บทที่ 8 นี่เซียร์เมียผม
หลังจากวันที่ธนกฤตพาร่างเล็กกลับไปเอารถที่สนามแข่ง ทั้งสองก็ไม่ได้เจอกันตลอดหลายวันที่ผ่านมา อาจเป็นตัวของศิวภัทรเองที่ต้องอ่านหนังสือสอบกลางภาคและธนกฤตก็ยังคงวุ่นวายกับกิจการที่กำลังไปได้ดีอีกหนึ่งกิจการ ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเองแต่ก็ยังมีบ้างบางเวลาที่ทั้งสองจะส่งข้อความคุยกัน
“วันศุกร์นี้ไม่มีสอบเราไปเที่ยวกันไหมมึง กูอยากพักสมอง อยากใช้เงิน” ไนล์ถามหลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องสอบ
“ศุกร์นี้ไม่ว่างอะดิ กูมีนัดแล้ว” ศิวภัทรส่ายหัวปฏิเสธคำชวน
“กูลืมไปเลยว่ามึงต้องไปทำหน้าที่แฟนจำเป็นให้พี่แซ้งค์”
“นั่นแหละ กูต้องไปกินข้าวกับครอบครัวเขาด้วย มึงว่าจะโป๊ะไหม”
“มึงก็ทำให้มันเนียน ๆ หน่อย อย่าให้พ่อแม่เขาจับได้”
“แล้วกูโกหกไม่เก่ง ตายแน่ ๆ” ร่างเล็กเผยสีหน้ากังวลออกมา การโกหกผู้ใหญ่นี่มันไม่ใช่ทางของเขาเลยสักนิด เขาโกหกไม่
เก่งแถมยังโดนจับได้ตลอดเลยด้วย
“เอาหน่ามันได้ เชื่อกู” ไนล์เอื้อมมือมากุมมือเพื่อนของตนเพื่อให้กำลังใจ
“แป๊บนะมึงแม่กูโทรมา” ศิวภัทรหันมาสนใจกับโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้าเป็นแม่ของเขานั่นเอง
.
.
“ฮัลโหลครับแม่”
[“น้องเซียร์สอบเสร็จหรือยังคะ แม่โทรมากวนหรือเปล่า”] เสียงหวานของคุณหญิงษรารินทร์ถามขึ้นมาจากปลายสายสนทนา
“สอบเสร็จแล้วครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า”
[“วันศุกร์นี้ว่างไหมคะ แม่จะชวนไปเลือกชุดสูทใหม่ให้คุณพ่อเขาสักหน่อย”]
“ศุกร์นี้เซียร์มีนัดแล้วน่ะสิครับ เปลี่ยนเป็นวันอื่นแทนได้ไหม”
[“งั้นไม่เป็นไรค่ะ แล้วจะสอบเสร็จวันไหนคะ แม่จะได้ให้ช่างมาวัดขนาดตัวไปปรับแก้ชุดแต่งงานกับเก็บรายละเอียดชุดอีกนิด
หน่อย”]
“วันนี้เลยก็ได้นะครับ เซียร์ว่างพอดี” ศิวภัทรตอบกลับไป รีบวัดขนาดรีบแก้ไซซ์จะได้จบ ๆ ไปสักที
[“โอเคค่ะ เจอกันที่บ้านนะคะ”]
“ครับ รักแม่นะครับ”
.
.
“มึง กูกลับบ้านก่อนนะ แม่นัดช่างแก้ชุดเอาไว้” ศิวภัทรหันไปคุยกับไนล์เมื่อแม่เขาวางสายไป
“ชุดอะไรของมึงคะเพื่อน”
“ชุดแต่งงาน”
“ห้ะ ไวเวอร์ แล้วมึงไปเลือกชุดแต่งงานตอนไหนทำไมกูไม่รู้” ไนล์ตกใจเล็กน้อย
“กูให้แม่จัดการให้หมดเลย กูรอเข้าพิธีอย่างเดียว จบ”
“เออเลิศ มึงมันเลิศ”
“มึงอยากแต่งแทนกูไหมละ”
“โนค่ะ ขอไปทำหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวอย่างเดียวพอ”
“ฮ่าๆ กูไปก่อนนะไว้เจอกัน” งานแต่งงานที่อีกไม่กี่เดือนกำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว แม่ของเขาเองก็ค่อนข้างจะยุ่งเรื่องการจัดงานอยู่ไม่น้อย ตัวเขาก็วุ่นวายเรื่องสอบอีก เฮ้อออ เกิดเป็นเซียร์ทำไมมันเหนื่อยจัง
วันนี้ธนกฤตมีนัดทานข้าวกับครอบครัวที่ห้องอาหารสุดหรูในห้างใจกลางเมือง เขาจงใจพาศิวภัทรไปเปิดตัวกับคนในครอบครัวว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว สองสามีภรรยาคู่นี้จะได้เลิกจับเขาแต่งงานกับโอเมก้านั่นสักที ทีกับพี่ชายของเขาไม่เห็นจะจ้ำจี้จ้ำไชขนาดนี้ ธนกฤตขับรถมารับศิวภัทรที่คอนโดของเจ้าตัว เขาถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้องของร่างบางเพราะรู้รหัสล็อกประตูอยู่แล้ว
“อ๊ะ นิสัยไม่ดี มาถึงทำไมไม่โทรบอกก่อน อยู่ ๆ เปิดเข้ามาได้ไงถ้าเราโป๊อยู่จะทำยังไงเนี่ย” เสียงใสบ่นกระปอดกระแปดไปตามเรื่องตามราว เขาอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีชมพู หยดน้ำพร่างพราวเกาะตามใบหน้าและลำคอเรียวบ่งบอกว่าเจ้าตัวเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จได้ไม่นาน
“นี่มึงทำอะไรอยู่ทำไมป่านนี้ถึงเพิ่งอาบน้ำ”
“แต่งตัวแป๊บเดียวแหละหน่า”
“เสียเวลากูฉิบหาย แต่งตัวให้ไวเลยอ้วน” ร่างหนาว่าจบก่อนจะเดินไปเอนตัวนอนตรงโซฟา มือหนาล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาเล่นเกมรอ
วันนี้ศิวภัทรแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนกระดิ่งซีทรูสีขาวเข้ากับผิวขาวเนียนพร้อมกับกางเกงขายาวเอวสูงสีชมพูนู้ดดูหวานแต่แฝงดีเทลแต่งขาดดูซุกซนอยู่ไม่น้อยซึ่งเข้ากับคนสวมใส่เป็นอย่างดี
“เสร็จแล้วไปกันเถอะ ลุกเร็วเดี๋ยวไปช้า” ร่างบางเดินมาเร่งคนตัวโตที่ยังคงนอนอยู่บนโซฟา
“แป๊บ ให้จบเกมนี้ก่อน กำลังตึงเลย” ธนกฤตยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นเกมต่อ
“เร็ว ๆ เดี๋ยวก็สายหรอก”
“อ้วนอย่ากวนตีน ทีกูยังรอมึงแต่งตัวได้ตั้งนาน”
@ห้างสรรพสินค้าKK
“มึงเดินเร็ว ๆ ได้ไหม” ขายาวก้าวเดินนำหน้าร่างเล็กไปไกลอยู่พอสมควรก่อนที่จะหยุดแล้วหันกลับมาเร่งเร้าคนด้านหลังที่เดินตามเขาไม่ทันเสียที
“ก็ขาเรายาวเท่านี้จะให้เดินเร็วได้ขนาดไหน” คิ้วสวยขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิด ใบหน้าสวยเริ่มบูดบึ้งเล็กน้อย
“อ้วนแล้วยังเสือกเตี้ยอีกนะมึง ถามจริงเต็มใจเกิดปะ” ธนกฤตจงใจใช้สายตาเหยียดมองร่างเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า
“โอ้โห นี่ปากคนเหรอ” เสียงเล็กฮึดฮัดอยู่ในลำคอ
“ทำไม มึงจะหาเรื่องกูเหรอ ได้นะ มาดิ มาเล้ยยย” เรียวนิ้วแกร่งยื่นมาดันหน้าผากนูนของศิวภัทรจนอีกคนผงะถอยหลัง
“เราเจ็บนะไอ้บ้า” ศิวภัทรปัดนิ้วออกจากหน้าผากของตนก่อนที่จะคว้ามากัดจนขึ้นรอยฟันชัดเจน
“กัดพอใจยัง ถ้าพอใจแล้วก็เดินต่อได้ละ ป๊ากับแม่กูรอนานละ”
สองร่างขนาดต่างกันของหนึ่งอัลฟ่าหนึ่งโอเมก้าเดินตรงมายังห้องอาหารส่วนตัวที่ทางแม่ของธนกฤตได้จองเอาไว้ เมื่อใกล้ถึงห้องที่จองร่างหนากลับถูกมือเรียวคว้าแขนเสื้อเอาไว้เรียกความสนใจให้เจ้าตัวต้องชะงักเท้าก่อนที่จะหันกลับไปมองร่างเล็ก
“แซ้งค์ เราขอไปเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหมเดี๋ยวเดินตามเข้าไป” เสียงใสสั่นเล็กน้อยบ่งบอกได้ถึงความประหม่าที่เจ้าตัวกำลังรู้สึกอยู่ได้เป็นอย่างดี
“อย่าลีลา เข้าไปพร้อมกันจะได้จบ ๆ ไป”
“เราปวดฉี่ จะไปฉี่”
“แล้วใครบอกให้มึงแดกชานมเยอะ ในมือมึงแก้วที่สามแล้วไหม
“เออหน่า เข้าไปก่อนเดี๋ยวตามไป” ว่าจบศิวภัทรก็เดินย้อนกลับไปเข้าห้องน้ำอีกทาง
ธนกฤตมองตามร่างเล็กที่เดินไปจนสุดทางเดินก่อนจะผลักประตูเข้าไปยังห้องอาหาร เขาพบกับผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่สี่คนซึ่งสองในสี่คือป๊ากับแม่ของเขา ส่วนอีกสองคนนั้นเหมือนจะเป็นพ่อกับแม่ของคู่หมั้นเขา เจอพร้อมกันก็ดีจะได้เคลียร์ให้มันจบ ๆ ไป งานแต่งงานจะได้ถูกยกเลิกถ้าทุกคนรู้ว่าเขามีแฟน(กำมะลอ)อยู่แล้ว
ร่างหนายกมือพนมไหว้ทักทายทุกคนในห้องอาหารนี้อย่างมีมารยาทก่อนที่เดินไปนั่งยังตำแหน่งที่ว่างข้างแม่ของตน
“มาช้านะเรา ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอแบบนี้ได้ยังไงกัน” คุณหญิงกะรัตเมื่อเจอหน้าเจ้าลูกชายตัวดีก็เปิดปากบ่นทันทีตามประสาของ
คนที่บ่นจนเคยชิน
“พอดีผมพาคนคนหนึ่งมาด้วยน่ะครับ อยากแนะนำให้ป๊ากับแม่รู้จักด้วย”
“หืม พาเพื่อนมาด้วยเหรอ” คุณหญิงกะรัตเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นก่อนที่มือเรียวจะผลักประตูเข้ามาปรากฏตัวในห้องอาหาร ร่างเล็กค้อมศีรษะเดินเข้ามาก่อนที่จะ
เงยหน้าขึ้นเตรียมจะยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ศิวภัทรเงยหน้าขึ้นมาถึงกับชะงักงัน สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้องอาหาร ใบหน้าสวยถอดสีจนซีดแทบจะไม่ต่างจากกระดาษ เวรละ!
“นี่ไงครับแม่มาพอดีเลย ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักเลยนะครับ นี่เซียร์ครับเป็นเมียผมเอง” ธนกฤตลุกขึ้นมาดึงแขนร่างบางให้เดินมายืนข้างตนก่อนที่มือหนาจะโอบประคองคนข้างกายที่ตอนนี้หน้าซีดจนแทบจะไม่เห็นสีเลือดไปแล้ว เขาเชื่อแล้วแหละที่ร่างบางบอกว่าโกหกไม่เก่ง นี่ขนาดแค่เจอหน้าป๊ากับแม่เขายังหน้าซีดแถมมือเย็นเฉียบขนาดนี้
พรวด แค่ก ๆ
เสียงสำลักน้ำชาของอัลฟ่าวัยกลางคนดังขึ้น อาการสำลักไอจนหน้าดำหน้าแดงเรียกให้ผู้เป็นภรรยาต้องช่วยประโลมลูบแผ่นหลังเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
“วะ ว่าไงนะ” คุณศิวาผู้เป็นพ่อของศิวภัทรถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ซะ แซ้งค์” มือเล็กสะกิดเรียกคนตัวโตยิก ๆ หวังให้หยุดพูดในสิ่งที่คิดแต่ดูเหมือนว่าคงจะไม่ทันการเจ้าตัวเล่นประกาศกร้าวกลางวงสนทนาว่าเขาเป็นเมียอย่างนี้ได้ยังไง
“นี่เมียผมครับ ผมขอโทษคุณลุงศิวากับคุณน้าษาด้วยนะครับที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรก” ธนกฤตยกมือไหว้ขอโทษผู้ใหญ่ทั้งสองที่ตนทำแบบนี้ เขารู้ดีอีกไม่นานเขาก็ต้องแต่งงานกับลูกชายของคุณลุงศิวาแต่ในวันนี้เขาดันพาเมียมาเปิดตัวเสียได้ ทั้งสองคงจะเสียหน้าไม่น้อยเลย
“เอ่อ จ้ะ ไม่เป็นไรเลยค่ะ ว่าแต่คุณแซ้งค์รู้จักกับลูกน้าอยู่ก่อนแล้วเหรอคะ” คุณหญิงษรารินทร์ยกมือรับไหว้ธนกฤต ตายจริงเด็กสมัยนี้เล่นมาประกาศว่าลูกเขาเป็นเมียแบบนี้ แม่อย่างเขาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนที่ลูกแอบชิงสุกก่อนห่าม ยังไม่ทันได้แต่งกันเลยอีกฝั่งก็เรียกลูกชายเขาว่าเมียเสียแล้ว
“ห้ะ” ร่างหนาถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่หลุดมาดอ้าปากค้างออกมา ลูกใคร ใครลูกคุณน้าษา เขาหันไปทางร่างเล็กที่ยืนแข็งทื่อ
เหมือนถอดวิญญาณออกไปแล้วเรียบร้อย
“มานั่งก่อนอย่ายืนคุยมันเสียมารยาท” เสียงเข้มของคุณหยางประมุขบ้านตระกูลหวังกล่าวขึ้น ธนกฤตจูงมือร่างเล็กมานั่งข้างตน
“นี่แกกับน้องเซียร์เป็นแฟนกันอยู่แล้วก็ไม่บอกแม่ จะมาลีลาอิดออดไม่ยอมแต่งงานตั้งแต่แรกทำไม” คุณกะรัตเอ่ยเย้าแหย่ลูกชายตัวดี
“อะไรนะครับขออีกที” ธนกฤตถามย้ำอีกครั้ง
“แซ้งค์ นี่พ่อกับแม่เราเอง” ร่างบางที่เงียบมาตั้งแต่เข้ามาเอ่ยพูดเสียงแผ่วเบา เรียกสายตาดุดันให้หันกลับมามอง แต่ศิวภัทร
จงใจทำเป็นไม่เห็นสายตานั้นก่อนที่จะหันไปหาแม่ของตน
“แล้วไหนคุณแม่บอกเซียร์ว่าจะมาซื้อของนี่ครับ” ศิวภัทรหันกลับไปถามแม่ของตน ตอนแรกยังชวนเขาไปเลือกเสื้อสูทให้คุณพ่ออยู่เลย แล้วทำไมตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ของเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“ทีแรกตั้งใจเอาไว้แบบนั้นค่ะ แต่พอดีเจอกับคุณหยางคุณก้อยพอดี เขาเลยชวนมาทานข้าวด้วยกัน”
“อ้อครับ” ร่างเล็กหรี่ตาจับผิดก่อนจะพยักหน้ารับ มือเรียวกุมเข้าหากันแน่น เพราะเขาบ่ายเบี่ยงที่จะเจอหน้าว่าที่สามีมาหลาย
ครั้งคุณแม่เลยจงใจหลอกเขามาสินะ บ้าชะมัด!
“แหม แต่ทั้งสองคนเป็นแฟนกันอยู่แล้วก็ไม่บอกพวกพ่อกับแม่เลยนะ งั้นแบบนี้เราเร่งงานแต่งงานให้เร็วขึ้นอีกดีกว่าเนอะ อีกสองอาทิตย์ข้างหน้าแต่งเลยดีไหมคะ” คุณกะรัตพูดกลั้วหัวเราะ วันนี้เธออารมณ์ดีสุด ๆ เลย
“เอ่อ..” ศิวภัทรอึกอักอยากคัดค้าน
ก๊อก ก๊อก
“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารครับ” เสียงบริกรผลักประตูเข้ามาก่อนที่จะช่วยกันยกอาหารมากมายหลากหลายเมนูมาวางบนโต๊ะ รูปร่างการจัดจานสีสันของอาหารแต่ละอย่างล้วนน่าทานแทบทั้งสิ้นแต่กลับธนกฤตและศิวภัทรกลับไม่ได้มีอารมณ์จะทานอาหารสักนิด
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ทานอาหารกันก่อนเถอะ” คุณหยางกล่าวขึ้น
“ป๊าครับ คือผม..”
“ป๊าบอกให้ทานอาหารก่อน” สายตาดุดันวางอำนาจของประมุขตระกูลหวังมองตรงมายังลูกชายของตนก่อนจะเอ่ยปรามเมื่อลูกตัวดีกำลังจะทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าแขก ฟีโรโมนกลิ่นควันไฟเข้มขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องอาหาร ส่งผลให้โอเมก้าอ่อนประสบการณ์อย่างเซียร์รู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามกรอบหน้า
“ป๊าเก็บฟีโรโมนหน่อย” ธนกฤตกล่าวเตือนพ่อของตนที่มักจะเคยชินกับการใช้ฟีโรโมนกดดันลูกน้อง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบทิชชูส่งให้ร่างเล็กข้างกายเช็ดเหงื่อ ทุกการกระทำของธนกฤตอยู่สายตาของพวกผู้ใหญ่ทั้งหมด
“ขอบคุณ” ร่างเล็กรับทิชชูมาซับเหงื่อ แรงกดดันจากอัลฟ่าตระกูลมาเฟียไม่ใช่ของเล่น ศิวภัทรรู้สึกอึดอัดหายใจลำบาก ฝ่ามือสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นไวท์มัสก์จากคนข้างกายที่จงใจปล่อยออกมาโอบล้อมรอบตัวเพื่อให้เขาได้ผ่อนคลายลง
“เรามาทานข้าวกันเถอะจ้ะ อาหารกำลังร้อน ๆ เลย” คุณหญิงกะรัตเอ่ยขึ้น
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จศิวภัทรและธนกฤตจึงขอตัวกลับมาก่อนโดยให้เหตุผลว่าธนกฤตต้องรีบกลับไปเคลียร์เอกสาร ตลอดระยะทางไม่มีการพูดคุย ไม่มีโต้เถียงกันแบบปกติที่เคยเกิดขึ้น ธนกฤตตั้งหน้าตั้งตาขับรถ ในส่วนของศิวภัทรก็ก้มหน้าก้มตาตอบแชตของไนล์เล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆให้เพื่อนสนิทฟังหวังให้ช่วยหาทางออกแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเพื่อนตัวดีดันขำจนตกเก้าอี้แล้วบอกให้เขาทำใจ ทำใจเรื่องอะไรก่อนดี ฮื่อออ อยากจะบ้า
รถหรูแล่นเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถของคอนโดหรู ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณด้วยเสียงแผ่วเบา มือเรียวรีบเปิดประตูลงจากรถแล้วรีบเดินหนีไปแต่ต้องตกใจที่ธนกฤตกลับเดินตามเขามาด้วย
“มีอะไรหรือเปล่า” ศิวภัทรเอ่ยถามขึ้น
“ขึ้นไปคุยกันบนห้อง”
“จะดีเหรอ คุยตรงนี้ไม่ได้เหรอ” ศิวภัทรลังเลถามกลับไป ตอนนี้ธนกฤตค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเขา
“อย่าลีลาให้กูหงุดหงิดเพิ่ม” พูดจบร่างหนาก็ดึงให้คนตัวเล็กเดินตามไปยังห้องราวกับเป็นคอนโดของตัวเองก็ไม่ปาน
ปึง
เสียงปิดประตูดังสนั่นลั่นไปทั่วทั้งชั้นของอัลฟ่าที่ลากเขาเข้ามาในห้อง ร่างหนาเดินไปหยิบน้ำดื่มในห้องครัวมาดื่มเพื่อหวังดับอารมณ์หงุดหงิดที่กำลังปะทุขึ้น
“มีอะไร” ร่างเล็กถามขึ้นหลังจากที่เห็นคนตัวโตดื่มน้ำจนหมดแก้วแล้ว
“มึงเป็นลูกของคุณลุงศิวากับคุณน้าษาแล้วทำไมไม่บอกกู” เสียงเข้มเอ่ยถามขึ้น
“แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าโลกจะกลมขนาดนี้” ศิวภัทรเถียงกลับไป
“ไม่ใช่ว่ามึงรู้อยู่แล้วว่ากูเป็นใครแล้วจงใจเข้าหากูหรอกเหรอ”
“อย่ามั่นหน้าขนาดนั้นขอร้อง พูดจาหยาบคาย นิสัยก็กวนประสาท ใครจะไปอยากเข้าหา” ศิวภัทรกอดอกเชิดหน้าใส่คนตรง
หน้า
“แล้วมึงไม่ใช่หรือไงที่มาอ้อนให้กูเอาตั้งแต่แรก” ร่างหนาแสยะยิ้มตอบกลับไป
"เราไม่ได้อยากทำแบบนั้น"
"แต่ก็ทำไปแล้ว ให้คนที่ไม่รู้จักเอา"
"นี่!! หยุดทำตัวหยาบคาย พูดจาแย่ ๆ ไม่ต่างจากกุ๊ยสักทีเถอะ”
“นี่มึงว่าใครเป็นกุ๊ย” ร่างหนากัดฟันกรอดถามกลับไป
“ก็นายไง”
“คำก็กุ๊ยสองคำก็กุ๊ย” ธนกฤตจ้องสบตาร่างเล็ก
“ก็นายทำตัวไม่ต่างจากกุ๊ยข้างถนนเองนี่”
“หึ แล้วเป็นไง กุ๊ยอย่างกูลีลาเด็ดถึงใจมึงไหมล่ะ”
“หุบปาก!!” ศิวภัทรตะโกนออกมาเสียงดังด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด
“รับไม่ได้เหรอที่มีผัวแบบกู”
“…”
“ทีแรกกูก็ว่าจะล้มงานแต่ง แต่ตอนนี้กูเปลี่ยนใจแล้ว”
“...!!!”
“ยินดีด้วยครับที่รัก คุณกำลังจะได้ของดีตระกูลหวังไปครอบครอง แต่ช่วยจำเอาไว้อย่างหนึ่งนะว่ามันจะไม่มีความรักเกิดขึ้นในการแต่งงานครั้งนี้แน่นอน
“…อื้อ!”
ธนกฤตเอื้อมมือไปคว้าคนตัวเล็กเข้ามากดจูบ ริมฝีปากหยักกดน้ำหนักบดขยี้ปากอิ่มขบเม้มดูดดึงจนเจ็บระบมไปหมด ฝ่ามือหนาบีบกระพุ้งแก้มไม่เบาแรงจนร่างเล็กต้องยอมเผยอปากออก ลิ้นร้อนชื้นแฉะฉกฉวยเข้าสู่โพรงปากอุ่นไล่ต้อนลิ้นเล็กจนไร้ทางหลบหนี ฟันคมขบกัดปากบางจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดและรสสนิมคละคลุ้งอยู่ในปาก
มือเล็กทุบอกแกร่งระรัวเพื่อหวังได้รับอิสระจากคนตรงหน้าแต่ก็ไม่เป็นผล เขารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่มีถูกสูบโดยร่างสูงออกไปทีละน้อย ธนกฤตถอนริมฝีปากเผื่อให้อิสระแก่ร่างบางได้หายใจหายคอก่อนที่จะเริ่มสัมผัสใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง ฟีโรโมนกลิ่นดอกฟรีเซียลอยคลุ้งอยู่ในอากาศปะปนไปกับกลิ่นไวท์มัสก์ผสมกันจนยากจะแยก
ศิวภัทรเหนื่อยหอบกอบโกยอากาศเข้าสู่ปอดเล็กครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากริมฝีปากช้ำได้รับอิสระ จูบที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์นี้หนักหน่วงสำหรับเขามาก อยู่ ๆ ก็รู้สึกราวกับแข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดไปนั่งหอบหายใจที่พื้น
“แฮ่ก ๆ”
“จูบแค่นี้ถึงกับเข่าอ่อนเลยเหรอ” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น
“เลว” ดวงตาคมตวัดมองกลับไปอย่างโกรธแค้น
“หยาบคายขึ้นมาบ้างแล้วนี่” ธนกฤตแสยะยิ้มรับคำชมจากร่างบาง
“คนชั่ว” ปากอิ่มบริภาษกลับไปอีกครั้ง
“ถึงจะชั่วก็ผัวเธอเคยได้ยินไหมทูนหัว” ธนกฤตย่อเข่าลงไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าร่างบาง “เจอกันวันแต่งงานเลยละกัน จุ๊บ” ก่อนที่
จะยื่นริมฝีปากไปจุมพิตริมฝีปากช้ำอีกครั้งแล้วหันจากเดินออกจากห้องไป
“…!!”
