บทที่ 13 Renewed ขอโอกาสให้ฉันได้รัก 13
Renewed ขอโอกาสให้ฉันได้รัก 13
“คือคุณป้าคะ”
“จ้า ว่าไง?” ท่านขานรับพร้อมกับมองหน้าฉัน ส่วนฉันตัดสินใจวางข้าวของลงบนพื้นแล้วหมุนตัวกลับไปมองผู้มีพระคุณด้วยความจริงจัง
“ถือเสียว่าหนูขอร้อง คุณป้าไม่ต้องให้คุณเขามารับผิดชอบหนูนะคะ คืนนั้นถ้าจะโทษใคร คงต้องโทษหนูที่ใจง่ายเอง อีกอย่างถ้าเราจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ หนูก็ไม่เห็นว่ามันจะผิดแปลกตรงไหน” ยืนยันกับผู้ใหญ่ด้วยความจริงจัง แต่สีหน้าของป้ามาลานั้นดูนิ่งและดูดุขึ้นกว่าก่อนมากจนฉันเริ่มหวั่นใจ
“ไม่ได้ค่ะ ยังไงป้าจะให้หนูแต่งงานกับพี่เขา ปากบอกเกลียด แต่เมาแล้วเข้าห้องมาทำมิดีมิร้ายแบบนั้น ใช้ได้ที่ไหนกัน น่าหงุดหงิดชะมัด” ท่านสบถอย่างไม่ชอบใจทั้งยังกอดอกมองฉันงอน ๆ
งง ตกลงท่านจะดุหรือจะงอนฉันกันล่ะเนี่ย?
“แต่คุณป้าคะ” ครั้งนี้รีบเอ่ยอ้อน แล้วขยับเข้าไปนั่งริมเตียงนอนที่มีท่านนั่งอยู่ เพื่อที่จะได้กอดแขนอ้อนได้สะดวก
“หนูไม่อยากแต่ง เพราะหนูกับคุณเขาไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกัน”
“แต่พี่เขาต้องรับผิดชอบกับการกระทำโดยไม่ยั้งคิดค่ะ” ฝ่ามืออุ่นลูบที่เรือนผมอย่างแผ่วเบาขณะที่ฉันกำลังเอียงหน้าซบต้นขาท่านอย่างงอแง
“กับคนอื่นพวกเขาตกลงและทำข้อตกลงกันเอง แต่หนู...พี่เขาใช้กำลังข่มเหงให้ได้มาซึ่งความต้องการ ทั้งที่ป้ายอมยกเลิกงานแต่งหนูกับพี่เขาไปแล้ว แค่ขอให้ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือพูดจาทำร้ายจิตใจเด็กดีของป้าอีก”
“...”
“แต่ตาทีกลับเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงนั้นเอง ป้าไม่ยอมหรอกนะคะ”
“หนู...”
“พรุ่งนี้ป้าจะให้พี่เขาพาไปร้านตัดชุดนะคะ วันนี้ก็เก็บของแล้วพักผ่อนเถอะนะ” เราทั้งสองเงียบกันไปสักพักใหญ่ก่อนที่ป้ามาลาจะสรุปให้ เมื่อได้อยู่คนเดียวในห้องนอนก็รีบเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้แล้วคว้ากระเป๋าสะพายติดมือมาเพื่อออกไปหาเพื่อนสนิทที่ร้านอาหารของเธอ
“คุณเจ้าจะไปไหนคะ?” เมื่อเดินออกมาจนถึงหน้าบ้าน ก็มีเสียงของป้าแม่บ้านที่สนิทกันถามด้วยความใส่ใจ
“จะออกไปหาเพื่อนค่ะป้าสาย แต่หนูแจ้งคุณป้าแล้วนะคะ”
“กลับเย็นมากไหมคะ? ป้าจะได้แบ่งกับข้าวไว้รอ” ป้าสาย แม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่รีบถามอย่างใจดี
“กลับเย็นค่ะป้า แต่ป้าไม่ต้องแบ่งอาหารไว้นะคะ เดี๋ยวหนูกินมาจากข้างนอกเลย”
“อ้อ ได้ค่ะ ๆ แต่เดี๋ยวป้าเตรียมผลไม้ไว้ให้นะคะ กลับมาถึงค่อยเอาขึ้นไปกินบนห้องเนอะ”
“ขอบคุณค่ะ งั้นหนูไปแล้วนะคะ” ก่อนเดินออกมาก็ไม่ลืมยกมือไหว้ป้าแม่บ้านที่แสนใจดี เสร็จแล้วก็เดินออกมาจากเขตรั้วบ้านหลังใหญ่ เพราะที่นี่อยู่แถบชานเมืองห่างไกลรถไฟฟ้า จึงต้องนั่งรถเมล์เข้าไปในตัวเมืองเสร็จแล้วค่อยนั่งรถไฟฟ้าไปหาเพื่อนที่อยู่อีกฝั่ง
“บอกจะไปรับก็ไม่ยอม” เมื่อเดินทางมาถึงร้านอาหารของเพื่อนสนิท ก็เห็นว่าคนที่ยืนรออยู่เป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่ม
“เรามาเองได้น่า นายมายืนรอนานแล้วเหรอ?” ฉันถามชนินที่ยืนรออยู่หน้าร้าน พร้อมกับนึกถึงประโยคก่อนหน้านี้ เหตุผลที่ทำให้ต้องเดินทางหลายต่อแบบนี้ ก็เพราะฉันไม่ยอมให้เพื่อนคนไหนไปรับที่บ้านคุณป้ามาลายังไงล่ะ
“สักพักแล้วละ ไป ๆ เข้าไปข้างในกันเถอะ” ชนินยกยิ้มส่งให้พลางยืนรอให้ฉันเดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวเพื่อที่เราทั้งคู่จะได้เดินเข้าไปภายในร้านพร้อมกัน
