บทที่ 9 คำอินเข้าหอคืนแรก

คนฟังฉุนกึกจนหน้าแดงก่ำ ปากสวนกลับทันทีด้วยท่าทีปั้นปึ่ง 

“พี่อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ หน่อยเลย ฉันน่ะรึจะไปพิศวาสอะไรแบบนั้น?!” ชายโตกว่ายิ้มอ่อน แววตาเริ่มตึงเข้มขึ้น ยามทอดมองไปยังแสงโคมราง ๆ

“คำอินน่ะ ชีวิตลำบากนักนะ... กูให้คนไปสืบความจากนายแม่ที่ซ่องมา ถึงได้รู้ว่าเด็กคนนี้มันถูกบังคับเอามาขายโดยไม่เต็มใจ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ แต่ถึงชีวิตจะยับเยินปานนั้นก็ยังคิดดี ทำดี ยังมีจิตใจจะช่วยเหลือผู้อื่น”

“หึ...” กาฬแค่นหัวเราะขัดขึ้นอย่างไม่เชื่อถือ “ไม่ใช่ว่ามันรู้ว่าพี่เป็นใคร ถึงได้ทำดีหวังผลแต่แรกหรอกหรือ?!”

“จะเพราะเป็นคนดีจริงหรือหวังผล กูไม่สนหรอก” เสือจากแดนเหนือตอบ ตาก็สบกับน้องชายร่วมสาบาน ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 “ยังไงกูก็ต้องตอบแทนคำอินให้ได้ แล้วถ้ามึงยังเห็นว่ากูเป็นพี่ ก็อย่าขัดใจกู”

เสือกาฬไม่ได้ตอบคำใด ยอมปล่อยให้ความเงียบปกคลุมระหว่างเขาและชายอีกคนไว้ชั่วขณะ กระทั่งเติงทิ้งบุหรี่ในมือลงแล้วเอ่ยฝากฝังเป็นครั้งสุดท้ายจนจอมโจรหนุ่มต้องนิ่วหน้าอย่างอึดอัดใจ

“ดูอะดูให้ได้ ถึงจะให้มันมาเป็นเมีย แต่รู้ไว้เลยนะความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้”

“เออๆ ดูแลคำอินดีๆ แทนกูหน่อยละกัน ส่วนจะรักหรือจะร่วมหอไหมอันนั้นกูไม่ยุ่ง พอใจมึงรึยัง หึหึ”

ตะวันลับขอบฟ้าไปพร้อมกับความรื่นเริงจอมปลอมที่มอดดับลง ถึงคราวสองร่างคู่ข้าวใหม่ปลามันต้องเข้าพิธีสำคัญนั่นคือการร่วมหอ หากว่ากันตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา เวลานี้ควรเป็นช่วงเวลาอันแสนชื่นมื่น เป็นนาทีทองให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่รักใคร่ชอบพอกันได้ลงกลอนปิดห้องหอเพื่อรื่นรมย์กับรสรักให้สมกับที่รอคอยมานานแสนนาน

ทว่า...

“เจริญล่ะกู ต้องมารับหน้าที่เลี้ยงดูผู้ใหญ่ที่โตเป็นควาย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ขณะฟึดฟัดปลดเปลื้องเสื้อออกจากกาย

สำหรับคู่นี้กลับไร้ซึ่งความเหนียมอาย ไร้ซึ่งสายตาหวานซึ้งที่ควรจะสบประสาน ดูผิดระเบียบธรรมเนียมไปเสียหมดทุกอย่าง

ร่างกำยำเดินจ้ำนำขึ้นมาบนเรือนพักส่วนตัว มึนตึงจากฤทธิ์เหล้าและความหงุดหงิดใจที่ต้องรับภาระซึ่งตนไม่ได้ก่อ โดยมีคำอินเดินตามหลังเข้ามาอย่างประหม่า

มือเรียวกำแน่นแนบข้างลำตัวด้วยความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พื้นไม้ที่เพิ่งขัดทำความสะอาดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะก้าวเดิน ยิ่งเน้นย้ำความเงียบสงัดผิดวิสัยคู่แต่งงานใหม่ให้ชัดแจ้งจนน่าละอาย

เสือกาฬที่ท่อนบนเปลือยเปล่าเหวี่ยงตัวลงนั่งบนเตียงไม้หนาหนัก สายตาคมลอบมองสำรวจห้องนอนตัวเองที่อยู่ดี ๆ กลับต้องกลายเป็นห้องหอรับเมียที่เขาไม่เคยนึกอยากได้ ก่อนจะสบถพึมพำกับโชคชะตาที่ลิขิตให้เขาต้องมาซวยเรื่องไม่ใช่เรื่อง

ฟลุบ!

เป็นตอนนั้นที่เขาปาเสื้อในมือใส่หน้าคำอินซึ่งยืนนิ่งอยู่อีกมุมไปอย่างจัง

"พรุ่งนี้หลังเสือเติงไปแล้ว จะไม่มีใครมาคอยคุ้มหัวมึงอีกแน่!"

"เอ่อ...ขอนอนตรงนี้ได้ไหม?"

"จะบ้าเหรอ ไปนอนข้างนอก! แล้วก็อย่าถอดผ้าปิดหน้า กูไม่อยากเห็นหน้าอัปลักษณ์ของมึง เห็นแล้วจะอ้วก"

"ขอโทษจ้ะ"

"เออ รู้ตัวก็ดี เอามุ้งไปด้วย กูไม่อยากตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นหน้าหน้ามึงเป็นสิ่งแรก"

"แต่ยุงจะหามเอานะจ๊ะ"

"เรื่องของกูกับยุง อย่าเสือก!"

ปากก็ตวาดลั่นอย่างรุนแรงจนร่างโปร่งสะดุ้งสุดตัว ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนิ่วหน้า ชี้มือไล่ส่งคำอินให้ไปนอนบนพื้นไม้กระดานที่เย็นเฉียบด้านนอก แต่ก็ยังไม่วายอุตส่าห์ให้มุ้งติดมือไปด้วย

"แล้วอย่าถอดผ้าเชียวล่ะ กูไม่อยากเห็นหน้าอัปลักษณ์ของมึง"

คำอินพยักหน้ารับคำสั่งนั้นอย่างสั่นเทา เขายังเอาแต่ก้มหน้าหอบเอามุ้งไปกางด้านนอก

ร่างเล็กกว่าเอนกายลงนอนในความมืด มือเรียวกระชับผ้าปิด รอยแผลที่เขาได้มัน แลกกับอิสรภาพก็จริง แต่ดูเหมือนว่าในค่ายทิศบูรพาแห่งนี้ อิสรภาพของคำอิน จะมีค่าเพียงแค่การได้เป็นของเหลือเดนในสายตาพยัคฆ์ร้ายที่ไร้ซึ่งหัวใจเท่านั้น

เวลาล่วงเลยมาแล้วพักใหญ่

นับตั้งแต่ที่ในห้องหอนี้มีเสียงใด ๆ จากคู่บ่าวสาว หากแต่ภายในมุ้งขาวสะอาดก็ยังปรากฏร่างของจอมโจรมือฉมังอย่างกาฬที่นอนพลิกไปมาด้วยความกระฟัดกระเฟียด แม้เขาจะเป็นฝ่ายได้นอนบนฟูกหนาในที่ที่สะดวกสบายกว่า แต่ใจกลับไม่เป็นสุข

เสียงถอนหายใจ ระคนเสียงสบถด่าทอดังเล็ดลอดออกมาจากมุ้งเป็นระยะ บอกชัดถึงอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นไม่มอดดับ

“แม่เอ๊ย! ทำไมกูซวยงี้วะ ยุงแม่งก็บินวนข้างหูอยู่ได้ หงุดหงิดโว้ยยย”

เขาหงุดหงิดไอ้ความนิ่งเฉยแบบนั้นของคำอินที่ทำให้เขาไม่สามารถระบายความโกรธแค้นได้เต็มที่ ยิ่งอีกฝ่ายไม่เรียกร้อง ไม่ตีโพยตีพาย เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายแพ้ในการดวลประสาทครั้งนี้ สู้ให้มันโดนตวาดแล้วน้ำตาคลอใส่แบบเมื่อวานยังจะดีเสียกว่า

รู้ทั้งรู้ว่าคนคนนี้ก็เป็นเพียงเมียในนามที่ถูกยัดเยียดมาเท่านั้น เป็นเพียงสิ่งของมีตำหนิจากซ่องโคมแดงที่เขาไม่ควรให้ค่า ใด ๆ มันจะนิ่งเฉยต่อเขา หรือเป็นตายร้ายดีอย่างไร ย่อมไม่เชื่อเรื่องที่เขาควรใส่ใจ ทว่าความเงียบงันของใครอีกคนที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นไม้นั่น กลับรบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดทั้งคืน จนไม่ได้หลับอย่างสงบเสียที...

เช้าแรกหลังคืนเข้าหอ จะเป็นวันที่ผู้ชายทุกคนลืมไม่ลงไปชั่วชีวิต

เสือกาฬเริ่มเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ก็ยามที่แสงสีทองหม่นของรุ่งสางมันสาดผ่านรอยแตกของฝาเรือนไม้เข้ามา ทว่าสาเหตุที่เขาจะลืมวันนี้ไม่ลงจนตาย กลับไม่ใช่เพราะความรู้สึกซาบซ่าน แต่เป็นเพราะเขายังไม่ได้นอนหลับเต็มตาเลยสักชั่วโมงเดียวต่างหาก!

เขาพอจะได้ยินมาบ้างว่าปกติพวกเจ้าบ่าวใหม่มักจะตื่นตาตื่นใจจนนอนไม่หลับ แต่กรณีถูกจับคลุมถุงชนอย่างเขานี่นับรวมไปด้วยหรือ? 

ตัวเขาก็ไม่เคยตกล่องปล่องชิ้นกับใคร หนำซ้ำยังไม่เคยนึกฝันด้วยซ้ำว่าชาตินี้จะต้องเข้าพิธีแต่งงาน จึงไม่ค่อยรู้ความนักว่ารสชาติของชีวิตคู่นั้นมันจะขมขื่นได้ถึงเพียงนี้เชียว

หลังจากหลับ ๆ ตื่น ๆ มาทั้งคืนเพราะจิตใจว้าวุ่นจนหน่ายใจเต็มทน ร่างสูงใหญ่จึงได้ฤกษ์พลิกกายลุกขึ้นนั่ง พลางสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงจากฤทธิ์สุราที่ยังตกค้าง ก่อนสายตาคมดุจะตวัดผ่านมุ้งสีขาวสะอาดออกไปกระทบกับร่างกำยำแต่เล็กกว่าที่นอนคู้กายอยู่บนพื้นไม้เย็นเฉียบ

‘น่าสมเพชดีจริง ๆ กูลำบากอยู่ทั้งคืน แต่มึงดันหลับได้หน้าตาเฉย’

ยิ่งเห็นสภาพที่ดูน่าเวทนาของอีกฝ่าย กาฬกลับยิ่งพาลโกรธว่าเป็นเพราะคนผู้นี้แท้ ๆ ที่ทำให้เขากระสับกระส่ายจนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน! เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าของใบหน้าคมเข้มก็ถอนหายใจฟึดฟัดด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะแหวกมุ้งออกแล้วก้าวตรงไปหาใครอีกคนที่ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา โดยไม่ได้ล่วงรู้ถึงพายุที่กำลังคืบคลานเข้าหา

ร่างสูงหยุดยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของคำอินประหนึ่งมัจจุราช นัยน์ตาที่ปราศจากความเมตตาเหลือบไปเห็นเสื้อของตนเมื่อคืนนี้ถูกพับไว้อย่างประณีตวางอยู่ข้างตัวเด็กหนุ่ม ไม่คิดสิ่งใดให้มากความ เขาตวัดเท้าเตะเข้าที่ผ้าผืนนั้นอย่างแรงจนมันลอยละลิ่วไปอัดเข้าที่ใบหน้าหวานพริ้มเต็มแรง!

“เฮือก...!”

คำอินสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ร่างกายที่ปวดระบมจากการนอนบนพื้นแข็งและต้องทนอากาศหนาวเหน็บมาทั้งคืนขยับได้ลำบากนัก เด็กหนุ่มพยายามปัดเสื้อที่ปิดคลุมหน้าออก ก่อนจะประคองตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่สติยังไม่แจ่มชัดดี

แสงสว่างในยามรุ่งสางทำให้การมองเห็นที่ยังพร่ามัวปรากฏเพียงเค้าลางของชายหนุ่มที่ยืนค้ำหัวอยู่เบื้องหน้า

ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้คำอินต้องรีบก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนรอยแผลเป็นภายใต้ผ้าปิดหน้า ด้วยรู้ดีว่าเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

“ตื่นมาทำหน้าที่ซะ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่ฮะ”

สามีในนามอย่างเสือกาฬว่าจบก็ไม่รอให้เด็กหนุ่มได้หายสะลึมสะลือ

"รีบลุกขึ้นไปเตรียมน้ำล้างหน้ามาให้กูเดี๋ยวนี้! แล้วก็ไปจัดการงานในค่าย ทั้งงานครัวงานซักล้าง มึงไปทำเสียให้หมด อย่าให้กูเห็นว่ามึงได้นั่งนอนเสวยสุขเชียว ไม่อย่างนั้นมึงจะได้รู้ว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไร"

คนเด็กกว่าสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มไอ้ความรู้สึกร้อยแปดที่แล่นริ้วขึ้นมากลางอกตั้งแต่ยังตื่นไม่เต็มตา เขาฝืนขยับกายที่เหนื่อยล้าลุกขึ้นนั่งประจันหน้ากับกาฬที่ยืนจ้องเขม็งไม่วางตา สายตาทั้งสองคู่ประสานกันชั่วอึดใจ แต่สิ่งที่คำอินสัมผัสได้ ก็มีเพียงความเกลียดชังที่สาดซัดเข้ามา

ชายตรงหน้าไม่ได้มองเขาเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจสักนิด

"จ้ะ..." ตอบรับสั้นเพียงเท่านั้น

ด้วยรู้ดีว่าต่อปากต่อคำไปก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งความเหนื่อยล้าจากการนอนไม่เต็มอิ่มยังพรากเรี่ยวแรงที่จะเอ่ยปากไปเสียสิ้น

มือเรียวรีบคว้าผ้าปิดหน้าให้เข้าที่และจัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยจนเรียบร้อย ถึงได้ก้มหน้าเดินเลี่ยงออกไปจัดการตามคำบัญชาอย่างเจียมตัว แม้ในใจลึก ๆ จะแอบโหยหาไออุ่นหรือถ้อยคำดี ๆ สักคำเพื่อเป็นของขวัญในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกัน แต่นึกไปก็น่าหัวร่อ เขาคงจะเพ้อฝันเกินไปล่ะมั้ง

โรงครัวท้ายค่ายที่ตั้งอยู่หลบมุม คำอินถูกส่งมาที่นี่เพียงลำพังเพื่อจัดเตรียมอาหารเช้าสำหรับคนทั้งค่ายตามคำบัญชาสายฟ้าแลบของสามีในนาม คำอินที่แต่เดิมก็เคยคุ้นชินแค่การหยิบจับของเล็ก ๆ น้อย ๆ ปรนนิบัติแขกในเรือนโคมแดง กลับต้องมาแบกฟืนดุ้นใหญ่และหาบน้ำถังหนักจนบ่ามนแทบจะหลุดออกจากกัน

เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมผ่านผ้าปิดหน้าจนชุ่มโชก แต่คำอินก็ไม่ได้แสดงท่าทีอิดออด แม้จะไม่มีใครคอยช่วย เจ้าตัวก็ใช้เพียงสองมือก่อไฟกองใหญ่จนแล้วจนรอด

เขม่าควันสีเทาหม่นพวยพุ่งขึ้นมาอัดใส่จนต้องลอบสำลักก็ยังไม่ทำให้เขาเจ็บแสบ เท่าสายตาและคำพูดถากถางของบรรดาโจรในชุมของเสือกาฬที่เริ่มทยอยตื่นนอนแล้วเดินผ่านมามุงดูรอบโรงครัว

"เฮ้ย! นั่นแม่นายไม่ใช่รึวะ? เมียนายใหญ่ออกแรงหาบน้ำได้อย่างไรวะ? ท่าทางก็ทุรักทุเลหยิบหย่งชะมัด" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งว่าขึ้น กลั้วหัวเราะ

"ดูท่าพ่อใหญ่แกจะชอบของแบบนี้ว่ะ อย่าพูดไปเชียว ฮะๆๆๆ" อีกคนก็ถ่มน้ำลายลงพื้น พลางสบถอย่างไม่ไว้หน้า

"คนดี ๆ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ ดันคว้าเอาของเหลือเดนที่มีตำหนิบากหน้ามาแต่งเข้าค่ายเสียได้"

"กูละอยากจะรู้นัก ว่ารสชาติอาหารฝีมือคนในซ่องมันจะพอกินลงคอได้ไหม หรือว่ากินเข้าไปแล้วต้องรีบวิ่งไปคายทิ้งให้หมามันกินแทน!" เสียงหัวเราะเยาะระงมไปทั่วบริเวณประหนึ่งฝูงนกฝูงแร้งมันมารุมทึ้งเหยื่อ ห้อมล้อมร่างของคำอินที่ยังคงนิ่งเงียบ แผ่นหลังบางตั้งตรง

เขาไม่ได้โต้ตอบหรือแม้แต่จะปรายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย มือเรียวยังคงขยับฟืนเข้าเตาอย่างพากเพียร ขมขื่นจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็จริง แต่เพราะสำนักในบุญคุณของเสือเติงที่อุตส่าห์ลำบากจัดการให้เขาได้มีบ้านอยู่จนตาย ถึงต้องทนเก็บงำเอาไว้

เขารู้อยู่เต็มอกว่าตนเองอัปลักษณ์และต่ำต้อยในสายตาคนเหล่านี้ แต่คำอินก็ตั้งมั่นว่าจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นกับตาว่าโกสุมที่ถูกเหยียบย่ำจนช้ำเลือดช้ำหนอง มันก็ยังมีคุณค่าไม่ต่างจากใครเขา

คิดได้เพียงเท่านั้น ร่างผอมบางก็พากายขยับหนีไปอีกฝั่ง ซุกตัวอยู่กับกองผักพลามากมาย ทิ้งให้ถ้อยคำเหยียดหยามและเสียงหัวเราะเยาะเบื้องหลังกลายเป็นเพียงลมปากที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือการทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เสือกาฬมีข้ออ้างในการเขี่ยเขาออกจากค่ายหรือเฉดหัวส่งไปที่ไหนได้อีก

ให้ตายอย่างไร คำอินก็ไม่ยอมไปจากที่นี่เด็ดขาด...

อุตส่าห์ได้รับโอกาสทองมาทั้งที ต่อให้ยามนี้จะไร้เงาเสือเติงคอยหนุนหลัง เขาก็จะทำให้อีกฝ่ายผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด

มาลองดีกันสักตั้งเถิด ขนาดพวกบ้ากามเดนมนุษย์ คำอินยังรับมือมานักต่อนักจนรอดมาได้ กับอีแค่ใจผู้ชายเพียงคนเดียว มันจะยากเย็นสักเท่าไหร่เชียว?

คนอย่างคำอิน... อย่างไรเสียก็ต้องทำได้เช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป