลูกน้องไปจัดแจงที่พักให้เสือเติงและกลุ่มชายฉกรรจ์ผู้ติดตามเพื่อเตรียมรับศึกหนักในงานมงคลที่กำลังจะจัดขึ้นอย่างปุบปับเช้าวันรุ่งขึ้นนี้ ซึ่งก็ไม่พ้นเป็นคำสั่งของเติงอีกเช่นเคย

ส่วนเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่นน่ะ ถูกว่าที่สามีกำชับลูกน้องให้คุมตัวแยกออกมามุ่งหน้าสู่เรือนไม้หลังใหญ่ของเจ้าตัวเองที่ตั้งปลีกวิเวกอยู่ท้ายค่ายเพื่อตัดรำคาญไม่ให้ใครไปวุ่นวายกับเมียที่ถูกยัดเยียดมาผู้นี้ได้

เมื่อถึงที่หมาย ลูกน้องของเสือกาฬก็หยุดกึกลงหน้าประตู 

"พี่กาฬแกสั่งไว้... ให้เอ็งเข้าไปปัดกวาดเช็ดถู จัดเตรียมที่หลับที่นอนให้เรียบร้อยก่อนค่ำนี้ อย่าให้มีฝุ่นผ่านตาแกเชียว" ชายฉกรรจ์ผู้นั้นย้ำคำสั่งห้วนสั้น โดยไม่คิดจะถามไถ่ถึงสุขภาพหรือความเหนื่อยยากจากการรอนแรมข้ามป่าของคนตัวเล็กเลยสักคำ

พอเหลืออยู่ตัวลำพัง คำอินจึงได้ฤกษ์ก้าวเข้าไปสำรวจภายใน เรือนนี้กว้างขวางและสะดวกสบายจริง แต่ดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่มานาน ในห้องใหญ่ที่สุดซึ่งคำอินขาดว่าเป็นห้องนอนก็ดูว่างเปล่าและเงียบเหงาเหลือเกิน หากไม่มีร่องรอยของร่างเสือกาฬที่นอนอยู่บนฟูกฝั่งหนึ่งทุก ๆ วัน คำอินคงคิดว่ามันเป็นเรือนร้างไปแล้ว

ดูท่าเจ้าของเรือน คงไม่เคยให้ใครย่างกรายเข้ามาสัมผัสพื้นที่ส่วนตัวนี้ นอกจากคำอินมาก่อนเลยแล้วเพราะยิ่งคิดเช่นนั้นเอง เด็กหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะต้องพ่นลมหายใจออกมา

สำหรับชายคนนั้น เขาเองก็คงเป็นตัวภาระอย่างที่ถูกด่าจริง ๆ 

"เอาเถอะ... อย่างน้อยที่นี่ก็ยังดีกว่าที่เดิมหลายเท่า" ริมฝีปากสวยขยับขึ้นลงตามรูปประโยค พูดก็เพื่อปลอบประโลมตนเองเรียกขวัญและกำลังใจที่เตลิดไปให้กลับคืนมา มือเรียวซีดที่สั่นเทาค่อย ๆ วางห่อข้าวของและผ้าลงบนพื้น

ยังไงก็กลับคำพูดที่ให้กับเสือเติงไม่ได้แล้ว เขาในฐานะภรรยาของเสือกาฬ จะยอมอดทนกับทุกอย่าง จะเป็นทั้งข้ารับใช้หรืออะไรก็ตาม สุดแล้วแต่ใจชายคนนั้นจะต้องการให้เขาเป็น

คำอินจะต้องพิสูจน์ให้พยัคฆ์ร้ายอย่างกาฬเห็นว่าตนไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตเป็นภาระที่ของเขา ความตั้งใจจริงและความพากเพียรของเขา จะช่วยบรรเทาความเกลียดชังในใจชายผู้เป็นสามีให้ลดทอนลงได้บ้าง... สักวันหนึ่ง

แสงเงินแสงทองทอจับขอบฟ้าเหนือยอดแมกไม้ใหญ่ใจกลางพงไพร พื้นที่ลานกว้างหน้าเรือนใหญ่กองโจรประจำทิศบูรพาก็ถูกปัดกวาดและวางอาสนะเรียบง่าย จัดเตรียมให้เป็นสถานที่ทำพิธีแต่งงานเล็ก ๆ ตามความต้องการของเสือเติง ตั้งแต่ตะวันยังไม่ฉาย

ทว่าได้ชื่อว่าเป็นวันมงคลทั้งที แต่บรรยากาศกลับไม่สมชื่อเอาเสียเลย

จะเป็นเพราะใครไปได้เล่า หากไม่ใช่ว่าที่เจ้าบ่าวที่จะได้เป็นเต็มตัวในอีกไม่กี่อึดใจหน้าอย่างเสือกาฬ บัดนี้เจ้าเสือร้ายนั่งขัดสมาธิอยู่ในชุดผ้าฝ้ายพื้นเมืองสีเข้ม ตัดกับผิวพรรณขรึมขราม ใบหน้าคมดุบึ้งตึงถึงขีดสุด ตั้งแต่ปรากฏตัวขึ้นจนไม่มีใครกล้าสบตา แสดงออกชัดเจนว่าเขากำลังสะกดกลั้นความโกรธขึ้งที่ถูกพี่ชายร่วมสาบานบังคับให้รับเอาคนที่เขาไม่ต้องการ มาเป็นเมียเคียงกาย

ข้างกายของพยัคฆ์ร้าย ยังคงเป็นคำอินภายใต้เสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านนั่งพับเพียบอยู่อย่างประหม่าและเจียมตัวที่สุด แม้จะยังสั่นเทาอยู่เล็กน้อยเป็นระยะ แผลบากหน้าถูกปิดไว้ด้วยผ้าแถบลูกไม้ขาว แต่ก็ไม่อาจปิดซ่อนสายตาดูแคลนของเหล่าลูกน้องเสือกาฬและชาวบ้านที่ยืนรายล้อมได้

เสียงซุบซิบหัวเราะเยาะยังดังเข้าหูเขาอยู่เรื่อย เกี่ยวกับหัวหน้าโจรผู้เกรียงไกรที่ต้องมาตกล่องปล่องชิ้นกับโสเภณีหน้าบากจากซ่องโคมแดง หนำซ้ำเมื่อวานนี้หลังจากถูกแยกตัวไปยังเรือนพัก คำอินก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเสือกาฬเลยจนกระทั่งเช้านี้

เขายังแอบได้ยินลูกน้องของเสือเติงคุยกันว่าเสือกาฬเลือกที่จะไปนอนเบียดเสียดกับพวกสมุนที่เรือนย่อย แทนที่จะกลับมายังเรือนส่วนตัว มันก็ยิ่งตอกย้ำให้คำอินรู้ซึ้งถึงความรังเกียจอีกฝ่ายมีต่อเขาเข้าไปใหญ่

ขั้นตอนสำคัญของพิธีดำเนินมาถึงช่วงที่บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในค่ายนี้จะขยับเข้ามาร่วมอวยพรชีวิตคู่ให้บ่าวสาว ผูกข้อไม้ข้อมือด้วยด้ายสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์ ประกาศความเป็นสามี ภรรยาต่อหน้าสักขีพยานนับร้อย 

“บัดซบเสียจริง...” 

ผ่านไปไม่ทันไร เจ้าบ่าวเต็มตัวพลันถอนหายใจทิ้งอย่างไม่คิดจะปิดบังความรำคาญใจ เขาจำใจต้องยื่นมือหนาไปคว้าข้อมือเรียวของคำอินขึ้นมา สัมผัสนั้นช่างกระด้างและไร้ซึ่งความอ่อนโยน แรงก็ออกจะหนักหน่วงจนคำอินเจ็บแปลบ 

ทว่าพยัคฆ์ร้ายหาได้นำพา หยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมาพันรอบข้อมือของคนข้างกายอย่างลวก ๆ กิริยาอาการเร่งรีบ ราวกับต้องการให้พิธีกรรมที่น่าสมเพชนี้จบสิ้นลงไปโดยเร็วที่สุด

“ถ้าไม่ใช่เพราะพี่เติง... อย่าได้หวังเลยมึง” ซ้ำยังไม่วาย อาศัยจังหวะที่โน้มกายลงมาผูกปมด้าย กระซิบคำไม่น่าฟังลอดไรฟันให้ได้ยินกันเพียงสองคน เป็นแน่ว่ามันก่อความขมขื่นให้แล่นริ้วไปทั่วอกคนฟัง ทว่าสิ่งที่เสือกาฬคาดหวังจะเห็นกลับไม่ปรากฏ 

“จ้ะ” 

'อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะนะคุณเสือกาฬ ขอแค่มีที่ให้กินอยู่หลับนอนปลอดภัย ไม่ต้องทนเจ็บรองรับอารมณ์ใครก็พอแล้ว'

คำอินไม่ได้สะดุ้งขลาดกลัว หรือแสดงอาการลนลานร้องไห้ออกมาอย่างที่เป็นเมื่อวานอีกแล้ว

เพียงชั่วคืนผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวจะกลับกลายเป็นนั่งนิ่งเฉยได้ถึงเพียงนี้ ราวกับไม่ได้เพิ่งจะน้ำตาคลอแค่เพราะถูกเขาตะคอกใส่เมื่อวานไปได้

ดวงตาคู่โศกที่ผ่านการถูกย่ำยีมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งชีวิต จ้องตอบกลับไปอย่างสงบเงียบ แววตานั้นว่างเปล่าเสียจนคนขู่ดันเป็นฝ่ายชะงักเสียเอง

เมื่อปมสุดท้ายถูกผูกจนเสร็จ กาฬก็ไม่คิดประวิงเวลา สะบัดข้อมือของคู่ชีวิตทิ้ง ผุดลุกขึ้นแล้วเดินหนีไปสมทบกับกลุ่มลูกน้องที่ลานด้านล่าง คว้าจอกเหล้าขึ้นกระดกดับความหงุดหงิดพลุ่งพล่านในอกโดยไม่หันกลับมามองคนข้างกายแม้แต่หางตา ไม่รอให้พิธีการสมบูรณ์ครบถ้วนด้วยซ้ำ

ทิ้งคำอินให้นั่งอยู่บนอาสนะเพียงลำพัง พร้อมเส้นด้ายสีขาวที่ผูกไว้หยาบ ๆ ดูบิดเบี้ยวไม่เป็นระเบียบประหนึ่งโชคชะตาที่ขีดเขียนมาให้เขาต้องพบเจอแต่ความขมขื่น

เขาก็ไม่ได้คาดหวังความรักที่หวานชื่น หรือการต้อนรับที่อบอุ่นจากชายผู้นั้นอยู่แล้ว สำหรับคนที่เคยผ่านนรกบนดินมานับแรมปี ความรักมันก็ยังเป็นได้เพียงสิ่งเพ้อฝันที่ไกลตัวเกินกว่าคำอินจะไขว่คว้าอยู่ดี ใครอยากจะนินทาหรือดูแคลนอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจเถิด...

อาทิตย์อัสดงสาดแสงสีส้มจัดอาบทั่วค่ายทิศบูรพา ทิ้งไว้เพียงเงามืดที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา พร้อมกลิ่นสุราพื้นบ้านที่โชยคลุ้ง เสือกาฬยังนั่งร่วมอยู่ในวงเหล้า แม้ท่าทางจะเริ่มมึนตึงจากฤทธิ์น้ำเมาที่ซดเอา ๆ อย่างหนักหน่วงมาพักใหญ่

นัยน์ตาคมไม่ละไปจากร่างของคำอินที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ในวงเหล้าของเสือเติง ด้วยความรำคาญใจยิ่งกว่าช่วงเช้า เพราะท่าทางนิ่งเฉยของคำอินนั่นปะไรที่กลับทำให้กาฬรู้สึกเดือดดาลอย่างน่าประหลาด ราวกับเขาเป็นฝ่ายแพ้ที่ยั่วโมโหอีกฝ่ายไม่สำเร็จเสียอย่างนั้น

ครั้นสบโอกาสเห็นว่าเติงปลีกตัวออกไปยืนสูบยาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพียงลำพัง เสือกาฬจึงไม่รอช้า ขยับกายลุกขึ้นเดินตามไปหาพี่ชายร่วมสาบานในทันที โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง 

“หากพี่จะเอ็นดูมันปานนั้น ทำไมไม่แต่งมันเป็นเมียพี่เสียเองล่ะ?” 

พอเข้าถึงตัวก็โพล่งถามออกไปโต้ง ๆ ด้วยความขุ่นเคืองทันที เสือเติงได้ยินดังนั้นก็เป็นต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ พลางสบมองใบหน้าน้องชายที่บูดบึ้งมาทั้งวัน 

“ฮะๆๆ อายุกูปูนนี้แล้ว จะให้ไปคิดเรื่องทุเรศกับเด็กอย่างคำอินมันได้อย่างไร... กูเอ็นดูมันเป็นน้องชาย ไม่ต่างจากที่เอ็นดูมึงนั่นแหละ”

“เด็กกว่ามัน ฉันก็เห็นพี่เคยมาแล้วแท้ ๆ” ทว่าคนหัวรั้นกลับสวนทันควันอย่างรู้ทัน 

“มึงนี่มันรู้มากเสียจริงนะ... กูไม่ค่อยสันทัดโกสุมหน้าหวานคมเสียเท่าไหร่หรอก...” 

เติงหัวเราะร่าพลางส่ายหน้า ก่อนจะเว้นจังหวะ เพยิดหน้าไปยังร่างเล็กกว่าที่นั่งอยู่อีกทาง กลั้วยิ้มเจ้าเล่ห์

“แต่กูรู้ว่ามันมีคนแถวนี้สันทัดนัก เลยดั้นด้นพามาให้จนได้ไงล่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป