บทที่ 4 PSYCHO ROMANCE+ :: CHAPTER 2

PSYCHO ROMANCE+

2

ฉันจับจ้องใบหน้าหล่อที่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะผลักฉันให้ออกจากอ้อมกอด หมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับควันบุหรี่ที่พ่นออกมาจากริมฝีปาก ฉันเม้มปากตัวเองมองแผ่นหลังกว้างที่เดินหายไป

“นายต่างหากเด็กบ้า ที่จะทนฉันได้สักกี่น้ำ!” เหอะ

ในเมื่อจัดการธุระของตัวเองเสร็จแล้ว ฉันเลยขับรถมุ่งตรงไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเดินช้อปปิ้งตามประสาคนสวย ฉันอยากได้ของทุกอย่างเลยนะ แต่ทว่าก็ต้องระงับตัวเองไว้ แค่นี้ที่คอนโดก็ไม่มีที่จะเก็บของฉันแล้วไง อีกอย่างเย็นนี้ฉันก็ต้องไปที่บ้านเด็กนั่นด้วย ถึงยังไงตอนนี้ปืนคือเด็กในปกครองของฉัน แหมทำไมดูเหมือนจะภูมิใจอะไรขนาดนี้นะ

“บัว”

“เอ๊ะ? อะ อาคิน” ฉันหมุนตัวไปตามเสียงเรียกก็ต้องตกใจกับร่างสูงที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ ใบหน้าหล่อยกยิ้มอย่างร้ายกาจ ฉันทำอะไรไม่ถูกถอยหลังจะหนีเขาแต่ทว่ากลับถูกร่างสูงของลูกน้องอาคินประคองเอวให้เดินไปหาเขาโดยที่ฝ่ามือแกร่งโอบเอวฉันไว้แนบชิดกับร่างสูงที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอม ฉันเงยหน้าสบตากับอาคินที่ยกยิ้ม

“เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ”

“บัวไม่มี ปล่อย!”

“มีสิ เรื่องไอ้นับแสนไง?”

“!”

“พอจะมีเวลาคุยกับอาได้หรือยังหืม หลานรัก” น้ำเสียงเข้มและรอยยิ้มที่มุมปากทำให้ฉันไม่สามารถปฏิเสธเขาได้เลยสักนิด อาคินประคองเอวฉันไปห้องอาหารญี่ปุ่นที่เป็นห้องส่วนตัว เมื่อเข้ามาถึงฉันก็มองอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ตรงหน้า โหยน่ากินมาก! หรือว่าจะสั่งอาหารญี่ปุ่นไปกินที่บ้านปืนดีนะ

“กินสิ อารู้ว่าบัวชอบอาหารทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า”

“บัวไม่หิว”

“กินเถอะนะ อาไม่ใส่ยานอนหลับให้เรากินหรอก เชื่อใจกันหน่อยสิ”

“ก็เพราะว่าเคยเชื่อใจไง บัวถึงไม่กิน!” ฉันผลักถ้วยที่อาคินยื่นมาให้ ก่อนจะมองสบตากับเขาที่ยกยิ้มอย่างเหนือกว่า ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แบบนี้ฉันถึงระวังตัวให้ถึงที่สุดเรื่องของกินหรือแม้แต่การไปไหนมาไหนกับเขา ฉันกอดอกและสบตากับเขาที่ยกชาร้อนขึ้นดื่มด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มจนฉันกลืนน้ำลายลงคอ บ้าเอ่ย! ฉันเป็นพวกที่เห็นของกินไม่ได้นะ มักจะกินไปหมดทุกอย่างจริงๆ แต่ทว่าจะมาทำนิสัยเดิมๆ กับคนแบบนี้ไม่ได้ ประวัติก็เคยมีมาแล้วนะบัว และตอนนี้ก็ไม่มีใครมาช่วยเธอได้เหมือนแต่ก่อนนะ!

“อามีเรื่องจะคุยกับบัว? เรื่องพี่นับแสน”

“อ่า ใช่แล้ว... นับแสน ลูกชายดีไซน์เนอร์ชื่อดังของห้องเสื้อ NUBSAEN ที่ดังไปทั่วโลก ลูกชายคนโตของตระกูลริศรามรวุฒิ”

“!”

“อายุ 25 ปี จบการศึกษาจากมหาลัยชื่อดังของแอลเอ ตอนนี้เปิดห้องเสื้อที่แอลเอและกำลังจะมาเปิดห้องเสื้อที่ประเทศบ้านเกิด โสด นิสัยดี หล่อ สุภาพบุรุษ... โปรไฟล์เยี่ยมจริงๆ”

“อะ อาคิน อารู้ได้ยังไง?”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ผู้ชายที่เข้ามาเกาะแกะบัวของอา อาไม่ปล่อยให้คลาดสายตาไปสักคน”

“อย่ายุ่งกับพี่นับแสน”

“ห้ามอาได้ด้วยเหรอ? ถ้าห้ามได้ ลองห้ามดูสิ บัวรู้ไม่ใช่เหรอว่าต้องห้ามอาด้วยวิธีไหน” สีหน้าของคนเจ้าเล่ห์ทำเอาฉันถึงกับกำหมัดตัวเองอย่างแนบแน่น สีหน้าบิดเบี้ยวจนเขาพอใจ อาคินลุกขึ้นมานั่งข้างฉัน โอบกอดเอวฉันให้เข้าไปใกล้กับเขา ใบหน้าหล่อใช้จมูกเขี่ยไปมาที่แก้มของฉันจนรู้สึกขยะแขยงเต็มทน

“วิธีที่อาต้องการบัวรู้ดี ให้อาได้ไหมล่ะ แล้วอาจะไม่ยุ่งกับมัน”

“อย่าบังคับให้บัวต้องใช้วิธีสกปรกแบบอาเลย!”

พลั่ก

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วบัวขอตัว และบัวมั่นใจด้วยว่าพี่นับแสนไม่ตกเป็นเหยื่อของอาง่ายๆ”

“บัว!”

“คราวไพเรท อาทำอะไรเขาได้หรือเปล่าล่ะ? ก็ไม่ พี่นับแสนไม่ใช่คนที่อาจะทำร้ายได้ง่ายๆ นะ อย่าคิดว่าตัวเองมีอำนาจคนเดียวสิ อาคิน” ฉันยิ้มให้กับร่างสูงที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ฉันเดินสวนเข้าไปแต่ทว่าถูกร่างสูงกอดเอวไว้พร้อมกับใบหน้าหล่อที่ซบหน้าลงกับซอกคอฉัน

“อือ ปล่อยนะ!”

“แล้วเราจะได้เห็นดีกันบัว... บัวบังคับอาเองนะ” คำพูดที่ทำให้ฉันตกใจแต่ก็พยายามบิดตัวให้หลุดจากอ้อมแขนแกร่ง จนกระทั่งมีเสียงมือถือของเขาที่ช่วยชีวิตฉันไว้

“ครับพี่บดินทร์ ได้ครับ อ่อตอนนี้น่ะเหรอ พอดีผมเจอบัวก็เลยพามากินอาหารญี่ปุ่น ให้กลับบ้านเหรอครับ? อันนี้ผมไม่รู้นะครับว่าบัวจะฟังที่ผมพูดหรือเปล่า” ฉันหมุนตัวไปมองอาคินที่ยกยิ้ม เขากำลังพูดปลายสายกับพ่อของฉัน ใช่ พ่อของฉันเอง พ่อที่ไว้ใจผู้ชายคนนี้ อาคินเดินตรงมาหาฉันก่อนจะโอบเอวฉันไว้แน่น เขารู้ดีว่าฉันไม่มีทางตะโกนบอกพ่อแน่ๆ ว่าเขากำลังทำอะไรฉันอยู่ตอนนี้

“ครับ บัวดื้อมากเลยครับ เดินหนีผมไปแล้วด้วย” อาคินแสยะยิ้มก่อนจะก้มใบหน้าลงมาจนฉันผลักอกแกร่งจนกระเด็นออกไป และตัวฉันก็ออกมาจากในห้องบ้าๆ นั่น ฉันหมุนตัวไปสั่งอาหารญี่ปุ่นชุดใหญ่และหลบมุมไปนั่งรออาหาร เมื่อเห็นว่าอาคินออกไปแล้วพร้อมกับลูกน้องก็โล่งใจออกมา ฉันหยิบมือถือมาโทรปลายสายที่อดเป็นห่วงไม่ได้

(“ครับผม”)

“พี่นับแสนจะมาหาบัวเมื่อไหร่คะ?”

(“อืม ตอนนี้พี่กำลังเตรียมตัวอยู่ ไม่เกินอาทิตย์หน้าแน่นอนครับ ทำไมคิดถึงพี่เหรอ?”)

“คิดถึงพี่นับแสนมากเลยค่ะ และก็เป็นห่วงมากเลยด้วย” ฉันเล่าเรื่องทุกอย่างให้พี่นับแสนฟัง แน่นอนว่าปลายสายเงียบไปจนฉันไม่สบายใจ แต่ทว่าเขาก็ทำให้ฉันชื่นใจขึ้นมาด้วยคำพูดต่อไปนี้

(“พี่ไม่สนหรอกครับ คนแบบนั้นทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก บัวต่างหากที่ต้องระวังตัวเข้าใจไหมครับ?”)

“บัวรู้แล้ว ถ้างั้นบัวไม่กวนพี่นับแสนแล้วล่ะ แล้วเจอกันนะคะ” พี่นับแสนวางสายไป แต่เป็นฉันต่างหากที่รู้สึกไม่สบายใจเลยกับสิ่งที่อาคินกำลังทำ รู้ไหมว่าเขาเคยทำให้ไพเรทเกือบโดนทำร้ายมาแล้ว แต่ไพเรทก็คือไพเรท หมอนั่นไม่ยอมให้ใครมาทำฟรีๆ ก็เลยสั่งสอนอาคินไปด้วยหมัดที่หนัก แต่ถึงแบบนั้นอาคินก็ไม่สนใจ ใส่ไฟไพเรทจนพ่อฉันเกือบจะไม่ให้เขาเข้าบ้าน แต่มีเหรอว่าฉันจะยอมให้เป็นแบบนั้น ไม่มีทาง... ถึงจะบอกเรื่องนี้กับพ่อและย่าไม่ได้ แต่ว่าฉันสามารถทำให้คนที่ถูกอาคินกล่าวหาบริสุทธิ์ได้ก็แล้วกัน

ในช่วงเย็นฉันก็หิ้วอาหารญี่ปุ่นมาที่หน้าบ้านของปืนที่เงียบสงบ ก่อนจะนั่งรอเขาที่หน้าประตูรั้วซึ่งมีเก้าอี้หินอ่อนอยู่ กระทั่งได้ยินเสียงตระโกนโวยวายดังขึ้นมา ทำให้ฉันหันไปมองก็พบว่าปืนกำลังเดินมากับเพื่อนที่ฉันรู้จักคือนัทกับทีน แต่อีกสองคนฉันไม่รู้จักหรอกนะ

“ว้าว พี่สาวมาจริงๆ ด้วย”

“ไงพวกนาย ไปไหนกันมาล่ะ?”

“ผมกับไอ้ปืนไปเดินเที่ยวมาครับ แต่ไม่คิดว่าพี่สาวจะทำตามที่พูดด้วย”

“ฉันเป็นคนที่พูดจริงทำจริงนะ และนี่ก็คืออาหารญี่ปุ่นชุดใหญ่ที่ฉันสั่งมากินด้วย”

“เอาออกไป” ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงของปืนก็ดังขึ้น ทำให้ฉันมองสบตากับร่างสูงที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ เขาไขกุญแจรั้วและประตูบ้าน แต่ทว่าฉันกลับถูกฝ่ามือหนาของนัทและทีนคว้าตามไปด้วย

“เฮ้ยพวกมึง! กูบอกว่ายังไง”

“แหม มึงจะอะไรนักหนาวะไอ้ปืน พี่บัวอุตสาห์ซื้อของกินมาตั้งเยอะ ที่สำคัญตอนนี้พี่บัวเป็นผู้ปกครองมึงนะ”

“แล้วไง กูไม่ได้ขอสักหน่อย ไสหัวไปซะบัวสวรรค์”

“คำก็ไล่ สองคำก็ไล่...”

“ก็ไล่ให้ไปไง!”

“ฉันไม่ไป มีอะไรมะ?” ฉันเท้าเอวยิ้มให้กับปืนที่ดูจะหัวเสียมาก และที่สำคัญคือเพื่อนของเขาเข้าข้างฉัน มันดีตรงนี้ล่ะ ร่างสูงไม่พอใจฉันก่อนจะเดินกระทืบเท้าขึ้นห้องไป ส่วนฉันก็ถามหาห้องครัวเพื่อจะได้เอาจานมาใส่อาหารญี่ปุ่น

“นี่ ปืนอยู่คนเดียวเหรอ?”

“ใช่ครับ มันอยู่คนเดียวเพราะมีปัญหากับที่บ้าน แต่ว่าเรื่องเงินทองพ่อกับแม่มันก็ให้ไม่ขาดนะ ง่ำๆ”

“แล้วไม่มีใครอยู่กับเขาเลยเหรอ?” ถามเพื่อความแน่ใจไง เพราะฉันรู้ว่ามีแต่ยิ้มแค่นั้นที่เคยอยู่ที่นี่

“ไม่มีครับ พี่สาวของไอ้ปืนก็ไปอยู่เกาหลีกับแฟน ส่วนยิ้มก็ย้ายออกไปเพราะมีแฟนเหมือนกัน ไอ้ปืนก็เลยเป็นอย่างที่เห็นเนี่ยล่ะครับ” เพื่อนของปืนต่างพากันกินอาหารญี่ปุ่นที่เยอะจนกินไม่หมด ฉันนั่งกินกับพวกเขาและพูดคุยเล่นกันอย่างสนุก พวกเขาเปิดเกม Play Station 4 ยอดฮิตให้ฉันเล่นด้วย จนเวลาดึกพอควรฉันก็ยังไม่เห็นปืนลงมาจากห้อง

“นี่ปืนจะไม่ลงมากินอะไรเลยเหรอเนี่ย?”

“ช่างมันเถอะครับ”

“ไม่ได้สิ ดึกแล้วไม่หิวแย่หรือไง? ฉันอุตส่าห์แบ่งอาหารไว้ด้วย”

“งั้นพี่สาวก็ขึ้นไปตามสิครับ ห้องมันอยู่ซ้ายมือน่ะ” ฉันมองนัทที่ชี้นิ้วไปทางขึ้นบันไดที่มืดสนิท ดูวังเวงราวกับหนังฆาตกรรมเลย ขออย่าให้มีอะไรโผล่มาต่อที่ฉันกำลังขึ้นไปเลยนะ ยิ่งชอบดูหนังจำพวกนี้อยู่ด้วยนะฉัน เมื่อมาถึงห้องที่เพื่อนของปืนบอกฉันก็ชะงักตัวเองอยู่ที่หน้าห้องที่มีป้ายอักษรตัว P ภาษาอังกฤษ ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้องของเขาอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ฉันเลยถือวิสาสะบิดลูกบิดที่ไม่ได้ล็อคเข้าไปในห้องของปืน ซึ่งแน่นอนว่าครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้เข้ามาในห้องของเด็กผู้ชายแบบนี้

“มืดจังแหะ” ภายในห้องของปืนมืดสลัวมีแค่แสงโคมไฟจากหัวเตียงเท่านั้นที่เปิดอยู่ เตียงนอนขนาดใหญ่เป็นสีดำทั้งชุด มีโต๊ะทำงานและชั้นหนังสือ ตามผนังห้องก็มีกรอบรูปของภาพวาดศิลปะและอีกรูปที่ฉันพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นรูปครอบครัว ทุกคนยิ้มหมดยกเว้นแค่ปืนเท่านั้นที่ยืนทำหน้านิ่ง ห้องของปืนกว้างมากจนฉันเดินไปหยุดที่เตียงนอน ถึงแม้จะดูไม่เรียบร้อยตามประสา แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดซกมกเป็นขยะ ห้องของเด็กผู้ชายมีกลิ่นที่หอมแปลกๆ จนฉันรู้สึกหวั่นหัวใจยังไงชอบกล

“เข้ามาทำอะไร?”

“วะ ว้าย!”

ตุ้บ

ฉันตกใจสุดขีดที่ได้ยินเสียงเข้มแหบพร่าของปืน แน่นอนว่าหันกลับไปต้องตกใจจนขาไปสะดุดกับเตียงนอน ฉันมองต่ำไปที่ท่อนล่างของปืนที่นุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวสีดำผืนเดียว เผยให้เห็นอกแกร่งที่ตามลำตัวมีน้ำราวกับเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ มือหนาเสยผมตัวเองขึ้นไป มองใบหน้าของฉันด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

“เข้ามาทำไม?”

“คะ คือว่าจะตามลงไปกินข้าว แต่ไม่รู้ว่านายอาบน้ำอยู่” น้ำเสียงของฉันขาดๆ หายๆ เพราะมัวแต่กำลังอึ้งกับหุ่นที่ดูดีของปืน ร่างสูงโน้มตัวลงมาเท้ามือลงข้างลำตัวฉัน ใบหน้าหล่อก็อยู่เสมอใบหน้าของฉัน ที่บอกตามตรงเลยนะ ใจเต้นแรงมาก

“เหรอ? แต่กล้าเข้ามาในห้องของผู้ชายแบบนี้ คงไม่ได้มาตามอย่างเดียว”

“ปืน...”

“ทำไม ฉันพูดอะไรผิด ต้องการแบบนี้ไม่ใช่หรือไงบัว?” ฉันถูกปืนผลักให้นอนลงกับเตียงนุ่ม ฝ่ามือหนาจับมือทั้งสองข้างของฉันไว้เหนือหัว ทำเอาฉันเบิกตากว้างกับท่าทางที่หมิ่นเหม่แบบนี้

“ปะ ปืน จะทำอะไร?”

“ทำอะไร? ทำอะไรดีล่ะ ทำให้เธอไปจากฉันโดยเร็ว มีวิธีไหนบ้างล่ะที่คนเลวๆ อย่างฉันพอจะทำได้ หืม” ความรู้สึกตอนนี้ของฉันรู้สึกสั่นไหวไปหมด หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจเมื่อใบหน้าหล่อโน้มมาใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน

“ปืนอย่าทำแบบนี้”

“แบบไหน? แบบไหนที่จะทำให้เธอไปจากฉันได้เร็ว ฉันก็จะทำ”

“ปืน ขอร้อง” หัวใจเต้นแรงไม่ว่า แต่ทว่าความรู้สึกแบบนี้มันทำให้ฉันนึกถึงเรื่องบ้าๆ ที่เกิดกับตัวเอง ใช่ อดีตที่อาคินทำกับฉันไว้ อดีตที่ฉันลืมไปแล้ว ความรู้สึกตอนนี้มันทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวจนฉันสั่นไปหมด

“สั่นเหรอ? กลัวเหรอ? กลัวทำไมบัว... ชอบไม่ใช่หรือไง”

“อึก” ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไง ภาพอดีตมันหลั่งเข้ามาจนฉันเม้มปากตัวเอง สบตากับเขาแน่นอนว่าปืนเองก็ไม่ได้สนใจหรอก เพราะเขาไม่เคยรู้ว่าฉันต้องเจออะไรมาบ้างกับเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้

“อยากยุ่งกับฉันดีนักไม่ใช่หรือไง? ต้องการแบบนี้ฉันก็จัดให้ได้”

“อย่านะ...”

แกร๊ก

“ปะ ปืน”

“หือ? จอย” ร่างสูงผละออกจากตัวฉันทันทีเมื่อประตูห้องเปิดออก พร้อมกับร่างบางของหญิงสาวที่สวมชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับปืน ใบหน้าหวานมีผมสีดำประบ่ากำลังมองฉันกับปืนสลับกันไปมา

“ไม่ใช่อย่างที่เธอเห็นนะจอย”

“แล้วเธอเป็นใครเหรอ?” น้ำเสียงหวานดังขึ้นมาก่อนจะมองสบตากับฉัน แน่นอนว่าฉันลุกขึ้นยืนและยกมือโบกไปมาเมื่อได้ยินชื่อของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้ที่ปืนพูดถึง เด็กคนนี้ที่เป็นอีกคนที่ทำให้เขาไม่รำคาญนอกจากยิ้ม น่ารัก บอบบาง อ่อนหวานมากเลยด้วย

“ไปรอข้างล่าง เดี๋ยวฉันลงไปอธิบายให้ฟัง”

“อืม” จอยพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องไป ส่วนฉันก็ทำอะไรไม่ถูก หันไปมองปืนที่เท้าเอวมองประตูอย่างไม่สบายใจ อ่อกังวลล่ะสิที่จอยจะเข้าใจผิด

“กลัวจอยจะเข้าใจผิดหรือไง?”

“ยุ่ง!” ปืนตะคอกฉันและเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาสวม ส่วนฉันก็เดินลงบันไดมาก็เห็นจอยนั่งอยู่กับพวกนัทที่นั่งเล่นเกมกันอยู่โดยไม่ได้สนใจอะไรเราเลย เด็กคนนั้นมองสบตากับฉันพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ และตัวฉันเองก็ต้องยิ้มตอบกลับไป ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่ชอบที่ปืนเห็นหล่อนสำคัญกว่าก็เหอะ เอิ่ม แล้วทำไมฉันจะต้องไม่พอใจด้วยเนี่ย

“พวกมึงนี่แม่งเล่นแต่เกมนะ และให้บัวขึ้นไปบนห้องกูทำไม?”

“ก็พี่สาวเขาจะไปตามมึงลงมากินข้าว จังหวะที่จอยมาพอดีกูก็เลยไล่ขึ้นไป ทำไม? มึงทำอะไรกับพี่สาวอยู่หรือไง”

“ทำตีนมึงสิ!” ฉันนั่งลงที่โซฟาก่อนจะมองปืนที่นั่งลงข้างๆ จอย ใบหน้าหล่อหันไปยิ้มให้กับหล่อนจนฉันเบ้ปาก ทีกับฉันแทบจะกัดให้ตายเลยนะ

“จอย คือเรื่องที่เห็นมันอุบัติเหตุนะ ผู้หญิงคนนี้ชื่อบัว เธอเป็นผู้ปกครองฉันแทนยิ้มน่ะ”

“เอ๋? งั้นเหรอ เออ จอยขอโทษนะคะ” จอยยกมือไหว้ฉันจนแทบจะยกมือตอบกลับไม่ทัน เธอทำหน้าไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปืนเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เห็นว่ากำลังยิ้มให้กับจอย

“จอยซื้อเค้กมาฝาก ปืนกินนะ”

“ได้สิ โห... น่ากินมากเลย รู้ใจฉันด้วย” ฉันมองปืนที่กระตือรือร้นในการเปิดกล่องเค้กกิน แต่ทว่าฉันกลับยกจานซูชิยื่นให้เขาจนใบหน้าหล่อหันมามองฉันอย่างไม่พอใจ

“กินนี่ก่อนสิ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนะ”

“ฉันไม่ชอบกินอาหารแบบนี้...” ฝ่ามือหนาผลักจานฉันออกไป และตักเค้กกินพร้อมกับยิ้มให้จอยจนฉันหน่วงใจแปลกๆ ใช่มันรู้สึกหน่วงจนแทบจะไปไม่เป็นเลย แต่ทว่าฉันก็ทำตัวเองเข้มแข็งและเก็บอาการความรู้สึกนี่ไว้

“ฉันกลับก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะมารับไปเรียนนะ”

“ฉันโตแล้ว ไปเองได้... อย่าคิดว่าเป็นผู้ปกครองฉันแล้ว จะมาสั่งอะไรก็ได้ตามใจชอบนะ”

“พรุ่งนี้จะมารับ”

“เธอ!”

“บาย” ฉันยกมือให้กับปืน พวกเพื่อนเขาและจอยที่ยิ้มหวาน กระทั่งฉันออกมาจากบ้านของเขา ยกมือทาบหัวใจตัวเองที่มันเต้นหน่วงๆ เมื่อได้มองภาพของปืนที่ใส่ใจและยิ้มให้กับจอย ทั้งที่ฉันเองก็อยากได้โมเม้นท์แบบนี้บ้าง

“บ้าจริง! บัว คิดบ้าอะไรเนี่ย อายุเธอมากกว่าเด็กนั่นตั้งหกปีนะ... อย่ากินเด็กๆ ท่องไว้”

รุ่งเช้าฉันก็ขับรถมาที่บ้านของปืนแต่เช้าเลย อันที่จริงต้องมาดักเด็กบ้านี่ล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะไปก่อนไม่รอฉัน เพราะฉันรู้ไงว่ายังไงเด็กนั่นก็ต้องต่อต้านฉันอยู่ดี ฉันชะโงกมองเข้าไปในประตูบ้านก็เห็นร่างสูงของปืนที่แต่งตัวไม่เป็นระเบียบเดินออกมา พอเขาเห็นหน้าฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

“น่าเบื่อ”

“เหอะ ขอโทษด้วยนะที่จะต้องเบื่อไปอีกนานจนกว่านายจะตั้งใจเรียนกว่านี้ ไป” ฉันคว้าข้อมือหนาไว้แต่ทว่าปืนก็สะบัดออกจนหลุดไป เขามองค้อนฉันและเดินตรงไปที่รถฉันอย่าง่ายดาย เราสองคนนั่งรถมาด้วยกันโดยไม่มีใครพูดอะไรเลย กระทั่งฉันที่นอนไม่หลับมาทั้งคืนเพราะเห็นปืนกับจอย ฉันโตพอจะรู้แล้วว่าสองคนนี้มีความรู้สึกอะไรต่อกัน แต่ก็อยากได้ยินจากปากของปืนนะ

“นายกับจอย ดูสนิทกันนะ ไหนบอกว่าไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับชีวิตไง?”

“ก็เฉพาะจอยและก็...” เขาเงียบไป ก่อนจะเท้าศอกไปที่กระจกข้างมองออกไปด้านนอกโดยไม่สบตากับฉัน แต่เป็นฉันไงที่มองใบหน้าด้านข้างอย่างห่อเหี่ยวใจยังไงชอบกล

“นายชอบยิ้มที่อายุมากกว่าหรือชอบจอยที่อายุเท่ากัน?”

“จะอยากรู้ไปทำไม? ไม่ใช่เรื่อง” สีหน้าของปืนเด่นชัดมากว่าเขาหงุดหงิดฉัน แต่ทว่าฉันกลับเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาจนปืนหันมามองฉันอย่างไม่สบอารมณ์

“ชิ เจ็บนะเว้ย!”

“ก็ถามไม่ยอมตอบ นั่งเก๊กหน้าหล่อเป็นพระเอกเอ็มวีไปได้”

“จำเป็นต้องตอบเธอหรือไง? เป็นอะไรกันถึงจะต้องตอบทุกเรื่อง”

“ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวนายก็แล้วกัน”

“พูดให้จบ สิทธิ์ในเรื่องการเรียน ไม่ใช่เรื่อส่วนตัว” เขามองฉันอย่างนิ่งเฉยและหันกลับไปนั่งตามเดิม จนฉันเม้มปากตัวเอง ฝ่ามือก็กำลังพวงมาลัยรถอย่างหน่วงใจ

“แต่ก่อนอาจจะใช่ที่ฉันชอบยิ้ม เพราะยิ้มเป็นคนที่ทำให้ฉันอยากเปลี่ยน... และทำให้ฉันกลับไปเลวเหมือนเดิม”

“...”

“ตอนนี้มันไม่ได้มีความหมายสำหรับฉันแล้ว ยิ้มคือคนอื่นสำหรับฉัน และจอยคือคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไป”

“ไม่ใช่ฉันหรือไงที่ทำให้นายเปลี่ยน เรื่องเรียนและก็เรื่องอื่นๆ”

“เธอก็แค่ตัวจุ้นจ้าน ฉันไม่ได้ต้องการ แต่เธอเสนอหน้าเอง”

“...”

“แต่กลับจอย ฉันต้องการ... ต้องการแค่จอย ไม่ได้ต้องการคนอื่น ส่วนเธออยากจะยุ่งเอง ฉันไม่ได้ขอร้อง” ใบหน้าของฉันชาไปทันทีเมื่อได้ฟังความต้องการของปืน ฉันจับจ้องใบหน้าหล่อนิ่งที่สบตากับฉันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทำไมรู้สึกหน่วงแบบนี้อีกแล้วนะ? หรือว่าฉันกำลังรู้สึกอะไรกับเด็กคนนี้งั้นเหรอ? ก็แค่ต้องการให้เด็กคนนี้มีอนาคตที่ดีแค่นั้นไม่ใช่หรือไงบัว ฉันขับรถมาด้วยความครุ่นคิดกระทั่งรถมาจอดที่หน้าโรงเรียนของปืน

“ขอบใจ”

“ตั้งใจเรียนนะ ขอร้องอย่าโดดเรียนไปมีเรื่องที่ไหน”

“...” เขาไม่ตอบ ลงจากรถไปจนฉันมองตามร่างสูง แน่นอนว่าเพื่อนของเขารออยู่ที่หน้าโรงเรียนพร้อมกับจอยที่ยิ้มให้เขาแต่ไกล ความรู้สึกของฉันตอนนี้มันคืออะไรกันแน่นะ? ฉันโตพอที่จะรู้แล้วนะว่าความรู้สึกบ้าๆ นี่มันคืออะไร ฉันเอนศีรษะพิงเบาะมองร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในโรงเรียน ยกมือก่ายหน้าผากกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้

“ขอร้องนะบัว คิดกับเด็กนั่นแค่เด็กในปกครองพอ อย่าคิดอะไรที่มันเกินไปกว่านี้เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป