บทที่ 4 #รามแอล :: CHAPTER 3 [100%]
= EP3 =
หลังจากเลิกเรียนฉันก็แยกกับมัดหมี่และนัดกันว่าพรุ่งนี้จะไปค้างที่บ้านฉันเพื่อทำรายงาน แต่ฉันกลับยืนรอรามอยู่ที่หน้าคณะกระทั่งรถหรูที่คุ้นตาก็ขับมาจอดฉันจึงเดินอ้อมไปด้านข้างคนขับ รามก็ขับรถไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อพาฉันไปกินข้าว
“อยากทำอะไร?”
“หมายถึงอะไรอะ” ถามกลับไปคนข้างกายจึงหันมามองสบตากับฉัน
“กินข้าวเสร็จ”
“อ๋อ” พอบอกมาแบบนี้ก็ถึงบางอ้อ “เดินเล่นแล้วก็ดูหนังกัน”
“อือ”
“ได้อ่อ” มันแปลกจริงๆ นั่นแหละฉันถึงได้งงไงว่าทำไมจู่ๆ แฟนเนือยเฉื่อยของฉันถึงได้พาไปเที่ยวเหมือนกับที่แฟนคนอื่นเขาทำกันได้ด้วยอะ “ถามจริงนะ ที่ทำแบบนี้ต้องการอะไรหรือเปล่า?”
“หึ” หัวเราะออกมาแบบนี้รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เลยนะเนี่ย “ค้างคอนโด”
นั่นไงล่ะ! ฉันกะแล้วว่าคนอย่างรามจะทำอะไรให้ใครจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนและข้อแลกเปลี่ยนของเขามันเอาเปรียบฉันแบบสุดๆ อะ
“กะแล้วว่าต้องอีหรอบนี้”
“ทำไม?” ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ค้างไม่ได้”
“พรุ่งนี้ฉันนัดกับมัดทำรายงานที่บ้าน”
“เดี๋ยวไปส่ง” กอดอกพลางถอนหายใจออกมา “แต่จะได้ตื่นหรือเปล่า อีกเรื่อง”
“หมายความ... ว่าไง” พอเขาพูดมาแบบนี้ฉันก็ดันถามอะไรที่ไม่ควรถามสินะ เพราะรอยยิ้มที่กระตุกตรงมุมปากทำให้ฉันวางมือไปที่ไหล่หนาและโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เข้า
“ขับรถอยู่”
“ไม่ตื่นหมายความไงอะ ตอบมาก่อนดิ”
“เธอก็รู้ดี”
ใช่ฉันรู้เลยล่ะ... รามหันมายักคิ้วให้ฉันจนทำปากจู๋ใส่เพราะรู้น่ะสิไอ้สิ่งที่เขาต้องการจากฉันอะ!
เราสองคนมาถึงห้างสรรพสินค้าในเวลาต่อมา รามก็เดินนำฉันไปตามทางเพื่อหาร้านอาหาร ทว่าด้วยเพราะความหล่อ รวยและตรงสเปกใครหลายคนทำให้ฉันออกอาการลมออกหูจึงเดินไปจับมือเขามากอบกุมไว้และเดินมองร้านอาหารที่จะกินกัน
“ทำอะไร?”
“จับมือไง ไม่ได้อ่อ” เอนศีรษะพิงท่อนแขนแต่รามก็ไม่พูดอะไร ไม่ได้ดึงมือออกหรือสะบัดตัวหนีทำให้ฉันรู้สึกชนะคนที่มองเขาจะได้รู้ไงว่าฉันคนนี้คือแฟนของเขา! “ร้านนี้เหรอ?”
“ทำไม”
“เปล่า” ส่ายหน้าไปมาเมื่อรามเข้าร้านอาหารซูชิซึ่ง... เขาไม่ชอบ แต่ฉันชอบ “จำได้ด้วยเหรอ?”
“ทำไมจะจำไม่ได้”
“น่ารักอะ” เมื่อนั่งประจำที่ฉันก็สั่งอาหารมาเยอะมาก แต่ด้วยเพราะว่ารามไม่ชอบกินเขาก็เลยสั่งสปาเก็ตตี้ผัดซอสมากินกับสเต็กไก่ ดีที่ร้านนี้ไม่ใช่แค่มีแต่ซูชิ
หลังจากกินจนอิ่มท้องฉันก็เดินไปตามทางมองดูของตามร้านต่างๆ “ไปเข้าห้องน้ำ”
“โอเค รอตรงนี้นะ”
รามเดินตรงไปตามทางก่อนจะไปเข้าห้องน้ำ จึงยืนรอเขาอยู่ตรงข้ามร้านกระเป๋าแบรนด์เนมที่ราคาสูงสิบ แต่สายตาของฉันดันไปถูกชะตากับกระเป๋าใบหนึ่งสีดำที่โชว์อยู่ เขียนว่า ‘Hermes’ รุ่น 2014 pre-owned Jypsiere 31 crossbody bag - Black เป็นกระเป๋าสีดำสะพายไหล่แบบถอดปรับได้จะเป็นสะพายคาดอกหรือสะพายข้างก็ทำได้ แต่พอเห็นป้ายราคาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“สองแสนแปดหมื่น... โห แพงจัด”
“ดูอะไร?” นอกจากจะตกใจราคากระเป๋าแล้วยังตกใจกับใบหน้าหล่อเหลาที่โน้มมาข้างๆ และมองกระเป๋าที่ฉันจับจ้องอยู่
“เปล่าๆ ไปซื้อตั๋วหนังกันเถอะ”
“อยากได้” ถามและชี้นิ้วไปยังกระเป๋าสีดำที่ถูกชะตากับฉัน พอรามพูดแบบนี้ก็ส่ายหน้าไปมา
“ไม่ได้อยากได้ แต่เห็นมันสวยดี” บอกแค่นั้นเขาก็จูงมือฉันเข้าไปในร้านกระเป๋าแบรนด์เนมทันทีจนฉันขืนตัวไม่เข้าไป จนรามหันมามองฉันด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“อย่าดื้อ”
“แล้วพาเข้ามาทำไมอะ!”
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจตัวไหนเป็นพิเศษไหมคะ?” พนักงานสาวเดินมาหาเราสองคนและสบตากับรามที่แม้จะจับมือฉันไว้อีกข้างแต่มือซ้ายก็ชี้ไปยังตู้โชว์ที่ฉันดูกระเป๋าใบนั้นไว้
“ดูใบนั้นครับ”
“ราม”
“เงียบ” หันมาเอ็ดฉันเสียงดุ พนักงานสาวก็เดินไปยังตู้โชว์ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบที่ฉันดูมาชูให้เราสองคน
“ใบนี้เหรอคะ?”
“ครับ” ตอบกลับก่อนจะปล่อยมือฉันและหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาเปิดหยิบเอาบัตรการ์ดสีดำส่งให้พนักงาน “เอาใบนี้”
“ราม มันแพงนะ”
“แล้ว”
“สองแสนแปดหมื่นเลยนะราม ฉันเสียดายเงิน” เถียงเขาและมองกระเป๋าใบนั้นที่พนักงานสาวยืนรอรับบัตรการ์ดสีดำที่ฉันรู้ดีเลยว่ามันมีวงเงินไม่จำกัดอยู่ เพราะรามมักจะใช้มันรูดซื้อของที่แพงแสนแพงนับครั้งไม่ถ้วน
“แต่เงินฉัน”
“เงินนายก็เหมือนเงินฉันอะ”
“ฉันรวย” ข้อนี้รู้อยู่แล้ว! พูดอวดรวยกับฉันทุกครั้งเวลาที่จะซื้อขอแพงๆ ให้ จนยากจะปฏิเสธ “คิดเงินเลยครับ”
“ราม”
“คืนนี้ชดใช้สิ”
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ทำให้ฉันบีบท่อนแขนเขาแรงขึ้น แต่ก็รู้ว่าเขาไม่เจ็บหรอกมีแต่ฉันเนี่ยล่ะที่รู้สึกเหนื่อยไปกับแรงบีบ เมื่อพนักงานสาวคิดเงินเรียบร้อยก็ส่งถุงใส่กระเป๋าให้รามถือก็จูงมือฉันเดินออกจากร้านเพื่อขึ้นไปชั้นบนดูหนังกันต่อ
“เปย์เก่งแบบนี้ ถึงว่าผู้หญิงพวกนั้นถึงได้ติดหนึบขนาดนั้น”
“รู้ได้ไง” ระหว่างขึ้นบันไดเลื่อนก็มองฉันตาขวาง “พูดมั่ว”
“แล้วไม่จริง”
“เอาอะไรมาจริง” ตอบกลับด้วยความหงุดหงิด “คนเดียวที่ฉันเปย์คือเธอ”
“...”
“รู้ไว้ด้วย”
พูดยาวไม่ว่าแต่คำพูดต่อจากนี้ต่างหากที่ทำให้ฉันรู้สึกใจเต้นแรงเป็นบ้า ไม่ใช่เพราะว่าดีใจที่เขาเปย์ของแพงๆ ให้นะ แต่ดีใจที่รามก็เห็นฉันสำคัญและเป็นที่หนึ่งสำหรับเขา แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่สบายใจหรอกนะที่ต้องเห็นแฟนตัวเองไม่รู้จักพอทั้งที่มีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน
“ดูอะไรดีอะ” มาถึงโซนโรงหนังฉันก็มองป้ายหนังด้านบนซึ่งก็มีหนังสยองขวัญ,หนังไซไฟ,การ์ตูนและหนังรักโรแมนติกซึ่งฉันก็ไปมองคนตัวสูงที่มองโซนที่นั่งโดยไม่สนใจเลยว่าจะดูหนังเรื่องไหน
“วีไอพี”
“สองที่นะคะ” พนักงานสาวกดไปยังโซนวีไอพีก่อนจะสบตากับฉัน “ดูเรื่องไหนดีคะ?”
“ดูอะไรดีอะราม”
“ไม่รู้” ไม่น่าถามความเห็นจากเขาเลยนะ เพราะรามเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์เพื่อซื้อน้ำกับป็อบคอร์น
“ตอนนี้เรื่องไหนดูเยอะสุดคะ?”
“ก็จะเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นค่ะ” คิดหนักมากจนฉันตัดสินใจที่จะดูหนังได้แล้ว
“งั้นหนังสยองขวัญค่ะ” ปกติฉันไม่ค่อยดูการ์ตูนและรามเองก็เช่นกัน ส่วนหนังรักโรแมนติกที่คู่รักมักจะชอบแต่ไม่ใช่คู่ของฉันกับเขาไงล่ะ
“ห้านาทีหนังฉาย เชิญเข้าด้านในได้เลยค่ะ”
พยักหน้ารับก่อนจะเดินไปหยุดข้างรามเกียรติ์ที่ถือแก้วน้ำขนาดบิ๊กไซค์ไว้พร้อมกับป็อบคอร์น “หนังฉายแล้ว”
“อีกห้านาที” ยื่นตั๋วให้พนักงานเขาบอกโรงที่ 5 ฉันก็ยื่นมือไปตรงหน้ารามงมองฉันอย่างไม่เข้าใจ “ช่วย”
“ไม่ต้อง”
เราสองคนเดินตรงเข้ามาในโรงหนังซึ่งเปิดไฟอยู่ หน้าจอก็มีโฆษณาคั่น รามเดินนำฉันไปยังโซนวีไอพีที่อยู่บนสุดของที่นั่งและตรงนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้น ส่วนในโรงหนังก็มีแค่ฉัน รามและผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวสองนับจากด้านล่างกับผู้หญิงสองคนที่นั่งริมสุดแถวที่สี่
“ทำไมคนน้อย”
“นั่นสิ” อันที่จริงฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมคนถึงน้อย “รอบสุดท้ายหรือเปล่า”
“เลือกหนังอะไร?” รามถามขณะดูดน้ำอัดลมพร้อมกับวางถังป็อบคอร์นไว้ที่ข้างตัวเพื่อให้ฉันได้หยิบกินได้ง่าย
“หนังสยองขวัญ”
“...” สายตาของเขาทำให้ฉันชะงักมือที่จะเอาป็อบคอร์นเข้าปาก
“ทำไมอะ”
“เรื่องอื่นมีเยอะแยะ”
“กลัวอ่อ” ถามกลับด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์พลางเอานิ้วจิ้มที่แก้มเขาเบาๆ “จริงอะ”
“เงียบ”
“เฮ้ย รามกลัวผี” ตวัดมามองด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะหันไปมองหน้าจอตามเดิมซึ่งไฟในโรงหนังก็ดับลงจนเหลือแค่จอที่กำลังจะฉายหนังสยองขวัญเรื่อง ‘ผีห้อยหัว’ แน่นอนว่าฉันขอให้ทุกคนอย่าวผวนเป็นอันขาด!
ระหว่างที่รอหนังฉายขึ้นจอดำและตัวอักษรสีแดง ฉันจึงสะกิดไหล่รามที่หันมามองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ฉันดันเห็นถึงแววตาที่ดูลุกลี้ลุกลนยังไงบอกไม่ถูกและอาการแบบนี้ทำให้ฉันยิ้มขำในใจ ตบลงที่ไหล่ซ้ายตัวเองเบาๆ
“กลัวก็ซบที่ไหล่พี่ได้นะน้อง”
“ตลก”
“บอกไว้ เผื่อคนแถวนี้ต้องการไหล่ไว้พักพิงเวลาผีโผล่!”
พอแกล้งรามเสร็จฉันก็หันไปจ้องจอหนังแน่นอนว่าฉันผ่านการดูหนังผี หนังสยองขวัญมามาก ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้ฉันขนหัวลุกตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงกลางเรื่อง ที่ปากดีกับรามไว้ว่าผีโผล่ให้พิงซบไหล่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าฉันกลัวจนต้องหลับตาลงและเอนหน้าซบกับไหล่ของเขา
“หึ”
“อย่าขำนะ” ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจำต้องเงยหน้ามองสบตากับเขาที่มองอยู่ก่อนแล้ว “ตอนผีห้อยหัวมาแบบไม่ทันตั้งตัวอะ คิดว่าจะมาตรงนี้อุตส่าห์ทำใจแต่ดันไปโผล่อีกที”
“เลิกพูด”
“แต่ว่าน่ากลัวตรงที่พระเอกเข้าไปในห้องแล้วผีโผล่ห้อยหัวลงมาอะ” พูดไปก็ลูบแขนตัวเองไป สายตาก็จับจ้องมองจอตรงหน้าที่เนื้อเรื่องกำลังเข้าใกล้ถึงตอนจบแล้ว
“แอล”
“ถ้าไม่ดูจนจบก็เสียดายเงิน เพราะงั้นทนดูให้จบอะเนาะ” ดูน้ำอัดลมแต่พอมานึกขึ้นได้ว่ารามเรียกชื่อ จึงหันไปมองก็พบกว่าเขามองฉันอยู่ก่อนแล้ว “เรียกทำไม...!”
ไม่ทันได้ฟังคำตอบจากเขา ริมฝีปากแดงคล้ำแต่ร้อนมากประทับลงมาที่กลีบปากของฉัน แน่นอนว่ามันสร้างความตกใจให้อย่างมากกระพริบตาถี่รัวเมื่อเขาผละจูบออกไป
“จะได้เลิกกลัว”
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
เมื่อดูหนังเสร็จเรียบร้อยรามก็ขับรถมาถึงคอนโดเขาในเวลาต่อมา ฉันถอนหายใจเมื่อเข้ามาในห้องก็พบว่ามันรกรุงรังแบบสุดๆ โยนถุงกระเป๋าที่รามซื้อมาให้ลงบนเตียงและเท้าเอวมองร่างสูงที่ถอดเสื้อและกางเกงออกจนเหลือแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวเท่านั้น “ทำไมห้องรกแบบนี้”
“เธอไม่มา” หันมามองฉันและหยิบผ้าขนหนูพาดไหล่ “เลยรก”
“เฮ้อ” ถอนหายใจและหยิบเสื้อ กางเกงและของใช้ต่างๆ ลงตะกร้า “หิวเปล่า จะได้ทำให้”
“ไม่”
เสียงประตูห้องน้ำถูกปิดลงฉันก็จัดการห้องนอนของรามให้สะอาดหมดจดทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันจะเละเทะไปหมด เหงื่อเต็มตัวไปหมดแม้จะเปิดแอร์จนเย็นตามที่รามชอบ เขาก็อาบน้ำออกมานุ่งแค่ผ้าขนหนูสีน้ำเงินผืนเดียวพันเอว
“ไปอาบน้ำ” วางมือบนศีรษะฉันและเดินไปหยิบซองบุหรี่ที่หน้าโต๊ะกระจก “เสื้อในตู้”
“อืม” ประตูห้องปิดลงฉันก็เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเอาเสื้อเชิ้ตสีเทาติดมือมาและเข้าห้องน้ำ จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นหน้ากระจกฉับพลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ยามที่หยิบแปรงที่มียาสีฟันบีบไว้เรียบร้อยแล้ว “น่ารักจริงๆ”
ปกติรามจะเป็นคนที่เนือยและพูดได้น้อยมากๆ ทำเหมือนไม่สนใจแต่จริงๆ เขาก็สนใจฉันอยู่ตลอดจนเผลอดีใจทุกครั้ง แม้ว่าเรื่องบางเรื่องของเขามันจะหนักหนาก็ตามทีแต่ฉันก็มองข้ามมันไปเพียงเพราะเขาทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้
เมื่อออกมาจากห้องน้ำ ออกมาจากห้องนอนก็กวาดสายตามองหาร่างสูงจึงเห็นผ้าม่านปลิวไหวตามแรงลมสาวเท้าไปจึงเห็นแผ่นหลังกว้างที่มีรอยสักตรงหัวไหล่ซ้ายเป็นคำว่า L ตัวใหญ่กับคำว่า R ที่อยู่คนละฝั่ง อันที่จริงฉันไม่รู้ถึงความหมายก็เลยไม่คิดถาม
หมับ
“อะไร?” ตกใจที่ฉันกอด รามก็หันมามองฉันด้วยสีหน้าไม่พอใจแต่ก็เบือนหน้าหนีมองวิวตรงหน้าริมฝีปากแดงคล้ำก็พ่นควันพวยพุ่งไปตามลม
“กอดไม่ได้หรือไง” ทำเสียงไม่พอใจพลางกดจูบลงที่ท่อนแขนแกร่งและขยับตัวไปกอดเขาทางด้านหน้า ซบหน้าลงกับแผงอกตรงตำแหน่งของหัวใจที่เต้นตามจังหวะการหายใจ “คิดถึง”
“คิดถึงอะไร?” เมื่อทิ้งก้นบุหรี่แล้วก็โอบแขนที่เอวฉันทั้งสองข้าง ก้มหน้ามองฉันที่ฉีกยิ้มและจูบไปที่ปลายคางเขา
“คิดถึงรามเกียรติ์”
