บทที่ 6 ห้ามทำอีก
บรื้นนน เอี๊ยดดด
รถสปอร์ตคันหรูยี่ห้อ Acura NSX สีขาวนำเข้าแค่ไม่กี่คันในไทยขับเคลื่อนมาด้วยความเร็วเกินมาตรฐานกฎหมายกำหนดแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถหรูสำหรับ VVIP ภายในสนามแข่งรถ
ร่างสูงกำยำของอัลฟ่าตาชั้นเดียวก้าวลงมาจากรถก่อนจะก้าวเดินไปทางโซนโรงรถที่มีรถหรูสีแดงเพลิงจอดอยู่
“แซ้งค์รอด้วย” ร่างเล็กที่กำลังเปิดประตูรีบก้าวลงมาจากรถก่อนจะค่อย ๆ เร่งฝีเท้าตามคนตัวโตไป
“ที่กูมาสายก็เพราะมึงแต่งตัวช้านะ รีบ ๆ เดินดิ๊ ขาก็สั้น” ธนกฤตหันมาดุร่างเล็กที่ร้องตามเขามาแต่กว่าจะแต่งตัวออกมาได้ก็ลีลาเสียเวลาเหลือเกิน
“ก็เราไม่มีชุดใส่นี่ ชุดนายก็มีแต่ตัวใหญ่ ๆ เราไม่ผิดเสียหน่อย” ร่างเล็กเบ้ปากใส่ร่างหนาด้านหน้า ขาเรียวพยายามจะก้าวเดินตามให้ทันในขณะที่อีกคนยังคงยืนรออยู่กับที่
ทั้งสองคนยังคงเดินไปเถียงไปตลอดทาง เสียงดังเล็ดลอดเข้ามาภายในโรงรถที่มีทีมงานหลายคนกำลังช่วยกันปรับแต่งเครื่องยนต์และเช็กสภาพรถอยู่
“ป๋ามาช้าอีกแล้วนะ” อัลฟ่ากลิ่นฟางข้าวทักคนตัวสูงที่เดินนำเข้ามาในโรงจอดรถก่อนจะตามมาด้วยร่างเล็กที่มือกำลังกำชายเสื้อของคนด้านหน้าแน่น ขาเรียวก้าวไปชิดคนด้านหน้า สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจโดยใช้แผ่นหลังกว้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจ
“กูไม่ได้ช้า ไอ้เด็กอ้วนนี่ต่างหากที่ช้า”
“หนอย ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้ นายกล้าว่าเราอ้วนได้ยังไง” เสียงใสแหวใส่คนตัวสูงที่กล้ามาหาว่าเขาอ้วน อยากจะจับมาฉีกปากดูจริง ๆ ว่าในนั้นมีหมาอยู่กี่ตัว
“ก็มึงอ้วน”
“ไม่ได้อ้วน”
“อ้วน”
“ไม่ได้อ้วนโว๊ยยยย นี่แหนะ!” ว่าจบมือเรียวก็ทุบไปบนอกแกร่งดังตุบ เขาไม่พอใจ ไม่พอใจมากๆ เขาออกกำลังกายดูแลรูปร่างมาเป็นอย่างดีจะมาหาว่าเขาอ้วนไม่ได้ เซียร์ไม่ยอม
“นี่มึงตีกูอีกแล้วนะ” ร่างสูงหรี่ตามองอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะยื่นมือไปผลักหัวคนตัวเล็กอย่างมันเขี้ยว ตัวเท่าลูกแมวทำมาเป็นห้าวด่อง ๆ
“อะแฮ่ม ไม่ได้อยากจะขัดจังหวะหรอกนะ แต่หยุดสร้างโลกที่มีแค่สองเราก่อนได้เปล่า ในนี้มีแต่คนโสดนะครับ” เจย์แสร้งทำสีหน้าจำใจต้องเอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะ ก็ทั้งคู่เล่นทำเหมือนโลกทั้งใบมีกันอยู่แค่สองคน คนโสดแบบเขาก็อิจฉาเป็นเหมือนกันนะครับ
“แล้วกูไม่โสดตรงไหน” ธนกฤตพูดขึ้น
“แหมป๋าจะแต่งงานอยู่แล้วไหม เอาอะไรมาไม่โสด” อัลฟ่าเจ้าของกลิ่นไม้สนกล่าวแทรกขึ้นมา ทำให้ร่างบางที่กำลังจับชายเสื้อของคนตัวโตอยู่รีบปล่อยมือทันที
ศิวภัทรลืมคิดไปเสียสนิทเลยว่าคนข้าง ๆ อาจจะมีเจ้าของอยู่แล้วก็ได้ แล้วตัวเขาเองดันไปขอร้องให้ช่วยในวันที่โดนยาปลุกเซ็กส์ มือเรียวบีบเข้าหากันแน่น นัยน์ตาสีอ่อนวูบไหวรู้สึกผิดกับว่าที่ภรรยาของคนข้าง ๆ อย่างท่วมท้น นี่เขาทำอะไรลงไป ดันไปนอนกับคนที่มีเจ้าของแล้วเนี่ยนะ แย่มาก แย่ที่สุดเลย
“มึงก็พูดไม่ดูบรรยากาศเลยไอ้ห่ายิว” เจย์ยื่นมือไปตบหัวเพื่อนจนหน้าคะมำลงไป บรรยากาศกำลังหวานแหววอยู่ดี ๆ ไอ้เพื่อน
เหี้ยนี่ดันมาช็อตฟีลพ่อกูซะงั้น
“โอ๊ย มึงมาตบหัวกูทำไม” ยิวอัลฟ่ากลิ่นไม้สนหันไปโวยวายใส่เพื่อน
“เอ่อ เซียร์มานั่งตรงนี้ก่อนไหม” เจย์ลุกขึ้นมาเก็บข้าวของที่วางบนโซฟาออกก่อนที่จะปัดโซฟาดังปุ ๆ เรียกให้ร่างเล็กมานั่ง
“ฮะ อ่ออื้ม” ศิวภัทรเดินตรงไปนั่งตรงโซฟาตามที่เจย์ชวน
“ไอ้ฟิวมึงไปเอาน้ำดื่มให้เซียร์หน่อย” เจย์หันไปตะโกนเรียกฟิว อัลฟ่าเจ้าของกลิ่นฟางข้าวให้เดินไปหยิบน้ำมาให้คนตัวเล็กที่เงียบลงทันตา
ธนกฤตเดินตามไปนั่งลงข้าง ๆ ศิวภัทรแต่เจ้าตัวดีก็ขยับถอยห่างเว้นระยะกับเขาโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา อยู่ ๆ ก็เป็นใบ้ซะงั้น ทีตอนนั่งรถมาพูดจนน้ำไหลไฟดับ
“มึงเป็นอะไร” ธนกฤตถามออกไปเมื่อโอเมก้าข้างกายไม่ยอมสบตากับตนเลยตั้งแต่เมื่อกี้นี้
“เปล่า แล้วนี่นายไม่ไปช่วยเจย์ดูรถเหรอ ไปสิ มานั่งอยู่ทำไม” ศิวภัทรดันให้ร่างหนาลุกขึ้น สุดท้ายธนกฤตจึงยอมลุกไปดูรถคันที่กำลังโดนรุมโดยช่างยนต์หลายคน
ในขณะที่ธนกฤตยังคงง่วนอยู่กับการเช็กและปรับแต่งรถแต่สายตาก็ยังคงเหลือบมองร่างบางอยู่เป็นระยะ แม้ว่าตอนนี้คนตัวเล็กจะก้มหน้าก้มตาแช็ตคุยกับใครก็ไม่รู้
ครืด ครืด
โทรศัพท์หรูรุ่นล่าสุดในท้องตลาดสั่นเครือตลอดเนื่องด้วยมีสายเรียกเข้าโทรมา โทรมาครั้งแรกไม่มีคนรับ โทรมาครั้งที่สองก็ยังไม่มีคนสนใจ จนตอนนี้โทรมาเป็นสิบ ๆ สายแล้วเจ้าของเครื่องก็ยังคงทำเมินต่อไป โอ้โหแม่งเอ๊ย ทนไม่ไหวแล้ว
“แซ้งค์มีคนโทรมา” ศิวภัทรที่อยู่ใกล้กับโทรศัพท์ของธนกฤตพูดขึ้น ทีแรกกะจะทำเป็นไม่สนใจ แต่สายเรียกเข้าก็โทรเข้ามาไม่หยุดเลย
“ใคร”
“ไม่รู้อะ ไม่ได้เมมชื่อไว้” เสียงเล็กตอบกลับไป
“มึงก็รับดิ ไม่เห็นหรือไงว่ามือกูเลอะน้ำมันเครื่องอยู่”
“ไม่เอา ถ้าเกิดเป็นแฟนนายโทรมาล่ะ” ศิวภัทรส่ายหน้าเป็นพัลวัน แค่เผลอไปนอนกับว่าที่สามีชาวบ้านเขาก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว ถ้าเกิดรับสายจนทำให้ครอบครัวคนอื่นร้าวฉานเขาคงไม่กล้าสู้หน้าใคร
“ถ้าไม่รับก็ปล่อยให้แม่งดังอยู่อย่างนั้นแหละ ช่างมัน” เสียงสบถดังออกมาก่อนที่เจ้าของโทรศัพท์จะหันไปสนใจเครื่องยนต์รถต่อ
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนและครั้งนี้ศิวภัทรจะไม่ทน ร่างเล็กเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของธนกฤตก่อนที่จะทำใจกล้ากดรับสาย
“ฮัลโหลครับ”
“หืม นั่นใครน่ะ คุณแซ้งค์อยู่ไหน แล้วนายเป็นใครถึงได้มารับสายแทนเขา” เสียงที่ถูกดัดจนเล็กแหลมของอีกฝ่ายรัวคำถามใส่เขาทันที
“เอ่อคือแซ้งค์เช็กรถอยู่น่ะครับ จะให้ผมบอกว่าใครโทรมาครับ”
“เอาโทรศัพท์ไปให้คุณแซ้งค์ ผมจะคุยกับคุณแซ้งค์” เสียงปลายสายออกคำสั่งโดยไม่คิดที่จะให้คำตอบกับร่างเล็ก
“สักครู่นะครับ” ศิวภัทรพูดตอบกลับไปอย่างสุภาพ ก่อนที่จะลุกเดินไปหาธนกฤตที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่แถวบริเวณท้ายรถ มือ
เรียวยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้า
“อะไร” ธนกฤตเลิกคิ้วถาม
“เขาบอกจะคุยกับนาย” ร่างเล็กขมวดคิ้วตอบกลับไป น่ารำคาญ ถ้ามารับเองตั้งแต่แรกก็จบไปแล้ว มาสั่งให้เขารับสายให้แถมยังโดนใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเหวี่ยงใส่ น่าหงุดหงิดชะมัด
“จิ๊” ธนกฤตจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนที่จะรับโทรศัพท์จากมือเล็กแล้วเดินออกไปคุยอีกด้านหนึ่ง
ร่างบางมองคนเดินหงุดหงิดออกไปจนลับสายตาก่อนที่จะหันกลับมายังรถที่กำลังถูกยกขึ้นเพื่อเช็กช่วงล่าง
“คันนี้คือรถที่จะลงแข่งเหรอเจย์” ศิวภัทรเดินกลับไปนั่งยังโซฟาตัวเดิมก่อนที่จะหันไปถามเจย์เพื่อชวนคุย
“อื้อใช่ ตั้งใจเอาลงแข่งพรุ่งนี้อะเลยให้ป๋าช่วยดูให้ มาดูการแข่งไหมล่ะ ถึงจะไม่เทพเท่าป๋าแต่ว่าเราก็เก่งพอตัวอยู่นะ” เจย์ยืดอกด้วยความภูมิใจ
“ขี้โม้ เซียร์อย่าไปเชื่อมัน มันโม้ไปเรื่อยแหละ” ฟิวพูดแทรกขึ้น
“คิก ๆ พวกนายนี่สนิทกันดีจัง” ศิวภัทรมองทั้งสามคนที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาพูดเล่นหยอกล้อกันอย่างเป็นธรรมชาติ เวลาทั้งสามคนนี้อยู่ด้วยกันมักจะมีเสียงถกเถียงและเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา
“เซียร์ก็สนิทกับพวกเราได้นะ ว่าแต่เซียร์เรียนอยู่ที่ไหนเหรอ แล้วอยู่ปีอะไร” คราวนี้เป็นยิวที่ชวนคนตัวเล็กคุยบ้าง
“เราเรียนอยู่มหาลัย J ตอนนี้อยู่ปี 4 แล้ว”
“งั้นก็มหาลัยเดียวกันนี่”
“จริงปะเนี่ย ดีเลย เอาไว้เราแวะไปหาพวกนายบ่อย ๆ ได้ไหม”
“ได้ ๆ มาแลกเบอร์กัน” ฟิวเสนอการแลกช่องทางการติดต่อกับร่างเล็ก
“โอเค” ศิวภัทรพยักหน้าหงึกหงักตกลงแทบจะทันที ดีจังที่ได้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาตั้งสามคน
ธนกฤตเดินกลับเข้ามาหลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จก็เห็นร่างบางกำลังหัวเราะคิกคักกับพวกเด็ก ๆ ลูกน้องเขาอยู่ ทีกับเขาละจ้องแต่จะเถียงท่าเดียวกับไอ้พวกนี้ทำเป็นหัวเราะยิ้มร่าเชียวนะ
“กลับ” ร่างหนาเดินตรงมาที่โซฟาก่อนจะรั้งเรียวแขนให้ลุกขึ้นยืนตามแรง
“โอ๊ยเจ็บ” ศิวภัทรร้องออกมาทันทีที่นิ้วแกร่งบีบโดนตรงรอยช้ำของเขา
“สำออย”
“แรงวัวแรงควายขนาดนี้จับใครเขาก็บ่นเจ็บทั้งนั้นแหละ” ศิวภัทรเสียงเขียวค้อนขวับกลับไป นิ้วเล็กพยายามแงะมือของอัลฟ่าตัวสูงออกจากต้นแขนของตน บ้าเอ๊ย! บีบมาได้
“อ้าวป๋าจะกลับแล้วเหรอ” ฟิวถามขึ้น
“เออกูมีธุระต่อ ไปละ” ว่าจบก็ช้อนอุ้มคนตัวเล็กตวัดเหวี่ยงขึ้นพาดบ่าแกร่งก่อนจะเดินออกไป เสียงใสโวยวายมาตลอดทางตั้งแต่สนามแข่งรถจนถึงบ้านก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
“มึงหยุดบ่นสักที” ร่างสูงที่ฟังเสียงบ่นมาตลอดทางใกล้จะหมดความอดทนเต็มที ฟังจนขี้หูสะเทือนหมดแล้ว
“แล้วใครใช้ให้นายพาเรากลับ เรากำลังจะขอให้ยิวไปส่งที่คอนโด แล้วอยู่ ๆ นายก็แบกเรากลับมาเนี่ย” ศิวภัทรเถียงกลับไป
“ก็กูบอกว่าเดี๋ยวกูไปส่งไง”
“ไม่เอา”
“มึงอย่าทำให้กูหงุดหงิดนะอ้วน” ร่างสูงเริ่มเสียงเข้มขึ้น คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ขากำยำย่างสามขุมเดินเข้าไปหาคนตัวเล็กที่เริ่มก้าวขาถอยหลังหนีเขาไปจนสุดทาง แผ่นหลังเล็กแนบชิดติดกับผนังห้องไร้ทางก้าวถอยหนีได้อีก
ศิวภัทรรู้สึกอึดอัดหายใจลำบากเมื่อคนตรงหน้าปลดปล่อยแรงกดข่มจากฟีโรโมนกลิ่นไวท์มัสก์ที่ยามปกติมันทั้งหอมและล่อลวงชวนให้ลุ่มหลงแต่ในยามที่เจ้าตัวหงุดหงิดมันกลับสร้างแรงกดข่มดุดันจนร่างเล็กนึกหวาดหวั่น
ดวงตารีเรียวหรี่มองตรงไปยังร่างเล็กที่หลบหน้าไม่ยอมสบตาเขา มือหนาช้อนเชยปลายคางเรียวได้รูปให้เงยหน้าขึ้นมา
ดวงตาคมสั่นระริกมองคนตรงหน้าอย่างหวาดกลัว นัยน์ตาสีอ่อนหลับหนีเมื่อร่างสูงตรงหน้าก้มลงมาใกล้
“อื้ออออ”
ริมฝีปากหยักก้มลงมาประกบแนบชิดกับริมฝีปากบางอิ่มบดคลึงขบเม้มหยอกเย้าอย่างมีชั้นเชิง ลิ้นหนาสอดแทรกเข้าสู่โพรง
ปากเกี่ยวกระหวัดไล่ต้อนกับเจ้าของลิ้นเล็กเป็นพัลวัน ชั้นเชิงประสบการณ์ที่ต่างกันทำให้ร่างบางเคลิ้มหลงไปกับรสจูบได้ไม่ยาก
จ๊วบ จุ๊บ
ศิวภัทรแข้งขาอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ โชคดีที่มีวงแขนหนารองรับอยู่ ฟีโรโมนกดข่มในทีแรกแปรเปลี่ยนเป็นล่อลวงชวนลุ่มหลงอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกฟรีเซียค่อย ๆ ปล่อยออกมาผสมกับไวท์มัสก์ของร่างหนา
มือเล็กขยุ้มเสื้อของอีกคนไว้แน่นด้วยไม่รู้ว่าจะเอาไปวางไว้ตรงตำแหน่งไหนดี ต่างจากร่างสูงที่ตอนนี้ลากไล้มือไปตามร่างขาวนวลเนียนที่ยังคงมีรอยฟกช้ำประดับอยู่ มือใหญ่เลื่อนเข้าเกาะกุมสะโพกกลมกลึงบีบเคล้นขยำก้อนเนื้อนุ่มจนเต็มไม้เต็มมือ
“อ๊ะอ๊าส์”
มืออีกข้างไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน สัมผัสแผ่วเบาลูบไล้ผ่านเข้ามาในเสื้อยืดตัวใหญ่ที่ร่างเล็กสวมใส่ ปลายนิ้วสะกิดเขี่ยตุ่มไตเล็ก ศิวภัทรสะท้านเฮือกแอ่นอกรับปลายนิ้วไปตามสัณชาตญาณ ริมฝีปากผละออกจากปากเล็กที่เจ่อบวม ลิ้นร้อนชื้นแฉะลากไล้ผ่านมายังลำคอเรียว ขบเม้มดูดดึงจนขึ้นสี ทั้งรอยเก่ารอยใหม่แต่งแต้มซ้อนทับอีกหลายจุด
“อื้อออ แซ้งค์ ยะ หยุดก่อน”
ศิวภัทรสอดมือไปยังท้ายทอยร่างหนา ปลายนิ้วขยุ้มกลุ่มผมดำเงานุ่มลื่นรั้งดึงให้ใบหน้าตี๋ขาวเงยขึ้นจากซอกคอ
“มีอะไร หื้มมม” ปลายจมูกคมสันปัดป่ายคลอเคลียแก้มนิ่มที่ยังคงมีรอยช้ำแต่งแต้มอยู่ จะไม่ให้เขาเรียกว่าอ้วนได้อย่างไรก็เล่นจับตรงไหนก็นุ่มนิ่มเต็มไม้เต็มมือไปเสียหมด
“ไม่ได้ ห้ามทำอีก อ๊ะ อึก” เสียงใสครางผะแผ่วร้องห้ามได้ไม่เต็มเสียงนัก ถึงริมฝีปากจะหยุดทำงานก็ไม่ได้หมายถึงฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างจะหยุดด้วย ธนกฤตยังคงส่งปลายนิ้วสะกิดบีบดึงเม็ดไตสีสวยอยู่
“ทำไม” ธนกฤตเริ่มเคล้นคลึงสะโพกสวยกลมกลึงอีกครั้ง ใบหน้าขาวก้มลงกลับไปซุกซอกคอหอมหวานซ่อนความเย้ายวน กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมาเป็นระยะกระตุ้นความต้องการของท่อนเอ็นใหญ่ภายใต้กางเกงยีนสีซีดให้ดุนดันออกมาจนเป็นลำขนาดเขื่อง
ปลายนิ้วแกร่งเกาะเกี่ยวบ็อกเซอร์ตัวบางที่ร่างเล็กหยิบยืมของเขาไปใส่ให้ค่อย ๆ ร่นหลุดออกจากเรียวขาจนลงไปกองที่ปลายข้อเท้าเล็ก
“ยะ หยุดนะ” มือเล็กหยิกไปที่เอวของคนตัวโตที่มือไม้ซุกซนกับร่างกายของเขาไม่ยอมหยุดเสียที
“เฮ้อ อะไรของมึงอีก” เสียงสบถอย่างขัดใจดังขึ้นมาก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะยอมเงยขึ้นมาสบตาคมสวยของคนในอ้อมแขน
“ทำไม่ได้ แซ้งค์มีแฟนอยู่แล้ว เราไม่ได้เลวขนาดที่ต่อให้รู้ว่ามีเจ้าของอยู่แล้วก็ยังจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นะ” ร่างเล็กจ้องสบตาตอบกลับไป
“ใครบอกมึงว่ากูมีแฟน” ธนกฤตขมวดคิ้วมุ่นอย่างหงุดหงิด เขาบอกตอนไหนว่ามีแฟน เท่าที่จำได้เขาก็บอกอยู่ว่าโสด เด็กอ้วนนี่ไปได้ยินมาจากไหน
“ก็ที่ยิวพูดไง ที่บอกว่ากำลังจะแต่งงานอะ”
“มึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว อาทิตย์หน้ามึงต้องไปกินข้าวกับกู”
“ห๊ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้กันล่ะ” ร่างบางสับสนที่อยู่ ๆ คนตรงหน้าก็เปลี่ยนเรื่องขึ้นมากะทันหันเสียจนเขาตามแทบไม่ทัน
“ก็นี่ไง มึงต้องตอบแทนที่กูช่วยมึงเอาไว้”
“….”
“กูจะพามึงไปหาแม่กับป๊าแล้วบอกว่ากูมีแฟนอยู่แล้ว งานแต่งห่าเหวที่กูโดนคลุมถุงชนจะได้ยกเลิกเสียที”
“จะดีเหรอ” ร่างเล็กคิดตามความคิดของร่างสูง ตัวเขาก็ไม่ได้ติดอะไรหรอกที่จะช่วยถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ แต่มันจะมีปัญหาตามมาไหมนะถ้าทำแบบนี้
“ดี เชื่อกู”
“…”
“มันจะโอเค” เพียงได้ยินเสียงทุ้มยืนยันอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจ ร่างบางในอ้อมแขนก็ยิ้มออกมาจนร่างสูงตาพร่าไปหมด แม่งเอ๊ย! จับกดให้จมเตียงสักทีดีมั้ง
“แล้วกูทำต่อได้ยัง” ธนกฤตเตรียมจะก้มหน้าลงมาหวังสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ร่างเล็กใช้มือดันหน้าเอาไว้เรียกเสียงครางต่ำขัดใจจากได้เป็นอย่างดี
“จะทำอะไร"
“เอามึง”
“ไม่” ศิวภัทรปฏิเสธเสียงแข็งกลับไป คนบ้าอะไรขอทำได้หน้าตาเฉย หื่นอยู่ตลอดเวลา
“จิ๊ ถ้าไม่ให้เอาก็ไปอาบน้ำจะได้นอน”
“แล้วทำไมไม่ไปส่งเรากลับคอนโดก่อน”
“กูไม่ว่าง มึงนอนนี่แหละ กูอยากไปส่งเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ” ว่าจบก็ดันหลังร่างเล็กให้เดินไปยังห้องน้ำ
“ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ"
“เออดิ”
ศิวภัทรจัดการอาบน้ำอาบท่าโดยที่ตัวเขายังคงต้องใส่เสื้อผ้าของอีกคนเช่นเดิม เขาก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวเห็นคนตัวโตเปลือยอก ร่างกายท่อนบนที่อัดเรียงไปด้วยกล้ามเนื้อสวยบ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวดูแลร่างกายตัวเองได้ดีขนาดไหนสวมใส่แต่กางเกงชุดนอนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นกึ่งนั่งกึ่งนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง
“เสร็จแล้วก็ขึ้นมานอน” เสียงตบเตียงปุ ๆ ดังขึ้น
“เรานอนที่โซฟาดีกว่า”
“อย่าเยอะนะอ้วน เอากันก็ทำมาแล้ว มานอนนี่ ถ้ากูต้องลุกไปตามมึงจะไม่ได้แค่นอนอย่างเดียว”
“ไอ้บ้า กวนประสาท แค่นี้ก็ต้องขู่” ศิวภัทรแหวใส่ร่างใหญ่บนเตียงก่อนจะเดินไปล้มตัวลงนอนตรงพื้นที่ว่างข้างกายแกร่ง ไม่นานเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น
