บทที่ 7 PURSUE LOVE CHIANTI #เคียนติกินชีส :: CHAPTER 2 [50%]

“แดนล่ะ” ลมเพจ้องฉันเมื่อถามหาแฟนตัวดีจอมหื่น วันนี้เขาบอกว่าไม่ว่างมา ซึ่งฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร

“ไม่รู้สิ ช่างเถอะ ฉันสนใจที่ไหน”

“งั้นไปส่ง แต่ตอนกลับล่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันกลับได้ไม่ต้องห่วงให้มาก เพื่อนรัก” ฉันจับศีรษะลมเพโยกไปมา มีแค่ลมเพเพียงคนเดียวเท่านั้นล่ะที่คบกับฉัน แม้ว่าฉันจะตกต่ำอย่างที่ยัยมุกดาพูด ฉันไม่แคร์ถ้าผลสุดท้ายเราได้รู้ไงว่าใครกันที่อยู่กับเราในวันที่ไม่เหลืออะไรเลย

“งั้นไปกินข้าวกัน เดี๋ยวฉันไปส่ง แต่อย่าลืมนะต้องออกแบบเสื้อผ้าส่งอาจารย์ด้วย”

เมื่อไปกินข้าวกับลมเพเสร็จเธอก็มาส่งที่ด้านหลังคลับเฉพาะ ฉันเดินตรงเข้าไปด้านในมาหยุดที่หน้ากระจก ทุกคนที่ทำงานที่นี่ใจดีและไม่เคยแย่งชิงดีชิงเด่นเลย ฉันรู้สึกว่าชีวิตในนี้ดีกว่าชีวิตที่ดูถูก เหยียดหยามกว่าชีวิตที่อยู่ข้างนอก มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกมองจากภายนอกว่าเป็นสถานที่ไม่ดี แต่ใช่ว่าคนในนี้จะไม่ดีไปด้วย

ทุกคนต่างพากันมาทำงานที่นี่เพื่อหางาน บ้างก็ส่งกลับบ้านนอก ส่งให้พ่อแม่ ส่งตัวเองเรียนหรือทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ฉันไม่เห็นว่ามันจะน่าอายด้วยซ้ำ ในเมื่อเราลงแรงลงกายในการทำงานเพื่อให้ได้เงิน กว่าฉันจะได้สักบาทมันยากเย็นแค่ไหน กว่าจะทำให้ตัวเองเป็นตัวท็อป ฉันเข้าใจแล้วว่าเงินหาได้ลำบาก และฉันไม่ควรใช้เงินฟุ่มเฟือย

“มาแล้วเหรอน้องชีส”

“สวัสดีพี่ๆ ทุกคนนะคะ” ฉันยกมือไหว้ทุกคนที่นั่งแต่งหน้า เตรียมตัวกันอยู่

“เรียนหนักไหม?” ผู้หญิงที่เป็นท็อปอันดับหนึ่งไม่ใช่ฉัน แต่เป็นพี่แป้งสาวสวยที่ฉันเห็นแล้วยังต้องกราบ เธอสวยจริงๆ ฉันว่าฉันมั่นใจ มั่นหน้าตัวเองนะ แต่สู้พี่แป้งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พี่แป้งเป็นคนโปรดของเจ้าของคลับด้วย ซึ่งฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าของหรอกนะว่าหน้าตาเป็นยังไง

“ไม่หนักค่ะ เรียนแค่วิชาเดียววันนี้”

“ดีแล้วล่ะ ตั้งใจเรียนนะ เรียนจบหางานดีๆ ทำซะ จะได้ไม่ต้องมาเต้นกินรำกินแบบนี้” พี่แป้งส่งยิ้มให้กับฉัน ก่อนจะเดินไปยังหลังเวทีเพื่อเตรียมพร้อม ฉันซาบซึ้งในคำพูดของทุกคนที่หวังดีกับฉันในนี้จริงๆ ดีกว่าครอบครัวของฉันซะอีก

ฉันสวมกางเกงขาสั้นสีดำกับถุงน่องตาข่าย รองเท้าส้นสูงเกือบสี่นิ้วสีเดียวกับถุงน่อง ครึ่งบนวันนี้เป็นเพียงชั้นในสีชมพูแต่ทับด้วยเสื้อสีขาวบางเอวลอย ใบหน้าของฉันแต่งแต้มอย่างโฉบเฉี่ยว ผมสีดำวันนี้ก็มัดแกละสองข้าง

“คิวต่อไป ชีส”

“ค่ะ” สองเท้าเดินไปหยุดหลังเวที มองออกไปก็เห็นพี่ๆ กำลังเต้นกันอยู่ แต่วันนี้คนเยอะเหมือนเดิมสินะ

“อืม วันนี้มีจองคิวตัวต่อตัวเยอะนะ”

“ค่ะ เบื่อเจอแต่หน้าเดิมๆ” ใช่ หน้าเดิมที่จ้องจะงาบฉัน แอบนัดแนะฉันหลังงานตลอดแต่มีเหรอว่าคนอย่างฉันจะยอม ไม่มีทางซะหรอก!

เมื่อถึงเวลาของตัวเอง ฉันก็เดินนวยนาดตรงไปยังต้นเสาตามเดิม ออกลายเต้นลูบไล้ร่างกายเพื่อให้ผู้ชายหื่นกามซึ่งเสนอหน้าอยู่ตอนนี้ได้มองดู แต่จับต้องไม่ได้ สายตาของฉันกวาดไปทั่วเป็นงานประจำกระทั่งไปสบเข้ากับดวงตาแข็งกร้าวแต่รับรู้ถึงความเฉยชาในนั้น

ผู้ชายคนนั้นที่ทำให้ใจฉันหวั่นไหวตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน

เขาจับจ้องฉันราวกับไม่อยากละสายตา มันทำให้ฉันรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก ถูกผู้ชายมากมายจับจ้องไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้เลยตั้งแต่มาทำงานด้านนี้ แต่ไหงสายตาของเขาคนนั้นถึงได้มีอิทธิพลจนฉันเองที่เป็นฝ่ายหลบสายตา ฉันคลานเข่าลงตามเคยเพื่อรับเงินจากผู้คนซึ่งกู่เข้ามาให้เงินกับฉันได้โชว์เต้นรูดเสา หลังจากฝึกฝนมาอย่างดี

ในหมู่คนมากมาย ฉันเห็นเพียงเขาแค่คนเดียวเท่านั้น ผู้ชายที่มีดวงตาดุดัน แต่สัมผัสได้ถึงความเย็นชา เขาเดินแทรกเข้ามาพลางยื่นเงินให้ฉันจำนวนมากเท่ากับตอนนั้น มันมากมายจนฉันคิดว่าเงินที่เคยได้เป็นเพียงเศษเงินของเขาเท่านั้น และเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกัน เหมือนมีไฟฟ้าสถิตให้เราสองคนจูนเข้าหากัน เขาไม่ยอมปล่อยเงินให้ฉัน ทำให้การ์ดข้างๆ เริ่มเห็นท่าไม่ดี แต่เพื่อนลูกครึ่งของเขาก็ดึงออกไปซะก่อน

ฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร? แต่ถ้ามาที่นี่ คงไม่พ้นเรื่องมาผ่อนคลาย ไม่ก็... เซ็กส์

เมื่อฉันทำงานบนเวทีเสร็จเรียบร้อย ก็พาตัวเองออกมายังโซนเครื่องดื่มที่มีคนนั่งกินเหล้า เคล้ากับรุ่นพี่ที่นั่งดื่มเป็นเพื่อน สายตาของฉันมองไปทั่วผับถึงแม้จะมีแสงไฟน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แสงสีแดง สีม่วง หากแต่ว่าฉันกลับสะดุดกับแผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ หลังคอของเขามีรอยสักรูปปีกนางฟ้าสีดำที่คุ้นตา

“ทำไมคุ้นกับรอยสักจัง?” ฉันยืนวิเคราะห์กับรอยสักหลังคอของเขาคนนั้น กระทั่งความคิดแวบหนึ่งจะเข้ามาปั่นป่วน ร่างสูงที่ฉันจับจ้องอยู่ก็หันมามาทางฉันพร้อมกับขวดเหล้าที่กรอกเข้าปาก ผ่านไปยังลำคอที่ขยับขึ้นลงตามเหล้าที่เทลงไปผ่านลำคอ สายตาคมตวัดมามองฉันเมื่อเขาเริ่มจะรู้สึกได้ว่าฉันยืนมองเขานานแล้ว ถึงแม้จะเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด ความหล่อและเย็นชาของเขามันทะลุแสงไฟสลัวๆ เลย และยิ่งสายตาของเขากำลังกวาดมองเรือนร่างฉันด้วยแล้ว มันทำให้ฉันประหม่าจนต้องเบือนหน้าหนี

“น้องชีส”

“คะ?”

“คือน้องชีสยังไม่ได้เต้นตัวต่อตัวใช่ไหมครับ มานั่งกับพี่ได้ไหม” ฉันจำได้ว่าผู้ชายลูกครึ่งฝรั่งคนนี้เป็นเพื่อนกับเขา กำลังจะปฏิเสธออกไป แต่แขกที่เคยมาประจำและตามตื้อฉันให้ขายนอกรอบก็เดินยิ้มมาแต่ไกล จำต้องควงแขนเขาคนนี้

“ไปสิคะ ชีสมีเวลาครึ่งชั่วโมง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป