บทที่ 5 เราไม่อยากอยู่คนเดียว
“อื้อออ”
ร่างบางขยับตัวในช่วงสายของวัน ศิวภัทรลืมตาตื่นขึ้นมาพบแสงแดดที่ส่องรอดผ่านผ้าม่านสีทึบเข้ามารำไร เขารู้สึกปวดหัว ร่างกายร้อนรุ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนคนเป็นไข้ แค่ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงก็เจ็บตึงไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า
ภาพเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ ตั้งแต่ที่เขาเดินไปที่รถต้องมาเจอพวกอัลฟ่าสามคนนั้นรุมทำร้ายจนมาถึงช่วงเวลาที่เขาฮีทเพราะยาแล้วได้อัลฟ่าคนนั้นมาช่วยไว้ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือร้องไห้ดี เฮ้อออ
“ซี้ดดด เจ็บ” มือเรียวลูบไล้ไปตามรอยแผลและรอยฟกช้ำตามร่างกายที่ปรากฏให้เห็นแทบจะทั่วทั้งตัว แผลพวกนี้อีกกี่วันถึงจะหาย ช่วงนี้เขาคงกลับบ้านไปเจอหน้าพ่อหน้าแม่ไม่ได้แน่ๆ ขืนกลับไปแล้วพวกท่านเห็นแผลคงโดนยิงคำถามรัว ๆ แน่
ปึง
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างไม่เบามือจนไปกระแทกกับผนังจนเกิดเสียงดังส่งผลให้ร่างบางสะดุ้งตกใจจนตัวโยน
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอครับ” อัลฟ่าเจ้าของใบหน้าทะเล้นขี้เล่นมาพร้อมกับฟีโรโมนกลิ่นป่าไผ่ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเดินเข้ามาภายในห้องก่อนที่จะวางชามโจ๊กไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟา
“เอ่อ คือ..” ศิวภัทรที่ยังตั้งตัวไม่ทันผวาคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมเพื่อปกปิดร่างกาย
“ไม่ต้องกลัวครับ ผมชื่อเจย์ เป็นผู้จัดการสนามแข่งรถที่นี่ พอดีผมแวะเอาโจ๊กมาให้ คุณตื่นแล้วก็กินรองท้องสักหน่อยสิครับจะได้กินยา” เจย์ยิ้มแล้วพยายามใช้โทนเสียงที่นุ่มนวลพูดคุยกับโอเมก้าตรงหน้าที่ยังไม่คลายความระแวงลง แววตาที่มองมายังเขาราวกับลูกกวางหลงจากฝูงก็ไม่ปาน
“แล้วคนที่มาช่วยผมละครับ เขายังอยู่ไหม” ดวงตาคมสุกใสกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อหาอัลฟ่าเจ้าของกลิ่นไวท์มัสก์ที่ยังคงทิ้งกลิ่นตลบอบอวลไปจนทั่วร่างกายของเขา
“ป๋าออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกครับเดี๋ยวก็คงเข้ามา เมื่อคืนป๋าให้หมอมาตรวจร่างกายคุณแล้วนะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนอกจากรอยช้ำพวกนี้”
“อ๋อ ขอบคุณมากนะครับ แล้วก็เรียกเราว่าเซียร์ก็ได้ เจย์ไม่ต้องเรียกเราว่าคุณหรอก อายุเราน่าจะเท่า ๆ กันนะ” ศิวภัทรกล่าวขอบคุณออกไป รอยยิ้มสวยถูกหยิบยื่นให้อย่างเป็นมิตรเมื่อรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้คิดร้ายกับตน
ปึง
เสียงประตูที่ถูกเปิดออกกระแทกผนังอีกเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ศิวภัทรตื่นขึ้นมา เกิดเป็นประตูของบ้านหลังนี้ต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ เขาหันไปมองผู้กระทำการเสียงดังครั้งนี้ที่เดินทำหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามาในห้อง
“ตื่นแล้วก็ลุกมากินข้าวกินยา” ธนกฤตเดินตรงมาหาร่างบางพร้อมดึงแขนเล็กให้ลุกขึ้น
“โอ๊ย เบาหน่อยเราเจ็บนะ” ศิวภัทรส่งเสียงร้องออกมาเมื่อธนกฤตดันมาจับตรงบริเวณแผลฟกช้ำที่แขนพอดี
“อย่ามาสำออย เมื่อกี้ที่นั่งคุยกับไอ้เจย์ไม่เห็นจะร้องเจ็บเลยสักนิด” ธนกฤตเบ้ปาก สายตาคมมองเหยียดมายังร่างเล็กที่นั่งเบ้หน้าทรมาน
“แล้วเจย์เขาได้มากระชากแขนเราเหมือนที่นายทำอยู่ไหมล่ะ” ศิวภัทรที่พอจะเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างเถียงสู้กลับไป
“แหม ทีเมื่อคืนละคุณอย่างนั้น เฮียร์แซ้งค์อย่างนี้ พอตื่นมาสรรพนามกูเหลือแค่คำว่านายเลยดิ พอหาอยากเข้าหน่อยของกูไม่มีความหมายเลยว่างั้นเถอะ”
“นี่! นั่นปากเหรอที่พูดออกมาอะ ปากดีขนาดนี้เราว่านายคงไม่ได้แก่ตายหรอกมั้ง!”
"ก็ไม่รู้สินะ แต่ที่แน่ ๆ กูไม่ได้ตายตอนอายุเท่ามึงก็แล้วกัน"
“เอ่อ ใจเย็นก่อนป๋า คุยกันดี ๆ เถอะ” เจย์ที่เห็นท่าไม่ดีต้องรีบเอ่ยแทรกขึ้นขัดจังหวะ
“มึงกลับไปได้ละไอ้เจย์ที่เหลือเดี๋ยวกูจัดการเอง” ธนกฤตที่มือยังคงจับแขนเล็กอยู่เอ่ยปากไล่ลูกน้องที่เขาโทรตามให้ไปซื้อโจ๊กตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นเพราะเห็นว่าร่างบางเริ่มมีไข้ แต่ใครจะคิดว่าพอตื่นขึ้นมาก็ยิ้มหน้าระรื่นให้ผู้ชายคนอื่นเลย แถมยังปากดีใส่เขาอีก รู้อย่างงี้ไม่น่าช่วยมาเสียก็ดี
“เอางั้นเหรอป๋า จะไม่ฆ่ากันตายใช่ไหม” เจย์ยังคงมีท่าทีลังเล เกิดเขารีบกลับไปแล้วป๋าฆ่าโอเมก้าคนสวยซุกศพเอาไว้ในห้องจะทำยังไง เสียดายของแย่เลยสวยขนาดนี้
“กูต้องพูดซ้ำเหรอเจย์”
“ครับ ๆ ไปแล้วครับ โชคดีนะเซียร์ไว้เดี๋ยวเรามาเยี่ยมใหม่” พูดจบอัลฟ่ากลิ่นป่าไผ่ก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องไปทันทีที่ได้รับสายตาคาดโทษจากลูกพี่ของตน
“ลุกได้ยัง จะนั่งสำออยอีกนานไหม” พอไม่มีบุคคลที่สาม ธนกฤตจึงหันมาแยกเขี้ยวใส่ร่างเล็กบนเตียงของเขาต่อ
“เราลุกไม่ไหว จะให้ลุกได้ยังไงกันเล่า” ศิวภัทรสะบัดเสียงใส่ ใบหน้าสวยหันหนีไปอีกทาง ปกติเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดจาดีกับทุกคน แต่อัลฟ่าตรงหน้าคงเป็นกรณียกเว้นกระมัง
“วุ่นวายฉิบหาย” แขนแกร่งสอดเข้ามาใต้ข้อพับก่อนจะออกแรงเพียงน้อยนิดช้อนอุ้มศิวภัทรขึ้นมา ร่างบางที่ไม่ทันตั้งตัวด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะอุ้มตนจึงรีบคว้ากอดรอบคอแน่น
“อ๊ะ จะบ้าหรือไง นึกจะอุ้มก็อุ้ม ตกใจหมด” มือเล็กที่เกาะเกี่ยวคอหนาเอาไว้ปล่อยออกมาก่อนที่จะฟาดไปบนอกแกร่งอย่างลืมตัว
“นี่มึงตีกูเหรอ” ดวงตาเฉี่ยวคมตามฉบับลูกคนจีนหรี่ลงมองใบหน้าของคนในอ้อมแขนอย่างคาดโทษ
“ซะ เซียร์ขอโทษครับ” มือเรียวยกขึ้นพนมมือไหว้ตรงอกกว้าง ถึงยังไงคนตรงหน้าก็เป็นคนช่วยชีวิตตนเอาไว้ นอกจากจะยังไม่ได้กล่าวขอบคุณแล้วยังเผลอทำตัวเสียมารยาทใส่อีก เขานี่มันแย่จริง ๆ
“เหอะ” ธนกฤตแค่นหัวเราะออกมา เขารู้สึกพอใจไม่น้อยที่คนตรงหน้าพอรู้ว่าตัวเองผิดก็ขอโทษออกมาโดยไม่คิดหยิ่งถือตัวเลยสักนิด ขายาวก้าวพาคนตัวเล็กมายังห้องน้ำเพื่อให้ได้ทำธุระส่วนตัวและจัดการตัวเอง
“ล้างหน้าแปรงฟันให้เรียบร้อย” ธนกฤตพยักพเยิดหน้าไปทางแปรงสีฟันที่เขาเป็นคนเตรียมเอาไว้ให้
“เราอยากอาบน้ำ” ดวงตากลมช้อนมองคนตรงหน้า
“ไม่ได้ เดี๋ยวไข้กลับแล้วมันเดือดร้อนกูอีก”
“จิ๊ส์” ศิวภัทรจิ๊ปากอย่างขัดใจแต่ก็ทำตามที่ร่างหนาต้องการ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จวงแขนแกร่งก็อุ้มช้อนเขามายังโซฟาภายในห้องที่มีโจ๊กตั้งรออยู่ ธนกฤตดันชามโจ๊กเลื่อนไปตรงหน้า ถ้าให้ทำมากกว่านี้ก็เหลือแค่ป้อนแล้วแหละ
“เอ่อ เราขอบคุณนายมากนะที่ช่วยเราเอาไว้” หลังจากที่กินจนพร่องไปได้เกือบครึ่งชามร่างบางจึงรวบช้อนไว้ด้านข้างก่อนที่จะหันมากล่าวขอบคุณอัลฟ่าที่นั่งดูสารคดีสัตว์โลกอยู่ข้าง ๆ
“อือ” เสียงทุ้มครางต่ำตอบรับคำขอบคุณแบบไม่นึกใส่ใจ สายตายังคงไม่ละไปจากจอโทรทัศน์ที่ดูอยู่ราวกับเรื่องที่ดูมันน่าตื่นเต้นเสียเต็มประดา
“แซ้งค์ เราอิ่มแล้ว นายช่วยพาไปส่งที่รถเราหน่อยได้ไหม” มือเล็กเอื้อมไปสะกิดแขนเสื้อของคนที่นั่งข้าง ๆ
“สภาพเดินเองยังไม่ได้แล้วมึงจะขับรถกลับได้ไงก่อน” ธนกฤตใช้สายตาเหยียดมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัวก่อนจะพูดขึ้นอีก “มึงพักอยู่นี่จนกว่าจะดีขึ้นแล้วค่อยกลับ”
“แต่วันจันทร์เรามีเรียน” เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่น สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลชัดเจน
“นี่มันเพิ่งวันเสาร์ อย่าเอ๋อ เหลือเวลาอีกหลายวัน กังวลอะไรของมึง”
“ปากนายนี่นะ พูดดีได้ไม่เกินสามคำหรอก แล้วปกติใจดีให้ที่พักกับทุกคนแบบนี้ตลอดเลยเหรอ” ศิวภัทรอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ ตัวเขากับธนกฤตไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่อีกฝ่ายกับใจดีหยิบยื่นน้ำใจมาให้เขาบ่อยครั้งจนน่าแปลกใจ
“กูไม่ได้ช่วยฟรี ๆ” ร่างเล็กที่กำลังจะเอ่ยถามว่าต้องการอะไรตอบแทนก็ต้องหุบปากฉับเพราะคนตรงหน้าพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อย่าพูดมาก กูจะดูสารคดี นี่ยามึง กินแล้วก็นอนพักซะ” มือหนาดันซองยาที่อาหมอจัดเตรียมเอาไว้มาให้ตรงหน้า ศิวภัทรหยิบยาขึ้นมาอ่านวิธีการกินตามคำแนะนำบนฉลากยา
“ไหนน้ำอะ ไม่มีน้ำแล้วจะกินยายังไง” ร่างเล็กหันไปสบตาถาม
“มึงนี่เรื่องเยอะเกินตัวไปฉิบหาย” ถึงแม้ว่าปากจะบ่นแต่ร่างสูงก็ลุกเดินออกไปหยิบน้ำดื่มมาให้คนตัวเล็กอยู่ดี
หลังจากที่กินยาไปได้ไม่นาน ด้วยฤทธิ์ของยาส่งผลให้เขานั้นเผลอหลับแล้วเอนไปซบไหลกว้างข้าง ๆ กาย ฟีโรโมนหอมหวานที่สอดแทรกไปด้วยกลิ่นของความสดชื่นปลดปล่อยออกมาจากร่างบางสร้างความผ่อนคลายให้เจ้าของบ้านไม่น้อย
ธนกฤตขยับตัวให้ร่างเล็กนอนหนุนหัวลงบนตักแกร่ง มือหนาเลื่อนขึ้นมาลูบไล้กลุ่มผมนุ่มลื่นสีอ่อนไม่ต่างจากสีตาของเจ้าตัว สัมผัสนิ่มลื่นผ่านผิวมือทำให้เขานึกถึงหมาที่เขาเคยเลี้ยงเมื่อตอนเด็กจึงเผลอลูบไล้อยู่อย่างนั้น
ศิวภัทรขยับตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะได้ยินเสียงดังอยู่ข้างนอกห้อง ร่างบางที่ยังรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่ค่อย ๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นก่อนที่จะไปอาบน้ำจัดการธุระส่วนตัวจนแล้วเสร็จก่อนจะถือวิสาสะหยิบเสื้อยืดแบรนด์ดังของเจ้าของห้องมาสวมใส่ ขนาดตัวที่ต่างกันทำให้เสื้อยืดไซซ์ปกติของร่างหนากลายเป็นขนาดโอเวอร์ไซซ์เมื่ออยู่บนตัวเขา ความยาวปกคลุมลงมาจนแทบจะถึงหัวเข่ากับบ็อกเซอร์ตัวใหญ่ที่เขาต้องใช้หนังยางรัดช่วงเอวเอาไว้ป้องกันไม่ให้ร่นหลุดลงมา ก่อนที่ร่างบางจะเปิดประตูออกไปพบกับเจ้าของห้องกับเจย์ อัลฟ่ากลิ่นป่าไผ่ที่เขามีโอกาสได้พูดคุยด้วยเมื่อเช้าและยังมีอีกสองสามคนที่เขาไม่รู้จัก
“ลุกไหวแล้วเหรอเซียร์” เจย์ที่หันมาเห็นโอเมก้าคนสวยเปิดประตูออกมาพอดีถามขึ้นพลางส่งยิ้มหวานผูกมิตรกลับไปให้
“อื้อ ขอบใจมากนะสำหรับโจ๊กเมื่อเช้า” รอยยิ้มพิมพ์ใจส่งตรงกลับไปให้แทนคำขอบคุณ
“จะยืนยิ้มอีกนานไหม” เสียงทุ้มของคนตัวโตดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะร่างบางที่ยืนยิ้มหน้าระรื่นให้ผู้ชายคนอื่น ตื่นมาก็แจกยิ้มให้คนนั้นคนนี้ไปทั่ว
“ไม่ปากเสียสักวันมันจะตายเหรอ” ศิวภัทรอดไม่ได้ที่จะแหวกลับไป ก่อนที่จะค่อย ๆ ก้าวกะเผลกเดินไปหย่อนสะโพกลงข้าง ๆ คนที่จ้องแต่จะหาเรื่องเขาอยู่ตลอดเวลา ใครอย่าคิดว่าเขาอยากนั่งใกล้คนปากเสียนี่เชียวนะ มันเหลือที่นั่งแค่ตรงนี้ที่เดียวต่างหาก
“ตื่นมาก็พูดมากเลยนะมึงอะ” ธนกฤตเบ้ปากใส่คนข้าง ๆก่อนที่แขนแกร่งจะวางพาดไปตามความยาวของพนักพิงโซฟาอ้อมไปด้านหลังของศิวภัทรมองดูคล้ายกับว่าโอบกอดร่างเล็กกลาย ๆ
“แซ้งค์เราขอยืมโทรศัพท์หน่อย” มือเรียวยื่นไปตรงหน้าคนข้างกาย ตั้งแต่เมื่อคืนที่เขามัวแต่จะหนีไม่รู้ว่าทั้งโทรศัพท์ทั้งกุญแจรถไปหล่นหายตรงไหน
“กูแก่กว่ามึงตั้งหลายปีนะ เดี๋ยวมึงจะโดน” ถึงปากจะบ่นแต่ก็ยังไม่วายโยนโทรศัพท์ของตนเองไปให้ร่างบางยืมใช้
“ใครอะป๋าไม่เห็นแนะนำให้พวกเรารู้จักบ้างเลย” หนึ่งในอัลฟ่าที่นั่งเงียบมองดูทั้งสองคนเถียงกันถามขึ้นอย่างสงสัย รู้จักกันมาตั้งหลายปีก็เพิ่งจะเคยเห็นป๋าพาโอเมก้ามาค้างที่บ้านนี่แหละ
“กูเก็บได้ข้างทางเลยหิ้วติดมือกลับมาด้วย” เจ้าของริมฝีปากที่มีห่วงจิวเจาะสุดเท่กล่าวขึ้น มุมปากสวยแสยะยิ้มเมื่อเห็นร่างเล็กค้อนขวับทำตาเขียวกลับมาให้
“ไปเก็บแถวไหนอะถึงได้ของสวยงามขนาดนี้มา บอกบุญหน่อยครับพวกผมจะได้ไปเก็บบ้าง” อัลฟ่าร่างใหญ่อีกคนถามขึ้นพลางทำสายตาเจ้าชู้ใส่อย่างโจ่งแจ้ง ศิวภัทรไม่ได้รู้สึกถึงการคุกคามจากคำพูดนั้นแม้แต่น้อย อาจด้วยเพราะรู้ว่าอัลฟ่าคนนี้แค่พูดเย้าแหย่เล่นเพียงเท่านั้น
“เสือก” น้ำเสียงหงุดหงิดจากคนที่พวกเขาเรียกว่าป๋าเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็นอย่างดี
ร่างเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดยุกยิก ๆ อยู่สักพักพักแล้วจึงยื่นคืนให้เจ้าของดังเดิม เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นอย่างหงุดหงิดใจ
“เป็นอะไรอีก” ธนกฤตหันกลับไปถามร่างบาง
“เราอยากโทรหาเพื่อน แต่จำเบอร์ไม่ได้”
“ไอ้เจย์มึงลุกไปหยิบโทรศัพท์มันมา” ธนกฤตหันไปสั่งให้เจย์ลุกไปนำโทรศัพท์ของร่างบางมาให้เจ้าตัว
“อ้าว แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกว่าเก็บโทรศัพท์เราเอาไว้ได้อะ”
“ก็มึงไม่ได้ถาม” ร่างหนายักคิ้วกวนประสาทกลับไป
ศิวภัทรรับโทรศัพท์ของตนคืนมาจากเจย์ก่อนจะค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน ขาเรียวก้าวพาตนเองเดินไปคุยโทรศัพท์ภายในห้อง เขากดต่อสายหาไนล์ทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักทั้งโทรทั้งส่งข้อความมาหาเขา
“ฮัลโหล..” เสียงใสเอ่ยออกไปเมื่อเพื่อนตัวเล็กกดรับสายเขาแทบจะทันที
“มึงหายไปไหน ทำไมกูโทรไปแล้วไม่รับสายกู” น้ำเสียงคาดคั้นถามออกมาทันที ศิวภัทรตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้กับไนล์ฟังเพราะรู้ว่าเพื่อนของตนเป็นห่วงมาก
“โห โครตแย่ แล้วนี่มึงเจ็บตัวมากหรือเปล่า ให้กูไปหามึงนะ” ฟังจากน้ำเสียงก็เดาได้ไม่ยากว่าเบต้าตัวเล็กร้อนรนขนาดไหน
“มึงไม่ต้องมาหรอก กูโอเค แซ้งค์โทรตามหมอให้มาดูกูตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
“แล้วทำไมคนชื่อแซ้งค์เขาดูแลมึงดีจังวะ” ไนล์อดที่จะสงสัยไม่ได้ ก็ในเมื่ออัลฟ่าคนนั้นทั้งยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อนเขา จัดการพวกที่ทำร้ายรวมไปถึงตามหมอมาดูอาการให้อีก ถึงแม้จะได้กินกรุบเพื่อนเขาไปก็เถอะ
“แซ้งค์บอกไม่ได้ช่วยฟรี ๆ แต่กูไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร” ศิวภัทรเองก็ยังคิดเรื่องนี้ไม่ตกอยู่เหมือนกันว่าตัวเขาจะตอบแทนคนปากเสียนั่นได้ยังไง
“แล้วนี่มึงจะเอาไงต่อ ให้กูไปรับกลับคอนโดไหม”
ปึง
ร่างหนาเปิดประตูเดินเข้ามาหาร่างบางที่มัวแต่นอนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนจนไม่ได้ยินที่เขาเรียกอยู่ด้านนอก ลำบากต้องลุกเดินเข้ามาตามถึงข้างใน ใบหน้าสวยคมหันกลับไปมองคนที่เปิดประตูปึงปังเดินเข้ามา
“กูเรียกตั้งหลายรอบไม่ได้ยินเลยหรือไง” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“มีอะไร”
“นี่มันเย็นแล้ว ลุกมากินข้าวจะได้กินยา”
“อ๋อ” ร่างเล็กครางตอบรับ “มึงงั้นแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวกูไปกินข้าวกินยาก่อน” ว่าจบก็กดตัดสายไปก่อนจะยันตัวลุกขึ้นค่อย ๆเดินไปหาร่างหนาที่หน้าประตู
“คนอื่นไปไหนกันหมดอะ” ศิวภัทรถามขึ้นเพราะรู้สึกว่าข้างนอกเสียงเงียบลงไปมาก
“มันออกไปที่สนามกันหมดแล้ว มึงมากินข้าว กินยาแล้วนอนพัก เดี๋ยวกูมา” ว่าจบร่างหนาก็ทำท่าหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปแต่ก็ต้องชะงักเท้าไว้เพราะมือเรียวของร่างบางคว้าจับชายเสื้อเอาไว้แน่น
“อ้าว จะทิ้งให้เราอยู่คนเดียวเหรอ ไปส่งเราที่คอนโดก่อนไม่ได้เหรอ”
“กูยังไม่ว่าง มึงอยู่นี่ไปก่อน”
“แต่เราไม่อยากอยู่คนเดียวนี่นา”
“อย่างอแง” น้ำเสียงทุ้มเริ่มเข้มขึ้น เด็กนี่เริ่มเอาแต่ใจให้เห็นเสียแล้ว
“แซ้งค์ เราขอไปด้วยไม่ได้เหรอ” ดวงตากลมวาววับเคลือบคลอไปด้วยหยาดน้ำช้อนขึ้นมองออดอ้อนคนตรงหน้า เขาใช้วิธีการนี้กับพี่ชายได้ผลมาโดยตลอดไม่เคยพลาด แต่กับคนตรงหน้าเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จไหม
“ไม่”
ผิดหวังกับคำตอบอยู่ไม่น้อย ร่างเล็กจึงปล่อยมือจากชายเสื้อที่กำอยู่ก่อนจะเดินคอตกไปนั่งตรงโต๊ะกินข้าว ไอ้คนนิสัยไม่ดี ศิวภัทรก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจร่างสูงที่ยังคงเดินหยิบอันนู้นจับอันนี้ไม่ยอมออกไปเสียที
“เซียร์” ศิวภัทรหันไปตามเสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อของตน นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่อีกคนเรียกชื่อเขา ดวงตาสุกใสเคลือบหยาดน้ำมองกลับไป
“มึงยังมีไข้อยู่” ธนกฤตกล่าวออกมา
“แต่เรากินยาแล้ว” ร่างเล็กยังคงดื้อดึง “ช่างเถอะ เราไม่ไปแล้ว เดี๋ยวเราโทรตามให้คนมารับกลับคอนโด” พูดจบศิวภัทรก็ลุกขึ้นเดินหนีจะกลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบโทรศัพท์โทรตามให้ไนล์มารับแต่กลับโดนมือหนารั้งแขนเอาไว้
“มึงแม่งดื้อฉิบหาย!”
