บทที่ 7 เราอึดอัด

@มหาวิทยาลัยJ

10.00 a.m.

ร่างบางเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นดอกฟรีเซียเดินทอดน่องมายังโต๊ะมาหินอ่อนข้างอาคารเรียนที่เบต้าคนสวยนั่งรอเขาอยู่ก่อนหน้าแล้ว

“กว่าจะมาได้นะมึง คลาสแรกก็ไม่เข้า” สะโพกสวยยังไม่ทันได้หย่อนลงติดเก้าอี้ เขาก็ชิงเปิดปากขอบ่นสักหน่อยเถอะ

“ก็กูต้องตื่นมาทาคอนซีลเลอร์ปิดรอยช้ำ มันเลยช้า” วันนี้ศิวภัทรมีเรียนวิชาแรกเวลาแปดโมงเช้า แต่กว่าอัลฟ่าหน้ามึนอย่างธนกฤตจะตื่นแล้วพาเขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดก็เกือบจะถึงเวลาเรียนวิชาแรกอยู่แล้ว ไหนจะบังคับให้เขากินข้าวเช้าด้วยกันอีกสุดท้ายเลยมาไม่ทันคลาสแรกจนได้ และใช่ครับเขาอยู่ที่บ้านของธนกฤตตั้งแต่คืนวันศุกร์ลากยาวมาจนถึงเช้าวันจันทร์เลย

“มึงโอเคขึ้นแล้วใช่ไหม ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกหรือเปล่า”

“เหลือแค่รอยช้ำแต่ไม่ค่อยเจ็บแล้ว”

“ที่จริงมึงควรแจ้งตำรวจนะรู้ไหม” ไนล์อยากให้ศิวภัทรแจ้งตำรวจให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

“มีคนจัดการพวกคนเลวพวกนั้นให้กูแล้ว”

“ก็ดีแล้ว เออมึงวันนี้ช่วงบ่ายอาจารย์ยกคลาสเราไปช็อปปิ้งกันนะ”

“ได้ ๆ ไปรถมึงนะ รถกูยังจอดอยู่ที่สนามแข่งรถอยู่เลย กุญแจรถหายอะ”

“แล้วมึงมาม.ยังไง” ใบหน้าสวยหันมามองอย่างคนที่จ้องจับผิด

“แซ้งค์มาส่ง”

“แล้วตอนนี้มึงกับพี่เขาเป็นอะไรกัน”

“เป็นพาร์ทเนอร์กัน เขาขอให้กูแกล้งเป็นแฟนแล้วไปเจอกับครอบครัวเขา” ศิวภัทรตอบกลับไปในขณะที่มือก็กดส่งข้อความคุยกับบุคคลในหัวข้อสนทนาตั้งแต่มาถึง

“เพื่อ?”

“ก็เขาไม่อยากแต่งงานแต่แม่บังคับ”

“หรือมึงจะใช้วิธีเดียวกับเขาไปหลอกที่บ้านมึงบ้าง” ไนล์เสนอแนวคิดแบบเดียวกันออกไป

“กูไม่กล้าทำอะ มึงก็รู้ว่าบ้านนั้นเขามีบุญคุณกับบ้านกูมาก ถ้าไม่ได้คุณลุงหยางช่วยไว้ป่านนี้โซลอาจจะต้องติดคุกก็ได้” ศิว

ภัทรตอบกลับไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากลองเสียเมื่อไหร่ แต่คำว่าบุญคุณมันค้ำคอ จะให้เขาหักหน้าพ่อแม่แบบนั้นเขาคงทำไม่ได้

“เออ ๆ กูเข้าใจมึง” ไนล์เอื้อมมือมาลูบหลังเพื่อนรักเพื่อปลอบใจ สาเหตุที่เพื่อนของเขานั้นไม่ยอมเปิดใจให้ใครก็เพราะยังไงสักวันหนึ่งก็ต้องเลิกแล้วไปแต่งงานกับคนที่ถูกเลือกเอาไว้ให้อยู่ดี

@อีกด้านหนึ่ง

ครืด ครืด

แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องหรูที่ยังคงสั่นไม่หยุดจนร่างสูงที่กำลังตรวจเช็กเอกสารนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของเจ้าตัวต้องหยิบขึ้นมาดูว่าใครที่โทรมารบกวนเวลาทำงานของเขาไม่หยุดขนาดนี้

“ฮัลโหลแม่” เสียงทุ้มรับสายผู้เป็นแม่ของตนที่โทรจิกให้เขาเข้าไปหาที่บ้านตั้งแต่เขาบินกลับมาไทย

[“นี่เจ้าลูกคนเล็ก เมื่อไหร่จะโผล่หัวมาหาแม่ที่บ้านสักที”] ผู้เป็นแม่ถามลูกชาย

“แม่โทรมามีอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีผมวางนะ”

[“เอ๊ะไอ้ลูกคนนี้ ถ้าไม่มีแม่จะโทรจิกแกยิ่งกว่าไก่ไปทำไม วันศุกร์นี้ทำตัวให้ว่างด้วย แม่นัดทานข้าวกับบ้านว่าที่เมียแกเอาไว้ อย่ามาอ้างว่าไม่ว่างเด็ดขาด สถานที่ วัน เวลาเดี๋ยวแม่บอกอีกที แค่นี้แหละ ติ๊ด!”] เมื่อพูดธุระของตัวเองจบ คุณกะรัตก็กดตัด

สายทิ้งทันที ไม่ได้คิดจะรอให้ลูกชายอิดออดบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาแต่อย่างใด

อัลฟ่าเจ้าของกลิ่นไวท์มัสก์ได้แต่ถอนหายใจ บนโลกใบนี้คงไม่มีใครเอาแต่ใจได้เท่าแม่ของเขาอีกแล้วแหละ เมื่อก่อนป๊าเขาเคยเล่าว่าตอนจีบแม่ใหม่ ๆ ก็ไม่ได้เอาแต่ใจเท่านี้ แต่พอป๊าได้แม่เป็นเมียเท่านั้นแหละ รู้เรื่องเลย

“เฮ้อออ” ร่างสูงอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ อยากให้เขาไปเจอบ้านนั้นนักเขาก็จะไปให้ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าโอเมก้าที่ไม่มีปัญญาหาผัวจนต้องถูกผู้ใหญ่จับมาแต่งงานกับเขามันจะหน้าตาเป็นยังไง

ธนกฤตกดโทรศัพท์ต่อสายหาร่างบางที่เขาเพิ่งไปส่งที่มหาวิทยาลัยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เด็กอ้วนนั่นบอกกับเขาว่าช่วงบ่ายอาจารย์ยกคลาสแต่ไม่เห็นโทรตามให้เขาไปรับสักที

ตรู๊ด ตรู๊ด

“เลิกเรียนยัง” รอสายอยู่สักพักร่างเล็กอีกฝั่งถึงกดรับ

[“เลิกแล้ว โทรมามีอะไรหรือเปล่า”] เสียงใสตอบกลับมา

“แล้วอยู่ไหน”

[“เราอยู่ห้าง kk อะ”]

“เออ เดี๋ยวไปหา” ว่าจบก็กดตัดสายทันที ร่างสูงหยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนที่จะยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวออกจากห้อง

ทำงาน หยุดลังเลอยู่หน้าชั้นวางกุญแจสักพัก รอบนี้เขาจะขับคันไหนไปรับไอ้เด็กอ้วนดีนะ สายตาไปหยุดตรง Lexus LFA สี

แดงเพลิง โอเค เอาคันนี้ละกัน

“เอ้า อะไรของเขา” ศิวภัทรเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้ตามเดิมหลังจากที่รับโทรศัพท์พูดคุยได้เพียงไม่กี่ประโยคก็โดนตัดสายใส่ ก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ มือเล็กหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรกลับไปหาอัลฟ่าร่างหนาใหม่อีกครั้ง รอสายเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับแทบจะทันที

[“มีอะไร”]

“ไม่มีอะไร แค่ไม่ชอบให้มากดตัดสายใส่ แค่นี้แหละ” นี่แหนะ! ร่างเล็กพูดจบประโยคก็กดตัดสายใส่บ้าง ไอ้คนนิสัยไม่ดี นึกอยากจะโทรก็โทร นึกอยากจะวางก็วาง ยอมไม่ได้ เขาสิต้องเป็นคนตัดสายใส่ เขาชนะ!

“มีอะไรหรือเปล่ามึง ทำไมมึงยิ้มเหมือนคนโรคจิตขนาดนั้น” ไนล์ที่ยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่ข้าง ๆ ร่างเล็กหันมาเห็นจังหวะที่ศิวภัทรยกยิ้มอย่างผู้ชนะพอดี

“อ่าวอีนี่ กูก็ยิ้มปกติของกูไหม สรุปมึงเลือกได้ยังว่าจะเอาตัวไหน” ศิวภัทรยืนมองเพื่อนของตนที่ตัดสินใจเลือกไม่ได้สักทีว่าจะเอาตัวไหน

“พี่ว่าตัวสีขาวน่าจะเหมาะกับน้องไนล์มากกว่านะครับ” เสียงทุ้มน่าฟังที่มาพร้อมกับฟีโรโมนกลิ่นน้ำทะเลดังแทรกขึ้นมาเรียกความสนใจจากสองร่างเล็กให้หันกลับไปมองอัลฟ่าเจ้าของผมสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีฟ้าเข้มดั่งผืนสมุทรที่มาควบคู่ไปกับฟีโรโมนกลิ่นน้ำทะเล

“อ่าวพี่โช สวัสดีครับ/ค่ะ” หนึ่งโอเมก้ากับอีกหนึ่งเบต้าต่างทักทายผู้มาใหม่ก่อนจะยกมือไหว้รุ่นพี่คนดังที่ต่อให้เรียนจบมานานหลายปีแต่ก็ยังคงเป็นที่รู้จักของบรรดาสาวน้อยหนุ่มน้อยในรั้วมหาวิทยาลัยอยู่

“มาช็อปปิ้งกัน 2 คนเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ พี่โชมาคนเดียวเหรอคะ” ไนล์ถามกลับไป

“ครับ แล้วนี่ทั้งสองคนทานข้าวกลางวันกันหรือยัง ถ้ายังพี่ขอเป็นเจ้ามือนะครับ” ถึงแม้ว่าโชจะพูดคุยอยู่กับไนล์ แต่สายตา

หวานละมุนกับทอดมองไปยังโอเมก้าด้านข้าง

“ยังเลยครับ” ศิวภัทรตอบกลับไป

“งั้นดีเลย เราไปทานโอมากาเสะกันไหม มีร้านเปิดใหม่ที่ชั้น G พี่เห็นเขารีวิวมาน่าทานมาก” อัลฟ่าหนุ่มเชิญชวน

“เอาไงดีมึง โอมากาเสะไหม” เบต้าสาวหันไปถามศิวภัทร

“เซียร์อยากทานชาบูปิ้งย่างมากกว่าครับ”

“โอเคครับ งั้นเราไปกันเลยไหม

“เดี๋ยวไนล์ขอจ่ายเงินค่าเสื้อก่อนนะคะ สรุปเอาสีขาวตามที่พี่โชบอกเลยละกัน” ไนล์ว่าจบก็เดินแยกตัวออกไปจ่ายเงินค่าเสื้อ

“เอาของมาให้พี่ครับ พี่ช่วยถือ” เมื่ออยู่กันเพียงสองคนโชจึงถือโอกาสชวนร่างเล็กคุยเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์

“มันหนักนะครับพี่โช” ศิวภัทรลังเล ของที่เขาซื้อวันนี้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ

“มันหนักก็ยิ่งต้องให้พี่ช่วยถือครับ เห็นไหมหิ้วจนมือแดงแขนแดงหมดแล้ว” มือหนาเอื้อมไปรับของจากร่างเล็กมาถือไว้ ตัวก็แค่นั้นถือของแค่ไม่กี่อย่างแต่กลับทำให้ผิวขาวนวลแดงไปหมด มืออีกข้างที่ว่างก็เอื้อมไปยีหัวคนตัวเล็กด้วยความรักใคร่เอ็นดูก่อนจะมอบรอยยิ้มอบอุ่นส่งให้เป็นของแถม

ไม่นานทั้งสามคนก็เดินไปยังร้านชาบูชื่อดังที่ปกติต้องเข้าแถวรอคิวนานนับชั่วโมงกว่าจะได้กินแต่ด้วยความที่พวกเขามีบัตรผ่านตลอดอย่างไนล์เบต้าสาวเพียงหนึ่งเดียวที่มีศักดิ์เป็นถึงลูกผู้บริหารห้างแห่งนี้จึงไม่ต้องรอคิวนาน ทั้งสามเดินเข้าไปก็ได้รับการบริการเป็นอย่างดีจากพนักงานของร้าน

“ลูกค้ามา 3 ที่นะคะ” พนักงานต้อนรับกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจตามแบบฉบับของผู้ให้บริการที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี

“ครับ” โชตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม

“เชิญทางด้านนี้เลยค่ะ” เมื่อเจอรอยยิ้มที่สว่างสดใสดั่งพระอาทิตย์ยามเช้าเข้าไปพนักงานสาวถึงกับเก็บอาการไม่อยู่จนเผลอแสดงอาการแก้มแดงออกมาต่อหน้าอัลฟ่าตรงหน้าก่อนที่จะเดินนำไปที่โต๊ะอาหารแบบสี่ที่นั่งที่ติดริมกระจก

รอไม่นานพนักงานได้นำเมนูอาหารมาให้ทั้งสามคนเลือก พวกเขาช่วยกันสั่งช่วยกันเลือกโดยที่เมนูส่วนใหญ่จะเป็นของที่ศิวภัทรชื่นชอบแทบจะทั้งนั้น ทั้งสามนั่งรออาหารมาเสิร์ฟโดยที่มีการสนทนาพูดคุยกันเป็นระยะโดยหัวข้อสนทนาจะเป็นเรื่อง

ทั่วไปรวมไปจนถึงเรื่องซุบซิบนินทาที่เบต้าร่างเล็กสรรหามาชวนคุย

“เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” โชที่นั่งอยู่ข้างศิวภัทรกล่าวก่อนจะลุกเดินออกไป

“ครับ ตามสบายเลยครับพี่โช” ร่างเล็กตอบรับก่อนจะยิ้มกลับไปให้

ศิวภัทรทอดสายตาออกไปยังร้านนาฬิกา ตัวเขาเป็นคนชอบสะสมนาฬิกามาก การสะสมนาฬิกาของเขานับเป็นการลงทุน สำหรับบางรุ่นราคาอาจจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาก็มี

ร่างบางมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อยเพื่อค่าเวลาพลันสายตาคมก็ไปสะดุดเข้ากับอัลฟ่าเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นไวท์มัสก์ที่กำลังเดินขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นมาพอดี บอกจะมาก็มาจริง ๆ ด้วยแฮะ ธนกฤตก็สังเกตเห็นศิวภัทรเช่นกัน ขาแกร่งก้าวฉับ ๆ เดินตรงมาที่ร้านชาบูทันที เขาหยุดพูดคุยกับพนักงานต้อนรับก่อนที่จะชี้มายังโต๊ะที่เขานั่งแล้วเดินตรงมา

“ทำไมมาถึงเร็วจังอะ” ร่างบางเอ่ยทักคนตัวโตก่อน

“แล้วมันเป็นอะไรทำไมกูโทรมาถึงไม่รับสาย” คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน เขามาถึงที่ห้างนานแล้ว ไอ้ครั้นจะโทรถามว่าอยู่ไหนก็ไม่ติด ทำให้เขาเสียเวลาเดินตามหาอยู่ตั้งนานสองนาน

“โทรศัพท์แบตหมด” ร่างเล็กตอบหน้าตาย

“ก็กูบอกให้ชาร์จแบตแล้วมานอน มึงมัวแต่เล่นเกมจนลืมชาร์จ” ธนกฤตเอื้อมมือไปผลักหัวร่างเล็กที่ทำเป็นลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ยั่วโมโหเขาอยู่ตลอดเวลา

“อะแฮ่ม ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ ชื่อไนล์ค่ะ เป็นเพื่อนสนิทของเซียร์ เอ่อ พี่ใช่คนที่แข่งรถชนะในแมตช์สุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหรือเปล่าคะ” เบต้าสาวมองหน้าเพื่อนเขาที มองหน้าหนุ่มตี๋ที่มีรอยสักภาษาจีนตรงคอที่มาพร้อมกับจิวปากที่เป็นห่วงสุดเท่ ตาย ๆ มาลุคนี้ได้ใจไอ้ไนล์ไปเต็ม ๆ

“ครับ” ธนกฤตตอบสั้น ๆ แต่เสียงทุ้มนุ่มลึกก็ช่างบาดใจไนล์เหลือเกิน

“นี่แซ้งค์คนที่กูเล่าให้ฟังไง” ศิวภัทรถือโอกาสแนะนำอัลฟ่าตรงหน้าให้เพื่อนรักรู้จักก่อนที่จะหันไปคุยกับร่างหนาที่ยืนเด่นเรียก

สายตาโอเมก้าน้อยใหญ่ในร้านได้เป็นอย่างดี นี่ยังไม่รวมถึงเบต้าที่พยายามส่งตาหวานให้จนศิวภัทรอดที่จะเบ้ปากใส่ไม่ได้

“กินข้าวมายัง นั่งด้วยกันไหม” หลังจากแนะนำธนกฤตให้ไนล์รู้จักแล้วร่างบางจึงหันมาถามคนตัวสูงที่ยังไม่ยอมนั่งเสียที

“ก็ดี” ว่าจบก็นั่งลงตรงข้าง ๆ ร่างบางทันที

“อ๊ะ ที่ตรงนั้นมีคนนั่งอยู่แล้วค่ะ แต่ไม่เป็นไร ย้ายได้ค่ะ” ไนล์เอื้อมมือมายกแก้วน้ำของโชมาวางไว้ตำแหน่งที่นั่งข้างตนเองก่อนที่จะยกมือเรียกพนักงานเพื่อขอจานเพิ่ม ธนกฤตจึงพยักหน้าขอบคุณให้กับเพื่อนเบต้าที่อัธยาศัยดีของร่างเล็ก ก่อนจะหันกลับมาคุยกับคนข้างกายต่อ

“กินข้าวเสร็จจะไปไหนต่อ”

“จะให้ไนล์ไปส่งที่สนามแข่งของนายนั่นแหละ ไม่มีรถใช้มันลำบากอะ” ร่างเล็กตอบ

“งั้นไปกับกูเลยก็ได้ แต่เดี๋ยวแวะเอาของไปให้ไอ้เจย์ที่คอนโดก่อน”

“เอาไงดี” ร่างเล็กหันไปถามความเห็นเพื่อนจากฝั่งตรงข้าม

“ตามใจมึงอะ มึงไปกับพี่แซ้งค์เขาก็ได้ หรือจะให้กูไปส่งก็ได้”

“ส่งอะไรกันเหรอครับ” โชที่เพิ่งจะเดินกลับมาจากห้องน้ำพูดแทรกขึ้น เขาไปห้องน้ำแค่เพียงไม่นานแต่ที่นั่งของเขากลับโดน

แย่งไปเสียแล้ว โชจึงต้องจำใจย้ายไปนั่งข้างกับเบต้าสาวแทน

ธนกฤตหันไปสบตากับโชก่อนจะยกยิ้มแค่เพียงมุมปาก ต่างจากโชที่ดูท่าจะตกใจเล็กน้อยที่เห็นแซ้งค์อยู่ที่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเขามีแข่งรถกับคนตรงหน้าและก็เป็นเขาเองที่พ่ายแพ้ไปแถมก่อนลงแข่งเจ้าตัวยังมาเห็นเขาแสดงหนังสดกับคู่ขาเก่าอีกต่างหาก คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ไต้หวันอย่างแซ้งค์ ธนกฤตมารู้จักกับน้องเซียร์ของเขาได้ยังไงกัน

“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่โช อาหารมาพอดีเลย ทานกันเถอะครับ” ศิวภัทรเลือกที่จะปัดไม่ตอบคำถามของโชเพราะอาจจะโดนซักไซ้ถามยาวจนใช้เวลาเล่าทั้งวันก็ยังเล่าไม่จบ

เมื่ออาหารมาเสิร์ฟได้ไม่นานอัลฟ่าร่างหนาเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นน้ำทะเลก็จัดการตักอาหารที่เป็นของโปรดของศิวภัทรให้เสียจนพูนจาน

“อันนี้ของโปรดน้องเซียร์ไม่ใช่เหรอครับ ทานเยอะ ๆ นะครับ น้องเซียร์ตัวเล็กเกินไปแล้วรู้ไหม” โชตักเนื้อวากิวเกรดพรีเมี่ยมที่ย่างจนสุกกำลังดีใส่จานให้คนตัวเล็กที่นั่งอีกด้าน

“ขอบคุณครับ พี่โชตักให้ตัวเองบ้างสิครับ” ศิวภัทรยิ้มรับขอบคุณให้กับความใจดีของคนตรงหน้า ก่อนที่จะมีมือดีมาคีบเนื้อที่สุกกำลังพอดีแย่งไปจากจานของเขาก่อนที่จะส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้

“นั่นของเรานะ” ร่างเล็กหันไปหยิกหลังมือที่ถือตะเกียบของคนข้างกายทันที

“ก็กูจะกิน” ธนกฤตยักคิ้วกลับไป แต่เพียงไม่นานมือเล็กก็ยื่นตะเกียบมาคีบเนื้อของเขาไปกินเช่นกัน

“นั่นของกูนะอ้วน” เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันก่อนที่จะหันไปเอาเรื่องคนตัวเล็ก

“แล้วจะทำไม” ร่างเล็กยักคิ้วคืนกลับไป ท่าทางเลียนแบบคนตัวโตชนิดที่เรียกได้ว่าก็อปมาวางเลยก็ว่าได้ ต่างกันตรงที่เวลาคนตัวเล็กทำทำไมมันดูน่าฟัดฉิบหายเลย

“คิกๆ ตีกันแบบนี้ตลอดเลยเหรอคะเนี่ย” ไนล์ที่เห็นทั้งสองคนเถียงกันจึงอดไม่ได้ที่จะขำ ก็เพื่อนของเขาปกติเป็นคนรักษาท่าทีจะตาย อ่อนน้อมอ่อนหวาน แล้วดูเวลาที่อยู่กับพี่แซ้งค์สิ เถียงจนคอเป็นเอ็นเลย ไม่ต่างจากโชที่มองออกถึงความสนิทสนมกันของสองคนนี้ เขามองดูทั้งสองคนหยอกล้อเถียงกันไปมาอยู่ตลอดเวลาแล้วรู้สึกขัดใจไม่น้อย

“แล้วนี่คุณแซ้งค์มีแพลนจะกลับไต้หวันเมื่อไหร่ครับ” โชถามขึ้นขัดจังหวะธนกฤตที่กำลังจะยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อในจานของร่างเล็กที่เขาเป็นคนตักให้

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ไทยยาวเลยครับ พอดีผมเพิ่งลงทุนธุรกิจใหม่ที่นี่” ธนกฤตวางตะเกียบแล้วหันไปตอบอัลฟ่าที่นั่งตรงข้ามกับตน

“งั้นช่วงนี้ก็คงจะยุ่งมากสินะครับทั้งงานธุรกิจใหม่ที่เพิ่งลงทุน แล้วไหนจะงานแต่งงานที่กำลังจะจัดอีก”

“อ้อใช่ครับ ยุ่งสุด ๆ เลย ว่าแต่คุณโชรู้ได้ยังไงครับว่าผมกำลังจะแต่งงาน” ธนกฤตถามกลับไป ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอัลฟ่ากลิ่นน้ำทะเลตรงหน้าคิดยังไงกับไอ้เด็กอ้วนข้าง ๆ เขา สายตาที่มองมาหวานเชื่อมซะขนาดนั้นมองจากดาวอังคารยังรู้เลย

“คุณพ่อผมท่านเปรย ๆ มาอยู่นะครับ พอดีว่าพ่อผมเขารู้จักกับพ่อคุณ โอเมก้าคนนี้โชคดีจริง ๆ ที่ได้คนไฟแรงอย่างคุณแซ้งค์เป็นสามี อย่าลืมเชิญผมนะครับ” 

“ครับ ได้ครับ” ธนกฤตแสยะยิ้มออกมาพลางจ้องตาอัลฟ่าตรงหน้า

ฟีโรโมนกลิ่นน้ำทะเลที่เข้มขึ้นแพร่กระจายออกมาปะทะกับกลิ่นไวท์มัสก์ ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ใช้ฟีโรโมนที่เข้มข้นรุนแรงกว่านี้ก็ต้องเป็นอันหยุดชะงักลงเพราะโอเมก้าหนึ่งเดียวในโต๊ะได้รับผลกระทบของฟีโรโมนเข้าเสียเต็มเปา

มือเล็กเอื้อมไปสะกิดดึงเสื้อของอัลฟ่าข้างกาย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มขมับ ใบหน้าสวยคมเบ้เล็กน้อยเพราะอึดอัดกับฟีโรโมนที่กำลังกดข่มกัน

“แซ้งค์ เราอึดอัด” ร่างเล็กหันกรอบหน้าสวยเข้าหาอัลฟ่าข้างกาย ตาคมช้อนมองอบ่างไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นดังนั้นธนกฤตจึงรีบกักเก็บฟีโรโมนของตนเองทันทีจะได้ไม่ส่งผลกระทบกับร่างบางมากจนเกินไป โชที่เห็นดังนั้นก็แบบเดียวกัน

“กูลืมตัวไปหน่อย มึงอิ่มยัง” มือหนาเอื้อมมาเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าสวยให้ร่างเล็ก ใบหน้าเรียวอิงซบมือหนาอย่างออดอ้อน

“อื้อ อิ่มแล้ว เราไปกันเถอะ”

“งั้นขอตัวก่อนนะครับ มือนี้ผมขอเสียมารยาทเป็นเจ้ามือ พี่พาเซียร์ไปก่อนนะไนล์” ร่างสูงกล่าวจบก็ลุกขึ้นทันที

“ค่ะ เชิญค่ะ” ไนล์พูดยังไม่ทันจบประโยคดี คุณพี่อัลฟ่าหน้าตี๋ก็เดินจูงมือเพื่อนเขาออกไปเสียแล้วทิ้งให้เขานั่งอยู่กับพี่โชสองคน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป