บทที่ 2 #รามแอล :: CHAPTER 1 [100%]

= EP1 =

“แอล!”

เสียงเรียกชื่อดังแว่วมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันลืมตาขึ้นมาตามเสียงเรียก แต่กลับมุดตัวซุกกับผ้านวมผืนใหญ่เพื่อไม่ฟังเสียงที่ดังตะโกน

“แอล ตื่นได้แล้วแปดโมงกว่าแล้วนะ!”

ฉันถึงกับต้องลุกขึ้นนั่งมองไปยังประตูห้องที่ถูกเคาะอยู่หลายทีก็เงียบไป ยกมือยีศีรษะของตัวเองไปมาพลางลุกขึ้นจากเตียงและตรงเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปเรียน

“กว่าจะเสด็จมาได้” ยกมือปิดปากที่หาวออกมาก่อนจะมองค้อนร่างสูงที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าแสนอร่อยไว้ให้ พลันทุบมือลงที่ท่อนแขนแกร่งอย่างแรงจนคนตัวสูงสะดุ้งตกใจ “เจ็บนะ!”

“พี่เอ็มตะโกนแหกปากลั่นบ้านทำไมอะ?”

“ไม่ตะโกนแกจะตื่นไหมล่ะ” พี่เอ็มพี่ชายของฉันที่อายุห่างกันเกือบเจ็ดปี เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของฉัน ซึ่งตอนนี้ฉันเรียนอยู่ปีสามคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้อายุยี่สิบสองปีพอดิบพอดี

“เมื่อคืนแอลกลับบ้านดึกนะ”

“แล้วใครใช้ให้แกไปทำงาน” พอพูดถึงเรื่องนี้พี่เอ็มก็เท้าเอวมองฉันที่ตักข้าวต้มหมูเข้าปาก ไม่สบตากับคนตัวสูงที่บอกฉันเสมอว่าไม่อยากให้ไปทำงานเพื่อหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระ

“ก็ที่นั่นได้เงินดี”

“ดีแค่ไหนแต่พี่ก็ไม่โอเค”

แม้พี่เอ็มจะบ่นเรื่องที่ฉันไปทำงานที่บาร์กึ่งเปิด แต่ก็ไม่สามารถทำให้ฉันหยุดทำงานที่นั่นได้เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก แค่ได้เงินดีและมันก็ดีมากๆ ด้วย บางวันฉันได้ทริปเป็นเงินเกือบ 2-3 พัน ที่ฉันต้องทำงานก็เพราะใครกันล่ะ เพื่อให้เราสองคนพี่น้องได้หนุนและเกื้อกูลกันต่างหาก ฉันแค่คิดว่าไม่อยากเห็นพี่เอ็มต้องหาเงินเพียงคนเดียวฉันเองก็โตพอที่จะหาเงินได้เช่นกัน พี่เอ็มดูแลฉันมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ก็ยังดูแลเป็นทั้งพ่อ พี่และเพื่อนในเวลาเดียวกัน ฉันมีพี่เอ็มเป็นญาติเพียงคนเดียวเพราะฉะนั้นต่อให้งานมันจะหนักแค่ไหนฉันก็จะทำ

“มองอะไร?” พี่เอ็มถามฉันที่อมยิ้มก่อนจะก้มหน้ากินอาหารเช้า “บ้าหรือไง”

“ยิ้มแค่นี้ก็หาว่าบ้าแล้วเหรอพี่เอ็ม”

“ก็ถ้าแกยิ้มอย่างเดียวไม่ว่า แต่มองพี่แล้วยิ้มมัน... น่ากลัวว่ะ” ทำหน้าบูดใส่คนตรงข้ามที่เปิดโน้ตบุ๊คดูอะไรสักอย่าง ให้เดาก็คงจะเป็นการตรวจทานต้นฉบับของตัวเอง ไม่ก็ของคนอื่นที่บก.มอบหมายหน้าที่ให้พี่เอ็ม

“ไม่ได้ค้างที่สำนักพิมพ์อ่อ”

“มะรืนถึงไป เอาจริงพี่ไม่อยากทิ้งแกให้อยู่บ้านคนเดียว” ความเป็นห่วงเป็นใยของพี่เอ็มทำให้ฉันลุกขึ้นไปกอดลำคอแกร่งจนเขาหันมามองฉัน จึงจิ้มนิ้วลงบนแว่นตาจนหน้าหงาย “อะไรของแกวะแอล”

“รักพี่เอ็มนะ” ไม่ว่าเปล่าฉันก็จูบลงบนแก้มสาก ก่อนจะผละกอดออกมามองพี่เอ็มที่ส่ายหน้าและเอามือลูบแก้มตัวเอง “ทำยังกับว่าแอลไม่เคยจุ๊บแก้มพี่เอ็มอะ”

“ไปเรียนได้แล้วไป” โบกมือไล่ฉันจึงยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกจากครัวไปสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวเข้ากับกระโปรงพีชยาวเลยเข่ามานิดหน่อย

“กับไอ้ราม... เมื่อไหร่จะถอยห่างจากมัน” ชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู คำพูดของพี่เอ็มทำให้ฉันฉุกคิดนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่เอ็มบอกให้ฉันเลิกกับราม แต่มันหลายครั้งและฉันก็ไม่มีคำตอบให้กับพี่ชาย “พี่ไม่อยากเห็นแกเจ็บ”

“แอลรู้ แอลรักราม”

“แล้วมันรักแกบ้างหรือเปล่า?” กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหันไปสบตากับพี่เอ็มที่ยินพิงขอบประตูครัว ส่วนมือก็ถือแก้วกาแฟยกขึ้นจิบเพื่อรอฟังคำตอบของฉัน

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ตอนนี้แอลกับรามเราเป็นแฟนกันแล้ว”

“เออ” กระแทกเสียงพลางชี้หน้าฉันพร้อมถ้วยกาแฟที่ถืออยู่ในมือขวา “พี่เตือนแกเสมอนะแอล”

“...”

“พี่มีแกเป็นน้องสาวคนเดียว และพี่ก็ไม่อยากเห็นแกเจ็บ”

ฉันไม่ฟังคำสั่งสอนของพี่เอ็มในเรื่องของราม โดยไม่ให้เหตุผลแค่บอกว่าไม่ชอบหน้าเนือยๆ ของราม แต่ฉันก็ไม่คิดที่จะถอยหลังจากเขาเลยแม้ว่าพี่เอ็มจะย้ำเตือนฉันอยู่เสมอ

มาถึงคอนโดของเขาในเวลาต่อมา เป็นทุกครั้งที่ฉันจะต้องมาปลุกเขาเพื่อให้ไปเรียนมหาลัยและมันก็เป็นความเคยชินตลอดระยะห้าเดือนที่คบหากัน ฉันมีคีย์การ์ดห้องของรามเมื่อเปิดประตูเข้าก็เห็นรองเท้าผ้าใบที่ถอดไว้ไม่เป็นระเบียบจึงหยิบขึ้นไปไว้ในตู้เก็บรองเท้าที่มีเกือบยี่สิบคู่ ซ้ายมือเป็นห้องของเขาปกติฉันไม่เคยเคาะประตูห้องรามอยู่แล้วจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นร่างสูงนอนอยู่บนเตียงที่ติดกับหน้าต่างที่ถูกปิดอยู่

ฉันปิดประตูลงและมองไปยังประตูฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องอีกห้องที่รามไม่ค่อยได้ไปนอนสักเท่าไหร่ ฉันเดินตัดผ่านห้องโถงใหญ่ที่ติดกับระเบียงกระจกยังถูกผ้าม่านสีม่วงเข้มปิดอยู่ไม่รับแสงแดด พอมาถึงประตูหน้าห้องนี้ฉันก็เปิดไปก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักมากมายนอนคว่ำอยู่ รอยยิ้มผุดขึ้นก่อนจะเดินไปดึงผ้าห่มสีน้ำเงินออกจึงได้เห็นว่ารามเปลือยเปล่าอยู่ จะไม่สนใจมากนะถ้าหากมันคือนิสัยของเขาแต่สิ่งที่อยู่ข้างกายของเขาต่างหากที่ทำให้ฉันทำอะไรไม่ถูกจึงได้หยิบมันขึ้นมาดูด้วยท่าทางรังเกียจ

“ราม!” ตะโกนเรียกคนตัวโตที่ยังคงนอนอยู่ไม่รู้สึกตัว สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นซองสีเงินคุ้นตาตกอยู่ข้างเตียงประมาณสองซองได้ กลืนน้ำลายลงคอเขย่าร่างของเขาซึ่งค่อยๆ งัวเงียลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงยกมือเสยผมที่ยาวปะบ่าของตัวเองขึ้นไป

“อะไร” น้ำเสียงแหบพร่าถามเอ่ยด้วยความหงุดหงิด

“ราม นี่มันอะไร ตอบมาดิ!” ฉันชูชั้นในสีแดงสดบวกกับมองสบตากับคนร่างสูงที่นั่งเปลือยอยู่บนเตียง สีหน้าเบื่อหน่ายของเขาทำให้ฉันกัดฟันแน่นด้วยความโกรธต่อจากนี้

“น่ารำคาญ”

“ฉันเป็นแฟนนายนะ ทำไมถึงทำแบบนี้อะ”

“เงียบ” ยกมือเสยผมตัวเองขึ้นก่อนจะมองฉันด้วยสีไม่สบอารมณ์ “แค่แฟนไม่ใช่แม่... อย่าพูดเยอะ”

คำตอบของรามทำให้ฉันอึ้งไปพักหนึ่ง เขาก็ไม่สนใจทิ้งตัวลงนอนต่อมือที่ถือชั้นในสีแดงอยู่กำเข้าหากันและฟาดมันลงถังขยะที่มีถุงยางอนามัยใช้แล้วสองอันและใช่... มันมีน้ำเชื้อของเขาอยู่ด้วย

ฉันโกรธและโมโหอยากจะตบ อยากจะกระทืบเขา แต่สิ่งที่ทำได้คือการเดินจากมาโดยที่เหมือนกับคนไร้วิญญาณ

รู้แล้วใช่ไหม... เหตุผลที่พี่เอ็มอยากให้ฉันถอยห่างจากรามก็เพราะแบบนี้

รามเป็นแฟนของฉันก็จริง แต่เขาก็เจ้าชู้ควงผู้หญิงไปเรื่อยและก็พามากินตับกันแบบนี้เสมอๆ ฉันรู้ รู้มาตลอดแต่สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คืออะไรรู้ไหม? ทุกคนอาจจะด่าฉันว่าเป็นอีโง่ ยอมทนอยู่ทำไมกับคนที่ไม่จริงใจกับเรา และใช่ไงฉันก็ยอมโง่ ยอมทนอยู่เพียงเพราะว่ารักรามเกียรติ์มาก ทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ถ้าฉันไม่เห็นก็จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ก็ปล่อยไป แต่ทุกครั้งที่ฉันเห็นรามควงกับผู้หญิงคนอื่นฉันก็วีนและเหวี่ยงจนรามหงุดหงิดกับการกระทำของฉันเสมอ

“เป็นไรอะแอล?” หันไปมองสบตากับมัดหมี่เพื่อนเพียงคนเดียวของฉันที่เป็นลูกคุณหนูตระกูลดัง แต่เธอจะออกบ๊องๆ หน่อย เพราะแบบนี้ถึงได้น่ารักในสายตาของผู้ชายคนอื่น “ทะเลาะกับรามเกียรติ์อ่อ”

“นิดหน่อย” จะบอกว่าหน่อยคงไม่ได้ การที่รามทำเหมือนว่าเรื่องนี้มันธรรมดามากสำหรับเขาแต่มันไม่ใช่สำหรับฉันไง ใครจะทนได้บ้างที่เห็นแฟนของตัวเองไปมีคนอื่นและแม้คนอื่นคือคนที่นอนร่วมเตียงเสร็จก็จากไป

“รามเกียรติ์เนือยๆ แบบนั้นคงไม่เจ้าชู้หรอก แกไม่ต้องเครียด”

น้อยซะที่ไหนกันล่ะ! ไอ้เนือยๆ เฉื่อยๆ นี่แหละตัวดีเลย

“ช่างเหอะ” สิ่งที่ฉันทำได้คือการปล่อยผ่านไง จึงตั้งใจเรียนและรอเวลาไปทำงานหาเงินดีกว่า วันนี้ฉันเลิกเรียนสี่โมงเย็นด้วยนะ เรียนหนักจนปวดหัวแล้วเดินออกมาจากคณะด้วยใจที่ห่อเหี่ยวแบบสุดๆ

“วันหยุดฉันไปค้างบ้านแกนะ”

“ได้ ต้องทำรายงาน เดี๋ยวฉันหาข้อมูลไว้เลยนะ” มัดหมี่พยักหน้ารับก่อนจะโบกมือให้ฉันที่รถของทางบ้านมารอรับ เป็นรถเบนซ์ที่หรูหรามากความจริงมัดหมี่ชวนฉันกลับด้วยกันล่ะ แต่ฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวต้องไปทำงานอีกเพื่อนก็เลยเข้าใจ ฉันถอนหายใจก่อนจะเดินไปตามทางเพื่อรอรถเมล์ทว่ารถสปอร์ตปอร์เช่สีขาวก็จอดขวางฉันไว้ก่อนและไม่ต้องเดาให้มาก คนที่ลงจากรถด้วยชุดนักศึกษาแบบไม่เป็นระเบียบพร้อมกับสีหน้าเนือยๆ นิ่งๆ ทำให้ฉันกลอกตาไปมา เดินหนีรามที่เท้าเอวมองฉัน

“หยุด” สั่งให้หยุดมีเหรอว่าจะทำตาม “แอล”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยควาไม่พอใจพร้อมกับฝ่ามือที่คว้าท่อนแขนฉันไว้ จึงหันไปสบตากับเขาที่สูงจนฉันต้องเงยหน้ามองพลางบิดแขนออกแต่รามก็ไม่ได้คิดจะปล่อยตาม “ปล่อย”

“ขึ้นรถ”

“ไม่ไป” แกะนิ้วมือที่เหนียวยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกแต่รามก็ไม่ยอมลากฉันไปยังรถของตัวเอง “ราม!”

“อย่างี่เง่า”

“ใครกันแน่อะ” เถียงเขาและโดนผลักเข้าไปนั่งในรถจนได้ แต่พอจะออกจากรถรามก็โน้มตัวลงมารัดเข็มขัดนิรภัยให้

“อยากโดน”

“ไม่ไปไหนทั้งนั้นอะ อย่าบังคับกันจะได้ไหม?!” ตะคอกใส่หน้าเขาที่หันมามองฉันตาขวาง จำต้องเงียบปากแต่เขากลับจูบมาที่ริมฝีปากของฉันอย่างแรง กดหนักจนเจ็บปากดันไหล่หนาให้ออกห่างนั่นแหละรามถึงผละจูบออก “สกปรก”

“แอล”

“ปากนายไปจูบกับผู้หญิงคนอื่น อย่ามาจูบฉัน” หันหน้าหนีพลางกอดอก รามจึงผละออกไปและปิดประตูลงอย่างแรงจนรับรู้ถึงลมกระแทกที่พัดร่างกาย จากนั้นเขาก็ขึ้นมาประจำที่ของตัวเองขับรถออกจากรั้วมหาลัยโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียว ฉันที่พูดมากๆ ก็เป็นใบ้เลยทันทีเนื่องจากเรื่องเมื่อเช้ายังคงวนเวียนอยู่ในหัว เอนศีรษะพิงกับกระจกรถและมองรถที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามทางที่จราจรในเวลานี้ติดขัดอย่างหนัก

“แอล” เรียกชื่อฉันแต่ก็เลือกที่จะเงียบ ไม่ได้อยากจะยั่วโมโหรามหรอกนะ แต่มันอดไม่ได้อะ “เรื่องส่วนตัว”

จับใจความได้ รามต้องรู้ว่าที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไรถ้าไม่ใช่เรื่องที่เห็นเมื่อเช้าและไอ้คำว่าเรื่องส่วนตัวก็คือฉันไม่ควรก้าวก่ายไงเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว

“รู้” ตอบกลับและมองออกไปด้านนอก “ฉันมีสิทธิ์หรือเปล่า ฉันเป็นแฟนนาย”

“แต่ไม่ใช่แม่”

“...”

“เลิกบ่น” คำตอบของเขาทำให้ฉันเจ็บจี๊ดที่หัวใจยังไงบอกไม่ถูก “ก็แค่นอนด้วย”

“อดยากปากแห้งขนาดนั้นเลยเหรอ?” หันไปมองสบตากับเขา “หรือยังไง... เซ็กส์มันมีค่ามากกว่าฉันเหรอราม”

“เลอะเทอะ”

“ตอบคำถามดิ” ส่ายหน้าไปมาก่อนจะลดกระจกลงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบโดยไม่สนใจและพอเห็นรามเป็นแบบนี้ฉันก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกพร้อมกับประตูรถเดินออกมาผ่านรถที่จอดเรียงรายกันอยู่ แต่สัญญาณเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วและเสียงแตรรถก็ดังขึ้นจนฉันต้องหันไปมองถึงได้เห็นว่ารามลงมายืนเท้าแขนบนหลังคารถและสูบบุหรี่ไปด้วย เอียงคอมองมายังรถของตัวเองเพื่อสื่อว่าให้ฉันกลับไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้!

“ไปสักทีสิวะ จะจอดทำซากไร!”

“ไอ้หน้าหล่อ ขยับรถสิ หิวข้าวโว้ย” ไม่สนใจคำด่าทอและเสียงแตรรถ แต่รามกลับจับจ้องฉันอยู่แบบนั้นโดยไม่ขยับรถจนฉันเห็นคุณตำรวจกำลังเดินข้ามถนนมาแล้ว

“ขึ้นรถ”

“โธ่เว้ย! ทะเลาะกับเมียเหรอวะ”

“เธออย่าลีลาดิ ทำคนอื่นเดือดร้อนชอบนักเหรอ!” ฉันยิ้มแห้งส่งให้กับคนที่อยู่ในรถและยกมือไว้ขอโทษจนมาถึงรถของรามแต่คงจะไม่ทันแล้วเมื่อคุณตำรวจประชิดตัวรามเกียรติ์แล้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับ? คุณกำลังทำให้จราจรติดขัดนะ”

“ขอโทษด้วยนะคะคุณตำรวจ หนูกับแฟนจะไปกันเดี๋ยวนี้ค่ะ”

“จะทะเลาะอะไรกันก็ดูหน่อยนะครับ นี่มันบนถนนเกิดอุบัติเหตุได้” ยกมือไหว้คุณตำรวจขอโทษขอโพยเขา ทั้งที่คนก่อเรื่องดันทำไม่รู้ไม่ชี้และขึ้นรถโดยที่ฉันจะต้องทำตามเพื่อไม่ให้บนถนนเกิดเรื่องแบบนี้เมื่อได้อีก

“ทำบ้าอะไรของนาย”

“เธอมากกว่า” โทษฉันเหรอ เหอะ! เมื่อทำอะไรไม่ได้ฉันจึงนั่งรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถของรามเลี้ยวเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งแต่ฉันขอใช้คำว่าคฤหาสน์ดีกว่านะ สำคัญคือที่นี่คุ้นตาฉันอย่างมากไม่ต้องเดาก็รู้ว่าทำไมเขาถึงพาฉันมาที่นี่

“พามาทำไม?”

“พ่อกับแม่อยากเจอ”

“ปฏิเสธก็ได้” ฉันถามกลับแต่รามก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงนำฉันเข้าไปข้างในที่หรูหราและใหญ่โตเหมาะสมกับนักธุรกิจพันล้านอย่างคุณทศกัณฑ์พ่อของรามเกียรติ์และคุณสีรดาแม่ของเขาที่เป็นผู้ดีเก่ามีทรัพย์สมบัติมากมาย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมรามถึงได้รวย โอนเงินให้ฉันทีสี่ห้าหมื่นก็เพราะพ่อกับแม่เขาเนี่ยล่ะ

“หนูแอล” เสียงหวานดังมาก่อนตัว ฉันยกมือไหว้แม่ของรามด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะคุณป้า”

“จุ๊ๆ” แม่ของรามรับไหว้ฉันก่อนจะจับมือและส่ายหน้าไปมา “แม่ค่ะ เรียกแม่นะคะ”

“เออ” หันไปมองคนข้างกายซึ่งรามก็ไม่ได้คิดจะสนใจอะไรเขาเดินตรงไปในห้องรับแขก “ค่ะคุณแม่”

“แม่กับพ่อคิดถึงหนูแอลมากเลย” ประคองเอวฉันไปยังห้องรับแขกซึ่งมีประมุขของคฤหาสน์กำลังจิบชายามเย็นและคุยกับลูกชายของตัวเอง พอเห็นฉันก็ฉีกยิ้มกว้างกวักมือเรียกให้ไปนั่งข้างๆ ราม

“สวัสดีค่ะคุณลุง”

“หืม เรียกคุณสีรดาว่าแม่ก็ต้องเรียกฉันว่าพ่อสิหนูแอล” ท่านทั้งสองใจดีกับฉันมาตลอดตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ พี่เอ็มเองก็นับถือคุณพ่อคุณแม่ของรามมาก แต่ยกเว้นลูกชายของท่านที่พี่เอ็มชังน้ำหน้านัก “ตอนแรกพ่อก็ปรึกษากับแม่เขานะว่าลูกชายคนเดียวของพ่อจะหาเมียได้ไหม?”

“คะ”

“แต่ตอนนี้พ่อกับแม่สบายใจแล้วที่คนๆ นั้นคือหนูแอล” ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งให้ ก็ไม่รู้หรอกนะว่ารามจะหยุดที่ฉันหรือเปล่า? หรือถ้าหากไม่ใช่ฉันก็ไม่ใช่สะใภ้ของบ้านทรัพย์วงษ์ไพศาล ที่มีชื่อเสียงเรื่องธุรกิจหลายๆ อย่างที่พ่อของรามทำ แถมยังมีอิทธิพลอีกต่างหากใครๆ ก็เกรงกลัวพ่อของรามเกียรติ์กันทั้งนั้น

“แล้วหนูแอลกับพี่เอ็มสบายดีนะ?”

“ค่ะ อาจจะลำบากไปบ้างแต่แอลกับพี่เอ็มก็สู้กันเต็มที่ค่ะ” พวกท่านทั้งสองหันไปมองสบตากัน คุณแม่ก็จับมือฉันไปกอบกุมไว้ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นลูบศีรษะฉัน “ขาดเหลืออะไร เดือดร้อนตรงไหน หนูบอกพ่อกับแม่ได้นะ”

“ขอบคุณค่ะ”

“แต่ถ้าเกรงใจก็บอกรามแล้วกัน” ยิ่งไม่อยากจะบอกเลยล่ะ แค่บ่นเล็กน้อยรามก็พร้อมจะโอนเงินให้ฉันทันที

“แล้วแกไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือไง?” คุณพ่อถามรามที่เอาแต่สนใจหน้าจอสมาร์ทโฟนเครื่องหรูของตัวอง เงยหน้าสบตากับคุณพ่อและคุณแม่ก่อนมาหยุดที่ฉัน

“ขี้เกียจ” ตอบเสร็จก็ลุกขึ้นยืน “อยากเจอแอลไม่ใช่”

“เฮ้อ จะพูดน้อยไปไหน ฉันจับใจความยาก!”

“หิว”

“งั้นเราไปทานอาหารกันนะหนูแอล แม่ตั้งใจทำอาหารโปรดหลายๆ อย่างให้หนูเลย”

รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงไปจากรามไม่ได้ นอกจากรักแล้วพ่อและแม่ของเขาคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันไปไหนไม่ได้ ท่านทั้งสองใจดีกับฉันมาก ไม่ใช่แค่ฉันกับพี่เอ็มเองก็เช่นกัน ดังนั้นนี่คือเหตุผลที่ฉันอดทนเพราะพ่อแม่ฝากฝังรามไว้กับฉันมาตั้งแต่เราคบกันเดือนแรกๆ และเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เจอกับพวกท่านอีกครั้งหลังจากหายไปจากที่นี่มานานนับหลายปี

หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยฉันก็ออกมายืนมองกำแพงคฤหาสน์ของพ่อแม่ราม บ้านข้างๆ สองชั้นที่ตอนนี้มีคนมาอยู่แล้ว ทำให้ฉันถอนหายใจออกมาก่อนจะรับรู้ถึงไหล่หนักๆ เพราะท่อนแขนแกร่งที่มีรอยสักรูปคลื่นหัวใจวางพาดโดยที่ฉันเองก็หันไปมองใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างที่ผมยาวของเขาถูกรวบไว้ที่ท้ายทอย

“คิดถึง”

“อือ” ตอบกลับความจริงและมองไปยังต้นมะม่วงที่สูงใหญ่อยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน “ทำให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ”

“อยากกลับมาอยู่”

“จะบ้าเหรอ! มีคนอยู่แล้ว” ตีอกแกร่งจนรามหันมามองฉันด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไล่ออกให้”

“ไม่เอา” คิดว่ารามจะพูดเล่นแต่เขาก็มองฉันอยู่แบบนั้น แบบจริงจังอะทั้งๆ ที่หน้าตัวเองก็เนือยอยู่แล้ว “พูดจริงเหรอ?”

“แค่บอก”

“ทำไมถึงตามใจฉันทุกอย่างเลย” มันออกจะทำให้ฉันมึนงงไม่น้อยก็เพราะรามเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเนือยเฉื่อยๆ ทุกคนรู้ดีแล้วไอ้การที่เขาแคร์ฉันในเรื่องที่ร้องขอทุกเรื่อง มันดูแปลกๆ ทำเหมือนไม่สนใจกันแต่เอาจริงเขาสนใจทุกเรื่องของฉันและนี่มันอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยังอยู่กับเขาตรงนี้

“อยากให้”

“งั้นขออะไรอย่างหนึ่ง” เอาท่อนแขนเอาออกจากไหล่และจับมือของเขามาแนบตรงตำแหน่งของหัวใจ ฉันอยากเป็นคนที่ไม่ต้องพยายามเข้าไปในชีวิตของราม แต่ฉันอยากไปอยู่ในชีวิตของเขาต่างหาก

“ว่ามา”

“เลิกเจ้าชู้ เลิกควงผู้หญิงมานอนด้วยสักที ทำให้ได้ไหม?” รามนิ่งไปก่อนจะค่อยๆ ดึงมือตัวเองกลับไปล้วงกระเป๋ากางเกงตามเดิมและเพราะแบบนี้ทำให้ฉันสับสนหัวใจ เจ็บหนึบอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องขอ”

“...”

“เรื่องของฉัน” หันหลังให้และเดินไปจากตรงนี้ ตรงที่ฉันยืนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว “อย่าพูดเรื่องนี้อีก”

รามเดินห่างฉันออกไปเรื่อยๆ และฉันคิดนะว่าการคบกันเขามันทำให้ฉันเข้าใกล้เข้ามากขึ้น ในตอนแรกฉันรู้สึกแบบนั้น แต่มาตอนนี้ฉันกลับคิดว่า... เขากำลังเดินห่างฉันไกลออกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป