บทที่ 5 #รามแอล :: CHAPTER 4 [100%]
= EP4 =
“ก็ยืนให้กอด” แม้สีหน้าจะบ่งบอกว่าไม่ค่อยจะสบอารมณ์แต่ริมฝีปากแดงคล้ำก็กดลงมาที่หน้าผากก่อนจะไล่มาถึงแก้ม ฉันจึงหลับตาลงรับสัมผัสที่ฉันชื่นชอบอย่างเต็มใจ “ปากฉันไม่สกปรก”
“หือ?” มึนงงไม่น้อยแต่ก็ไม่ทันได้รับคำตอบดีริมฝีปากของรามก็แนบลงมาซะก่อนจึงเป็นเหตุให้เขาได้ตวัดลิ้นอยู่ในโพรงปากของฉันอยู่นานหลายนาที ฉันไม่ปล่อยให้เขาจูบอย่างเดียวแต่กลับจูบตอบเขาอย่างดูดดื่มกระทั่งรามเป็นฝ่ายผละจูบออกมามองสบตากับฉันอีกครั้ง
“ปากฉันมีไว้แค่จูบ” เลิกคิ้วขึ้นหลับตาลงรับสัมผัสจากฝ่ามืออุ่นร้อนที่เคลื่อนมาตามกรอบหน้าและไล่ต่ำมายังลำคอ บีบเบาๆ จนฉันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก “เธอคนเดียว”
“...” ลืมตาขึ้นมารามก็ยกยิ้มมุมปากและรอยยิ้มแบบนี้ทำให้ฉันหน้าร้อน หัวใจเต้นแรงอีกเท่าตัวเมื่อฝ่ามือหนาที่หยุดบีบคลึงตรงลำคอก็ลากไล้มาถึงทรวงอกที่ไม่ได้สวมใส่ชั้นใน ฝ่ามือหนาใหญ่กอบกุมและบีบเค้นจนฉันบิดหน้าไปด้วยความเสียวซ่านเพราะนอกจากจะเป็นฝ่ามือที่นวดคลึงนิ้วชี้และนิ้วโป้งก็เล่นบีบบี้ขยี้ยอดอกของฉันจนมันเสียวถึงสมอง
“เลีย” โน้มใบหน้าลงมาแนบชิดพลางใช้ลิ้นแลบมายังใบหู “กัด”
“อ๊ะ”
“ขบ” ซอกคอรับรู้ถึงแรงดูดดึงซึ่งการทำแบบนี้คือการจองจำด้วยรอยคิสมาร์ก “ดูด”
เลื่อนใบหน้าต่ำมาที่ทรวงอกครอบครองยอดอกฉันด้วยอุ้งปากร้อนระอุทะลุเสื้อเชิ้ตของเขา ฝ่ามืออีกข้างประคองแผ่นหลังฉันเอาไว้ขณะที่เงยหน้าขึ้นมองด้านบนและจิกนิ้วลงที่ไหล่หนา “ระ ราม”
เสียงดูดกลืนยอดอกดังเข้ามาในโสตประสาท รับรู้ถึงความชุ่มช่ำจากน้ำลายของรามที่ยังคงดูดดึงยอดอกของฉันไม่หยุด สลับกันทำอยู่แบบนั้นเรียกเสียงร้องครวญครางจนฉันอดรนทนไม่ไหว
“พอแล้ว...” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยและดันศีรษะของเขาออก มองเสื้อเชิ้ตสีเทาตรงยอดอกเปียกไปหมดรามก็ขยับใบหน้าขึ้นมาจูบฉันอีกครั้ง กอดรัดราวกับไม่ต้องการให้ฉันถอยห่างจากอ้อมกอดนี้
“เป็นของเธอ” ฉันเข้าใจถึงความหมายของเขาดีเลยทีเดียว “จำไว้”
รามก็ตอกย้ำฉันอีกครั้งแต่ครั้งนี้คือ... บนเตียงที่แสนจะเร้าร้อนราวกับว่าต้องการกันและกันมานานมากแค่ไหน ฉันไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นนอกซะจากจะมองคนที่เคลื่อนไหวสะโพกอยู่ด้านบน กระหน่ำทิ่มแทงเข้ามาไม่หยุดยั้ง ฉันทำได้เพียงนอนให้เขาเสพความสุขจากร่างกายและฉันเองก็เสพสุขจากร่างกายของรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งถุงยางที่มีมันหมดลงรามก็ทิ้งตัวลงซบลงที่ซอกคอของฉันหอบหายใจเหนื่อยไม่ต่างจากฉันที่กอดรัดร่างสูงใหญ่ที่มีเหงื่อท่วมตัวทั้งที่เราเพิ่งจะอาบน้ำไป
“ไม่พอ” บอกแค่นั้นก็ชันตัวขึ้น แยกขาทั้งสองของฉันออก ส่ายหน้าไปมาเพราะถ้าหากรามทำอีกมันเท่ากับว่า... เขาจะสดกับฉันซึ่งมันเสี่ยงมากทีเดียวจึงเอาฝ่ามือทั้งสองยันหน้าท้องเขาเอาไว้ขณะที่ลำกายใหญ่จดจ่ออยู่ปากทางเข้า
“เดี๋ยวท้อง” รามไม่ฟังกลับแทรกตัวตนเข้ามาจนสุดทาง ฉันแอ่นตัวขึ้นเมื่อฝ่ามือของรามประคองเอวฉันไว้และกระหน่ำเอวเข้ามาไม่ยั้ง และเพราะสัมผัสแบบไร้ถุงยางทำให้ทั้งฉันและเขาต่างพากันเสพสมอีกนับครั้งไม่ถ้วนในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพายุที่รุนแรง ทว่าพายุที่ว่าคือบนเตียงใหญ่ที่มีเราสองคนบรรเลงเพลงรักกันอยู่
รามรู้ดี... ถึงได้ปล่อยเข้ามาในกายของฉันเยอะ ฉันกินยาคุมอยู่ตลอดตั้งแต่คบหากันแม้ว่าเวลามีเซ็กส์รามจะสวมถุงเพื่อป้องกัน แต่มาตอนนี้เขากลับไม่สนใจอะไรเพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงฉันก็ควบคุมตัวเองได้
“แอล” น้ำเสียงแหบพร่าเรียกชื่อฉันจังหวะที่เร็วถี่เกิดเสียงดังกระทบเนื้อ ฉันเลื่อนฝ่ามือไปจิกท่อนแขนของเขากัดปากตัวเองเมื่อร่างกายมันตอบสนองเขาอีกในไม่ช้านี้
“เร็วกว่านี้ อ๊ะ!”
สุดเสียงฉันก็กรี๊ดออกมาลั่นห้องร่างกายกระตุก รามก็ค่อยๆ กระแทกกายเข้ามาอีกครั้งจนตอนนี้ท้องน้อยรับรู้ถึงน้ำรักของรามที่เข้ามาหลายต่อหลายหนที่ไม่ได้ป้องกัน ใบหน้าหล่อเหลาเซลงที่ลำคอของฉันแต่ยังไม่ถอนตัวตนออกไป
“เหนื่อย” แหงสิ! ก็ตัวเองเล่นจัดหนักไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ จนเวลาล่วงเลยมาเกือบตีสอง ฉันนอนนิ่งไม่ขยับไปไหนเลยเพราะว่ารามยังคงนอนทับฉันอยู่
“ราม” สะกิดไหล่หนาเขาก็ลืมตาขึ้นมามองฉัน “เอาออกก่อน”
“อะไร?”
“ก็...” จะต้องให้พูดอีกเหรอ ฉันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะบอกเขาให้เอามันออกจากร่างกายตัวเอง รามก็อมยิ้มที่ฉันพูดอะไรออกไปแบบนั้นแต่ก็ยอมทำตามที่ว่าจนรับรู้ถึงน้ำรักที่ค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเชื่องช้า
“ฟังอีกที”
“อะไร?” ลุกขึ้นนั่งก่อนจะหยิบทิชชูมาเช็ดไปตามกลีบงามที่รามนั่งมองอยู่โดยที่ไม่ได้เขินอาย เพราะชินแล้วล่ะกับการที่รามจ้องมองฉันแบบนี้เวลาเราจบเรื่องบนเตียง
“ให้เอาอะไรออก”
“ราม” หน้าร้อนเห่อไปหมด จะให้พูดอะไรแบบนั้นออกมาได้ยังไงกัน ตอนพูดก็เขินนั่นแหละไม่ใช่ไม่เขิน! “แล้วไม่ กลัวฉันท้องหรือไงถึงได้... ทำแบบนี้”
“รับผิดชอบ” ตอบแค่นั้นก็ขยับไปนั่งพิงหัวเตียงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ฉันจึงนอนตะแคงข้างและขยับไปกอดท่อนแขนของเขามองใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างที่หันทิศทางเพื่อไม่ให้ควันโดนตัวฉัน
“จะหยุดที่ฉัน” คำถามนี้ฉันอยากฟังมันนะ เพราะฉันก็คิดมาเสมอว่ายังไงรามก็คือคนที่ฉันอยากจะอยู่ด้วยกันตลอดไปจนถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่เป็นเพียงฉันที่คิดนะ เขาจะคิดเหมือนกันหรือเปล่าก็อีกเรื่อง
“ขึ้นอยู่กับอนาคต”
“หมายถึงถ้าฉันไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่” รามหันมามองฉันสลับกับมองทีวี ทว่าคำตอบที่ได้มาทำให้สะอึกจนพูดอะไรไม่ออก
“อย่าพูดอะไรที่ยังมาไม่ถึง” เว้นจังหวะสำหรับคนที่พูดน้อย รามดูเหมือนจะหัวเสียมากพอควร “ตอนนี้ก็ตอนนี้”
“...”
“เข้าใจไหมแอล”
ฉันไม่ตอบอะไรแต่แสร้งทำเป็นว่าหลับ แต่ได้ยินทุกคำพูดของรามจนรับรู้ถึงความยุบของเตียงเพราะเขาลุกออกไป แต่ฉันก็สัมผัสได้ว่าผ้าห่มถูกคลุมตัวมาจนมิดคอ
ไม่รู้หรอกนะว่าในอนาคตรามจะเจอใครที่ดีกว่าฉันหรือเปล่า? หรือใครที่พอใจให้เขาได้ทำเรื่องส่วนตัวแบบไม่มีข้อครหา ใครที่จะไม่ทำให้รามรู้สึกรำคาญใจหรือหงุดหงิดเวลาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ ต่อให้ฉันรักรามมากแค่ไหนถ้าหากเขาไม่ได้รักฉันและรักคนอื่นที่เข้ามา
เมื่อนั่น... ฉันจะเป็นฝ่ายไปเอง แม้ว่ามันจะเจ็บหรือใจสลายก็ตามที
ฉันตื่นขึ้นมาในช่วงสายของวันก็เพราะว่าเพลียจากรามเมื่อคืน กวาดสายตามองหาคนที่อยู่ในห้องก็ไม่เจอจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเดิมของตัวเอง เพราะฉันไม่เคยนำของตัวเองมาไว้ที่ห้องของรามเพียงเพราะเขาบอกว่าไม่ชอบให้ของของใครมาปนกับของเขา แม้จะเป็นของฉันก็ตามที
“หายไปไหน?” เมื่อออมาจากห้องนอนฉันก็ไม่เห็นรามแต่เดินไปหน้าตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำดื่มก็เจอกระดาษที่เขียนด้วยลายมือของรามแปะไว้
‘ไปข้างนอก จะกลับก็กลับได้เลย... รามเกียรติ์’
น้ำขวดที่ถูกกระดกจนหมดขวดถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ ลมหายใจถูกถอนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้นะว่าทำไมรามถึงรีบร้อน ไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะไปไหน...
ฉันรู้ แต่อย่างที่บอกว่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ เมื่อคืนฉันแอบดูมือถือเขา รามนัดกับผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อไปเที่ยวด้วยกัน ความรู้สึกมันจุกจนระบายออกมาเป็นคำพูดไม่ออก ฉันก็กลับมาถึงบ้านด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวแต่ก็อย่างที่บอก ต้องทำตัวให้ร่าเริงเอาไว้เพราะว่าพี่ชายสุดที่รักยืนกอดอกรอฉันอยู่ตามด้วยมัดหมี่ที่มารอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
“มัดมารอตั้งแต่เช้า”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เอ็ม มัดรอได้” มัดหมี่รีบห้ามปรามพี่เอ็มกำลังใช้สายตาสำรวจร่างกายของฉัน จนสายตามาหยุดที่ลำคอซึ่งเป็นรอยคิสมาร์กที่รามทำเอาไว้จึงรีบเอามือปกปิดมันแต่ว่าคงจะไม่ทันสินะ
“พี่ขอคุยกับแอลแปบหนึ่ง มัดช่วยไปรอที่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้านก่อนได้ไหม?”
“ได้ค่ะ” มองเพื่อนสาวที่หอบหิ้วโน้ตบุ๊คและชีทออกไปข้างนอกที่มีร่มเงาของต้นไม้ไว้นั่งเล่น นั่งทำงาน
“แอลขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” เดินสวนพี่เอ็มไปทว่าฝ่ามือใหญ่ก็คว้าต้นแขนเอาไว้ซะก่อน
“ทำไมมันไม่มาส่ง” คำถามของพี่เอ็มทำให้ฉันกัดปากตัวเอง ไม่บอกว่ารามไปไหนเพราะไม่อยากให้พี่เอ็มต้องเกลียดรามไปมากกว่านี้
“กลับบ้าน แอลเพิ่งตื่นเลยกลับมาเอง”
“พี่จะไม่ถามนะว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงที่ดูอ่อนล้าของพี่เอ็มทำให้ฉันต้องหันไปมองสบตากับเขา “คนเป็นแฟนกันจะมีเซ็กส์กันมันไม่แปลก”
“พี่เอ็มจะพูดอะไรกันแน่?” รู้สึกหงุดหงิดกับเขาจำต้องสะบัดต้นแขนออกจากฝ่ามือและการกระทำของฉันมันทำให้พี่เอ็มถึงกับไปไม่เป็นเลย
ฉัน... ทำบ้าอะไรลงไป!
“พี่แค่เป็นห่วง”
“แอลโตแล้ว” ตอบกลับทันควันและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “เลิกเจ้ากี้เจ้าการแอลสักที”
“โอเค” พอพี่เอ็มตอบตกลงทั้งที่ถ้าฉันทำตัวแบบนี้พี่เอ็มจะตะคอกและจับตัวฉันเขย่าไปมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ หากแต่ตอนนี้สายตาของพี่เอ็มทำให้ฉันที่ทำห้าวเมื่อกี้ถึงกับหัวใจมันวูบหล่นลงทันที “พี่จะไม่ยุ่งเรื่องของแก”
“พี่เอ็ม...” หวังจะคว้าท่อนแขนพี่เอ็มที่หยิบกระเป๋าสะพายไหล่แต่ก็คว้าเอาไว้ไม่ทันเพราะเขาเดินห่างฉันออกไปยังประตูทางเข้าออกแล้ว
ทำบ้าอะไรลงไปเนี่ยแอล! ได้แต่ด่าทอตัวเองก่อนจะออกไปหามัดหมี่ที่ทำรายงานรอฉัน
“ทะเลาะกับพี่เอ็มเหรอ?”
“อือ” ตอบกลับเพื่อนพลางเอามือกุมศีรษะตัวเอง “เผลอทำตัวไม่ดีใส่เขา”
“พี่เอ็มเป็นห่วงแกมากเลยนะ” สบตากับมัดหมี่ที่พยักหน้ารับ “มีงานสำคัญจะไปก็ได้ แต่ก็รอให้แกกลับมา”
พอมัดหมี่พูดแบบนี้ฉันยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีกเท่าตัว ถอนหายใจและก้มหน้าหาข้อมูลในโน้ตบุ๊คแต่ก็รับรู้ถึงการจับจ้องจึงหันไปมองเพื่อนสาวก็นั่งเท้าคางมองอยู่ก่อนแล้ว “อะไร?”
“คอเป็นรอยเลย” ไม่ว่าเปล่าก็ยื่นนิ้วชี้มาจิ้มที่ต้นคอจนฉันปัดมือเพื่อนออกเบาๆ “พี่เอ็มถึงได้ห่วง”
“ฉันรู้ตัวเองดีว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร”
“แล้ววันนี้ไปทำงานหรือเปล่า?” มัดหมี่ถามขณะกำลังอ่านชีทในมือและสบตากับฉันอีกครั้งที่พยักหน้ารับ เนื่องจากเมื่อคืนไม่ได้ทำงานเพราะรามดันชวนไปเที่ยวและ... ก็ตามนั้น “เรื่องพี่เอ็มล่ะ”
“เฮ้อ งอนแบบนี้ไม่กลับบ้านแน่”
หลังจากที่ทำรายงานกับมัดหมี่เรียบร้อยก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็น ฉันก็โบกมือให้เพื่อนที่ขึ้นรถของที่บ้านซึ่งมารับกลับ หมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านและเตรียมตัวไปทำงานทั้งที่สมองกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องพี่เอ็ม อันที่จริงฉันก็ซีเรียสเรื่องของรามที่ไปหาผู้หญิงคนอื่น หากแต่ว่าพี่เอ็มสำคัญกว่ารามไม่ใช่ว่ารามไม่สำคัญนะ สำหรับฉันแล้วถ้าให้จัดอันดับพี่เอ็มต้องมาที่หนึ่ง
พอได้คิดว่าทำตัวไม่ดีใส่พี่ชายที่ดูแลและห่วงใยฉันมาตลอดก็พาให้อารมณ์บูดบึ้ง รู้สึกผิดจำต้องดึงศีรษะตัวเองเพื่อลงโทษกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปกับพี่เอ็ม เดินเท้ามาใกล้จะถึงร้านแล้วแต่ด้วยเพราะโทษตัวเองทำให้เดินไม่ระวังชนเข้ากับร่างของชายสูงใหญ่คนหนึ่งที่ประคองโอบเอวฉันไว้ไม่ให้หงายหลังเท้าชี้ฟ้า
“ขอบโทษนะคะ” ยกมือไหว้คนตรงหน้าพลางสบตาก็ต้องเบิกตาด้วยความตกใจ
“แอล”
“ฮะ เฮียแซค!”
เขาตกใจ ฉันก็ตกใจ... เฮียแซคชายหนุ่มแบดบอย พูดน้อยต่อยหนักอายุยี่สิบแปดปี ฉันรู้จักเขาดีเลยล่ะเพราะว่าเขาคือลูกพี่ลูกน้องของรามที่มีอิทธิพลมากๆ คนหนึ่ง
“เฮียมาทำอะไรที่นี่คะ?”
“เฮียต่างหากที่ต้องถามแอลว่ามาทำอะไรแถวนี้” พูดพลางยกแขนที่มีรอยสักเต็มทั้งสองข้างชี้ไปยังด้านหลังซึ่งมันก็คือบาร์กึ่งเปิดที่ทำงานของฉัน สายตาคมมองฉันด้วยความสงสัยจึงหาคิดคำพูดที่จะปฏิเสธ จะให้เฮียแซครู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าฉันทำงานอยู่ที่นี่เพราะถ้าเฮียแซครู้ เรื่องนี้จะต้องถึงหูของรามและนั่นหมายความว่าฉันจะไม่สามารถมาทำงานที่นี่ได้อีกไง!
“แอล...” กัดปากตัวเองไม่สบตาคนตรงหน้าฉุกคิดขึ้นมาได้ก็ฉีกยิ้มกว้าง “แอลมาหาเพื่อนค่ะ”
“เพื่อน?” เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงผ้าสีดำ พยักหน้ารับให้เฮียแซคเชื่อในสิ่งที่ฉันพูดออกไปเพราะตอนนี้ก็กลัวว่าความลับจะแตกเอาน่ะสิ
“ค่ะ เพื่อนแอลทำงานที่นี่”
“คนไหน” กลืนน้ำลายลงคอมองเฮียแซคที่สั่งให้ลูกน้องของตัวเองสองคนออกไปจากตรงนี้ “ว่าไง”
“เฮียจะทำไมคะ?” เบี่ยงเบนประเด็น “เฮียจะเอาเพื่อนแอลไปอยู่ในฮาเร็มเหรอ”
“เฮียไม่เคยทำแบบนั้น” ตลกที่สุด! ใครๆ ก็รู้ว่าเฮียแซคสร้างฮาเร็มส่งเสียเลี้ยงดูผู้หญิงที่ถูกตาต้องใจและผู้หญิงก็จะต้องเต็มใจยอมรับด้วยนะ “ที่เฮียถามเพราะจะได้ให้ผู้จัดการขึ้นเงินให้”
ขมวดคิ้วทันทีกับสิ่งที่เฮียแซคพูด ทำไมพูดเหมือนกับว่า... “ทำไมเฮียถึงต้องทำแบบนั้นคะ”
“เพื่อนไม่ได้บอกเหรอ” ฉันมองเฮียแซคที่กระตุกยิ้มมุมปากและหันไปมองบาร์กึ่งเปิดที่ตอนนี้กำลังจะเปิดให้บริการในอีกไม่ช้า “บาร์กึ่งเปิดอยู่ในความดูแลของเฮีย”
“!”
“เฮียเพิ่งเข้ามาซื้อเมื่อบ่ายนี้เอง”
อะไรมันจะ... บังเอิญขนาดนี้!
“เหรอคะ แอลยินดีด้วยนะคะ” ฉันพูดบ้าอะไรออกไปเนี่ย ถ้าหากเป็นจริงอย่างที่เฮียแซคพูดการทำงานของฉันจะลำบากมากกว่านี้แน่ๆ เพราะฉันอุตส่าห์ปิดเรื่องที่ตัวเองทำงานไว้ไม่ให้รามรู้
“อ้าว แอล” เป้เพื่อนที่ทำงานออกมาจัดโต๊ะก่อนจะกวักมือเรียกฉัน “มาเร็วนะวันนี้...”
ขยิบหูขยิบตาให้เป้จนหมอนั่นทำหน้ามึนงงและยกมือไหว้เฮียแซคที่หันไปมองและหันกลับมามองฉันที่ฉีกยิ้มให้ พลางใช้มือเป็นการส่งซิกหวังว่าอีเป้จะรู้นะว่าไม่ควรพูดอะไรออกไป
“เพื่อนแอล?”
“ใช่ค่ะ” ฉันวิ่งตรงไปหาเป้ก่อนจะกอดคอโดยที่เป้ก็ทำตามอย่างที่ฉันบอก คงจะรู้ถึงสิ่งที่ฉันต้องการแล้วสินะ “พอดีแอลมาเอาของที่เพื่อนน่ะค่ะ ใช่ไหมเป้”
“ครับๆ ผมเป็นเพื่อนกับแอลครับ พอดีนัดให้มาเอาเสื้อที่แอลฝากผมซื้อ”
“งั้นเหรอ?” เฮียแซคทำหน้าสีหน้าไม่เชื่อ แต่พอเห็นฉันฉีกยิ้มกว้างให้เมื่อเป้แกล้งเดินเข้าไปในร้านเพื่อไปเอาเสื้อปลอมๆ มาให้ แล้วมันจะมีไหมละเนี่ย! “เฮียกลับก่อน ให้เฮียรอไปส่งไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวแอลจะไปหาพี่ชายที่สำนักพิมพ์ด้วย ขอบคุณเฮียแซคนะคะ” ยกมือไหว้เขาที่พยักหน้ารับก่อนจะเดินไปขึ้นรถหรูที่มีลูกน้องสองคนรอประจำที่ เมื่อรถของเฮียแซคแล่นออกไปฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“มาแล้วๆ เสื้อที่แอลฝากผมซื้อ อะ อ้าว”
“เฮียแซคไปแล้ว”
“รู้จักกับคุณแซคด้วยเหรอ?” เป้ถามด้วยน้ำเสียงสงสัย “วันนี้คุณแซคเพิ่งจะมาคุยเรื่องกิจการที่นี่ บาร์ที่เราทำงานอยู่ในความดูแลของคุณแซคแล้ว”
“หมายความว่า...”
“อือ คุณแซคเป็นเจ้าของ” ซวย! พูดได้คำเดียวว่าโคตะระซวยแบบสุดๆ ถ้าหากเป็นแบบนี้งานที่นี่ของฉันจะลำบากมากขึ้นไปอีก เท้าเอวด้วยความห่อเหี่ยวใจ อุตส่าห์คิดว่าทำงานที่นี่ได้เงินดีแถมยังสบายใจที่รามคงไม่มานั่งร้านนี้ ที่ไหนได้พี่ชายของเขาดันมาเป็นเจ้าของกิจการ “ตกลงคุณแซค เธอรู้จักหรือไง”
“ใช่น่ะสิ”
“ถามจริง”
“พี่ชายรามอะ” เป้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“พี่ชายแฟน” พยักหน้าก่อนจะเดินตรงเข้าไปในร้านและเปลี่ยนชุดออกมายืนเท้าคางตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่เป้เป็นบาร์เทนเดอร์อยู่
“งานหินเลยล่ะ จะให้เฮียแซครู้ไม่ได้ด้วย”
“คงจะยากนะ คุณแซคต้องมาตรวจร้านบ่อยขึ้นแน่”
“ทำไงดีอะเป้” อ้อนวอนเป้ที่ส่ายหน้าไปมาขณะกำลังเช็ดแก้ว “รามรู้นะเรื่องใหญ่แน่”
“แฟนเธอก็รวย ทำไมไม่มีเงินไม่ขอเขาล่ะ”
“ไม่อยากขอ” พูดก็ถอนหายใจออกมาพลางมองมือที่บีบเข้าหากัน “เผื่อวันไหนเลิกกัน ฉันไม่มีปัญญาชดใช้หรอก”
“ทำยังกับจะเลิกกันง่ายๆ”
“ก็ไม่แน่หรอก” มองสบตากับเป้ที่ส่ายหน้าก่อนจะเอื้อมมือมายีศีรษะของฉัน “อาจเป็นฉันคนเดียวที่พยายาม”
“แล้วรามเกียรติ์ไม่พยายามหรือไง?”
“...”
“ตอนนี้ยังไม่เลิกก็คือไม่เลิกปะ คิดมากไปก็เท่านั้น”
เป้บอกฉันเพื่อให้เลิกคิดมาก แต่มันจะไม่คิดมากได้ยังไงมีแต่ฉันนะที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียว แม้ว่ารามจะแคร์ฉัน ทำตามที่ฉันขอทุกอย่างแต่ก็ยกเว้นเรื่องส่วนตัวของเขาที่ฉันไม่สามารถพูดอะไรได้เลย ไหนจะความสัมพันธ์ของเราสองคนอีกที่ดูเหมือนจะไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยสักนิด
หลังจากเลิกงานตอนตีหนึ่งกว่า ฉันก็ทำงานไประแวงไปเพราะว่ากลัวเฮียแซคจะมาตรวจบาร์แต่ก็รอดพ้นสายตาเขาไปได้ก็รู้สึกสบายใจ เพราะไม่อยากกลับบ้านจึงมาถึงคอนโดรามในเวลาต่อมาหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาแตะกับประตูเปิดเข้าไปห้องก็มืดสนิทหากแต่ว่าเท้าของฉันเดินไปชนเข้ากับรองเท้า
หากแต่ว่ามันกลับไม่ใช่รองเท้าของราม... แต่มันดันเป็นรองเท้าส้นสูงสีแดงที่ฉันไม่มีทางใส่ มันไม่ใช่ของฉันและจะเป็นของใครได้ล่ะ หัวใจมันเต้นแผ่วเบาจุกลำคอไปหมดเมื่อหันไปมองประตูห้องที่ไม่ใช่ห้องนอนของราม แต่เป็นห้องที่สำรองเอาไว้เปิดอ้าไว้อยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองมาหยุดตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตามองลอดเข้าไปก็ต้องเบิกตากว้างพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา สองมือยกขึ้นปิดปากตัวเองกัดปากจนรู้ถึงเจ็บหนึบ หากแต่ว่ามันคงไม่เจ็บเท่ากับได้เห็นภาพตรงหน้า...
ภาพที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวเอวอยู่บนร่างของราม โดยที่ร่างสูงนอนมองและดูเหมือนจะมีความสุข
ในขณะที่เขามีความสุขอยู่บนเตียง เป็นฉันเองที่ค่อยๆ ถอยหลังออกมาแอบมาร้องไห้อยู่ในทางหนีฉุกเฉิน
“ฮึก”
พาร่างที่ไร้วิญญาณมาหยุดที่หน้าสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่เป็นที่ทำงานของพี่เอ็ม ฉันบอกกับยามที่เฝ้าอยู่เขาก็โทรขึ้นไปหาพี่เอ็มซึ่งรอไม่นานร่างสูงก็วิ่งออกจากลิฟต์ด้วยสีหน้าที่ตื่นตนก “แอล”
“ฮือ พี่เอ็ม” สวมกอดร่างสูงที่ไม่พูดอะไรก็กอดรัดฉันอย่างแนบแน่นราวกับต้องการถนอมฉันเอาไว้ “แอลขอโทษ”
“แล้วจะร้องทำไม?” บอกไม่ได้เด็ดขาด... บอกเรื่องนี้ให้พี่เอ็มรู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพี่เอ็มจะต้องไปเอาเรื่องรามแน่นอนฉันรู้นิสัยของพี่ชายดี
“ก็แอล...” สะอึกสะอื้นก่อนจะเงยหน้าสบตากับพี่เอ็มที่ลูบศีรษะฉันเบาๆ สายตาที่อ่อนโยน รอยยิ้มที่อบอุ่น ฉันไม่รู้นะว่าถ้าขาดพี่เอ็มไปฉันจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง “แอลผิดที่ตะคอกพี่เอ็ม”
“แค่นี้เอง”
“แอลกลัวพี่เอ็มจะโกรธ เกลียดแอล” ซบหน้าลงกับหน้าอกแกร่งถูไถใบหน้าลงกับเสื้อเชิ้ตสีดำทั้งน้ำมูก น้ำตาเลอะเสื้อพี่ชายไปหมด “ไม่โกรธแอลนะ”
“พี่เคยโกรธแกที่ไหน?”
“แต่บอกจะไม่ยุ่งเรื่องของแอล แล้วก็ไม่กลับบ้านด้วย ไม่โกรธเหรอ”
“ต้องตรวจต้นฉบับนิยาย” พี่เอ็มทำงานเป็นนักเขียนที่นานๆ จะออกเล่มสักที แต่ก็พ่วงหน้าที่ตรวจต้นฉบับที่บก.มอบหมายให้ ด้วยเพราะว่าถ้ากว่าจะเขียนจบเล่มพี่เอ็มบอกว่าจะไม่มีเงินมาใช้จ่ายก็เลยต้องทำงานตรงนี้ไปด้วยและเพราะเห็นพี่เอ็มอดหลับอดนอนทำงานหนัก ฉันจึงได้มีความคิดที่จะช่วยแบ่งเบาภาระเขาด้วยไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้พี่เอ็มต้องดูแลไปตลอดหรอก ฉันหวังว่าสักวันตัวเองจะดูแลพี่เอ็มและให้เขาได้พักผ่อนสักที จะได้ไม่เหนื่อยไปมากกว่านี้
พี่เอ็มทำงานหนักตั้งแต่ครอบครัวของเราสองคนล้มละลายลง จากนั้นเขาก็สัญญาว่าจะดูแลฉันเป็นอย่างดี
“แอลรักพี่เอ็ม”
ความรักของฉันแม้จะมีให้รามมากแค่ไหน... แต่ฉันมีให้กับพี่เอ็ม คนที่คอยห่วงใยและไม่เคยทำให้ฉันเสียใจ
“ทะเลาะกับรามมาล่ะสิ”
“เปล่าสักหน่อย” ผละกอดออกก่อนจะยกมือเช็ดคราบน้ำตา “แอลช่วยพี่เอ็มทำงานนะ”
“ไม่พักเถอะ ทำงานมาเลิกก็ดึก” ส่ายหน้าไปมาก่อนจะควงแขนพี่เอ็มเดินไปยังลิฟต์
“พี่เอ็มต่างหากที่ต้องพัก ไม่ใช่แอล” แต่ถึงอย่างนั้นพี่เอ็มก็ไม่ได้ให้ฉันช่วยทำงานหรอกนะ ฉันนั่งอยู่ตรงโซฟาและเท้าคางมองพี่เอ็มที่กำลังตั้งใจทำงาน ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนไหนที่ดวงตาของฉันค่อยๆ หลับลงเพราะความเหนื่อยล้าจากอะไรหลายๆ อย่างและหนึ่งในนั้นที่ทำให้ฉันเหนื่อยล้าคือเรื่องของรามเกียรติ์
